กระทรวงพลังงาน MOU ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 5 รายใหญ่ ต้นแบบอาคาร-บ้านอนุรักษ์พลังงานสอดรับกฎหมายใหม่ปี’60

“กระทรวงพลังงาน” โดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ลงนาม MOU กลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 5 แห่ง เพื่อส่งเสริมการออกแบบอาคาร-บ้านประหยัดพลังงาน เล็งคลอดกฎหมายนำร่องอาคารขนาดใหญ่มีผลบังคับใช้ภายในปี 2560

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในวันนี้ (7เม.ย.60) ได้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ “การส่งเสริมการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงานตามกฏหมายและการส่งเสริมบ้านที่อยู่อาศัยเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน” เป็นความร่วมมือของกระทรวงพลังงาน โดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) และภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท เซ็นทรัล พัฒนา จำกัด (มหาชน) บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท นารายณ์พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการส่งเสริม ให้ภาคเอกชนมีการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงานตามกฎหมาย และส่งเสริมบ้านที่อยู่อาศัยเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ก่อให้เกิดการประหยัดพลังงานในอาคารและบ้านที่อยู่อาศัยอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับ แผนบูรณาการพลังงานของประเทศ (TIEB)

“ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นไปตามยุทธศาสตร์และถือเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ภายใต้แผนอนุรักษ์พลังงานของประเทศ ( EEP 2015 ) พ.ศ. 2558 -2579 ที่เห็นความสำคัญในการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีการใช้พลังงานมาก ได้แก่ ภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม ภาคอาคารธุรกิจ และภาคบ้านอยู่อาศัย” พลเอก อนันตพร กล่าว

ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงาน โดย พพ. ได้ดำเนินการร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ปรับปรุงแก้ไขร่างกฎหมายให้มีผลบังคับใช้ภายในปี 2560 โดยนำร่องใช้กับอาคารขนาดใหญ่พื้นที่ตั้งแต่ 10,000 ตร.ม.ขึ้นไปก่อน และทยอยบังคับใช้กับอาคารพื้นที่ตั้งแต่ 2,000 ตร.ม. ภายในปี 2562

นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นความก้าวหน้าของการดำเนินงานตามแผนอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งพพ. มีแผนปฎิบัติการเชิงรุกใน 2 รูปแบบ ทั้งการจัดทำมาตรการบังคับใช้ในทางกฎหมาย และแผนการรณรงค์ส่งเสริมโดยเชิญชวนภาคเอกชนขนาดใหญ่เข้าร่วม เป็นเครือข่ายความร่วมมือ และขยายเครือข่ายไปยังผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่นต่อไป โดยแนวทางที่ พพ. จะร่วมมือกับผู้ประกอบการ จะครอบคลุมในเรื่องการจัดกิจกรรมให้ความรู้การประชาสัมพันธ์เรื่องอาคารและบ้านประหยัดพลังงานสู่ผู้บริโภค การส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรในการออกแบบอาคารและบ้านประหยัดพลังงาน การผลักดันและกระตุ้นตลาดการก่อสร้างอาคาร และบ้านประหยัดพลังงานให้แพร่หลาย ซึ่งทั้งสองแนวทางจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศ และสามารถเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ตามแผน EEP 2015 ที่จะต้องลดสัดส่วนการใช้พลังงานให้ได้ 30% ภายในปี 2579

แผนการดำเนินงานที่ผ่านมา พพ. ได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงานให้กับหน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษา และหน่วยงานปกครองท้องถิ่น 9 แห่ง อาทิ กรุงเทพมหานคร เทศบาลนครราชสีมา และเมืองพัทยา เป็นต้น ส่วนความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา 6 แห่ง เป็นเรื่องของการบรรจุองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์พลังงานลงไปในหลักสูตรการศึกษา ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยรังสิต และมหาวิทยาลัยเทคโนดลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นต้น และภาคเอกชน 1 แห่ง ได้แก่ บริษัท แอล.พี.เอ็น ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

ที่ผ่านมา พพ. ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว โดยอยู่ระหว่างการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และส่งเสริมในเรื่องการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน เตรียมความพร้อมบุคลากรผู้ออกแบบอาคาร สถาปนิก วิศวกร เจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่อนุญาตการก่อสร้าง รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ให้มีความรู้ความเข้าใจในนโยบายและทิศทางการดำเนินงานของภาครัฐ ซึ่งได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2552




รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเพื่อให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย พร้อมตรวจติดตามสถานการณ์พลังงานในกลุ่มภาคใต้

วันนี้ ( 10 มีนาคม 2560) พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน นำคณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงพลังงาน และสื่อมวลชน ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมตรวจติดตามสถานการณ์พลังงาน 9 จังหวัดในกลุ่มภาคใต้ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง กระบี่ พังงา ระนอง ภูเก็ต และตรัง เพื่อสร้างความมั่นใจประชาชนผู้ใช้พลังงานครอบคลุมทุกกลุ่มพลังงาน ได้แก่ ไฟฟ้า น้ำมัน ก๊าชธรรมชาติ โดยมี นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และพลังงานจังหวัดจาก 9 จังหวัดในกลุ่มภาคใต้ ให้การต้อนรับ ณ โรงแรมทวินโลตัส อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชในครั้ง เพื่อให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยในจังหวัดนครศรีธรรมราช จากสถานการณ์น้ำท่วมในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พร้อมทั้งติดตามการบำรุงรักษาสถานที่ด้านพลังงานที่ได้รับความเสียหาย และตรวจสอบศักยภาพของการให้บริการเกี่ยวกับด้านพลังงานภายหลังสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน โดยได้มีการตรวจสอบคุณภาพน้ำมันและสถานีบริการน้ำมัน การตรวจสอบสภาพถังก๊าซหุงต้ม การสนับสนุนหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อให้บริการประชาชน รวมถึงการฟื้นฟูและมอบอุปกรณ์การเรียนการสอนให้กับโรงเรียนมัชฌิมภูผา ในพื้นที่อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช

นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือข้อราชการเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานของกลุ่มภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง กระบี่ พังงา ระนอง ภูเก็ต และตรัง โดยได้มีการมอบหมายให้พลังงานจังหวัดและเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานในพื้นที่ภาคใต้ มุ่งเน้นการทำงานอย่างบูรณาการติดตามดูแลสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งให้ดำเนินการช่วยเหลือ ฟื้นฟู ผู้ประสบภัยจากสถานการณ์น้ำท่วมทั้งในส่วนของโครงการพลังงานต่างๆ ที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงพลังงาน สถานที่ราชการ โรงเรียน วัด และที่อยู่อาศัยของชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเข้าสู่ภาวะปกติ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวต่อว่า สำหรับการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย และฟื้นฟูสถานที่ประสบภัยหลังสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ กระทรวงพลังงาน ได้ร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และหน่วยงานเครือข่ายด้านพลังงานต่างๆ ให้ความช่วยเหลือกระจายไปยังทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ โดยมุ่งเน้นพื้นที่ที่ความช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทั่วทุกพื้นที่อย่างแท้จริง ได้แก่ การสนับสนุนรถน้ำทำความสะอาด จำนวน 8 คัน การช่วยทำความสะอาดที่อยู่อาศัยกว่า 100 ครัวเรือน การซ่อมแซมระบบไฟฟ้าที่อยู่อาศัย 17 หลังคาเรือน การสนับสนุนหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พร้อมจ่ายยา โดยการสนับสนุนทีมบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี และ
โรงพยาบาลกรุงเทพ หาดใหญ่ การสนับสนุนหน่วยซ่อมแซมจักรยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าร่วมกับวิทยาลัยสารพัดช่างสุราษฏร์ธานีและวิทยาลัยสารพัดช่างนครศรีธรรมราช การให้ความช่วยเหลือซ่อมแซมระบบไฟฟ้า อาคารเรียน และการมอบอุปกรณ์การเรียนการสอน อุปกรณ์กีฬา เพื่อทดแทนอุปกรณ์เดิมที่เสียหายไปกับสถานการณ์น้ำท่วมให้กับโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัด อาทิ ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สุราษฏรธานี ตรัง ชุมพร สงขลา พัทลุง กระบี่ ปัตตานี นราธิวาส เป็นต้น
“ในสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงาน ได้ติดตามผลกระทบในด้านพลังงานอย่างใกล้ชิด และได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดทั้งส่วนกลางและในพื้นที่ รวมถึงบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เฝ้าระวังสถานที่และบริการด้านพลังงานให้ครอบคลุมทั้งในเรื่องไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้บริการ พร้อมทั้งดำเนินการให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ประสบภัยมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วม เช่น การมอบเงินช่วยเหลือผ่านโครงการ “ประชารัฐร่วมใจ ช่วยอุทกภัยใต้” กว่า 47 ล้านบาท การสนับสนุนเรือท้องแบน 3 ลำ มอบถุงยังชีพ 37,393 ถุง น้ำดื่มกว่า 5 แสนขวด หลอดไฟ LED 74 ชุด อาหารกล่องกว่า 2 หมื่นกล่อง ยาสามัญประจำบ้านกว่า 1 หมื่นชุด เครื่องนุ่งห่มกว่า 2 หมื่นชุด ตลอดจนการให้ความร่วมมือกับจังหวัดต่างๆ ในพื้นที่ประสบภัย เพื่อป้องกันอันตรายทั้งในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจากระบบไฟฟ้าในช่วงที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วม” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าว


“โครงการพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย 2560” SETA 2017

วันนี้ (8 มี.ค.60) พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “โครงการพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย 2560” (Sustainable Energy & Technology Asia 2017 (SETA 2017) ภายใต้ธีม “Towards A Low-Carbon Society” ใน 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ นโยบายและการวางแผนด้านพลังงาน เทคโนโลยีระบบผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อปล่อยคาร์บอนต่ำ พลังงานเพื่อการคมนาคมขนส่งเพื่อปล่อยคาร์บอนต่ำและ เมืองอัจฉริยะและอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อผลักดันและพัฒนาองค์ความรู้ด้านพลังงาน และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้เน้นเทรนด์อุตสาหกรรมไฮบริด และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ณ ห้องแกรนด์ฮอลล์ ชั้น 2 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “รัฐบาลมีการดำเนินงานเพื่อให้พลังงานทีเสถียรภาพที่เหมาะสมโดยสร้างความมั่นคงในด้านพลังงานทุกรูปแบบของประเทศที่ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิต ขนส่ง จำหน่าย และการกระจายให้ต้นทุนราคาพลังงานอยู่ในระดับที่เหมาะสม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ประชาชนไม่แบกรับภาระมากเกินไป ไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยส่งเสริมการประหยัดพลังงานเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน สำหรับงาน SETA 2017 นับเป็นปีที่ 2 แล้ว ที่ประเทศไทยจะได้แสดงถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาภาคพลังงานของประเทศ และศักยภาพในการพัฒนาสู่ความเป็นศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาคเอเชีย เชื่อมความร่วมมือของประเทศในเอเชีย โดยมีผู้นำประเทศและผู้นำทางความคิดจากทั่วโลกเข้าร่วมประชุม เปิดโอกาสให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้เรียนรู้แนวความคิด การพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยและนวัตกรรมใหม่ ๆ อีกด้วย” พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า “นโยบาย Energy 4.0 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 เป็นนโยบายภาพใหญ่เพื่อยกระดับประชาชนให้มีความสามารถทางการแข่งขัน และมีรายได้สูงขึ้น ในส่วนของการบริหารจัดการพลังงานใน
ประเทศไทยนั้นมีปัจจัยที่เป็นตัวแปรหลายอย่าง กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการให้เกิดความสมดุลทั้งด้านความมั่นคง ความเป็นธรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน”


 

กระทรวงพลังงาน มอบสัญญา Charging Station 20 หน่วยงาน

กระทรวงพลังงาน เดินหน้านโยบาย Energy 4.0 เร่งขับเคลื่อนโครงการยานยนต์ไฟฟ้าเต็มกำลัง จัดพิธีมอบสัญญาแก่ผู้ได้รับการสนับสนุนในโครงการสนับสนุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) ให้กับ 20 หน่วยงาน โดยในส่วนของรอบแรกนั้นคาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงต้นปี 2561 วันนี้ (23ก.พ.60) พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้เกียรติ เป็นประธานในพิธีมอบสัญญาแก่ผู้ได้รับการสนับสนุนในโครงการสนับสนุนการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) ในรอบที่ 1 โดยมีหน่วยงานทั้งส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ที่สนใจเข้าร่วมงาน ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า “กระทรวงพลังงานให้ความสำคัญและสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าตามกรอบแผนบูรณาการพลังงานของประเทศ ในส่วนของการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1.2 ล้านคัน ทั้งแบบยานยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) และยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle) ภายในปี พ.ศ. 2579 โดยมีแผนการส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า และการจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน เพื่อเป็นสถานีนำร่องสำหรับรองรับยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ซึ่งภาครัฐจะสนับสนุนเงินในโครงการสนับสนุนการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) โดยมีเป้าหมายอย่างน้อย 150 หัวจ่าย” ดร.ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า “สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยมีเป้าหมายในการส่งเสริมให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยได้รับมอบหมายจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ให้ดำเนินโครงการสนับสนุนการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) ซึ่งได้เปิดรับสมัครระยะที่ 1 ระหว่างเดือนตุลาคม 2559 – เดือนกุมภาพันธ์ 2560 เป็นจำนวน 3 รอบ โดยมีหน่วยงานทั้งส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน สนใจเข้าร่วมสมัครเป็นจำนวนมาก โดยในวันนี้มีผู้ผ่านการคัดเลือกรอบที่ 1 และร่วมลงนามสัญญารวมทั้งสิ้น 20 หน่วยงาน เป็นหัวจ่ายประจุไฟฟ้าแบบธรรมดา (Normal Charge) 10 หัวจ่าย และหัวจ่ายประจุไฟฟ้าแบบเร่งด่วน (Quick Charge) 13 หัวจ่าย รวมหัวจ่ายทั้งหมด 23 หัวจ่าย และทางสมาคมอยู่ระหว่างการเตรียมการทำสัญญากับหน่วยงานผู้ผ่านการคัดเลือกในรอบที่ 2 จำนวนทั้งสิ้น 15 หน่วยงาน เป็นหัวจ่ายประจุไฟฟ้าแบบธรรมดา (Normal Charge) 10 หัวจ่าย และหัวจ่ายประจุไฟฟ้าแบบเร่งด่วน (Quick Charge) 7 หัวจ่าย รวมหัวจ่ายทั้งหมด 17 หัวจ่าย สำหรับในรอบที่ 3 อยู่ระหว่างการพิจารณาของโครงการฯ และจะเปิดรับสมัครในระยะที่ 2 เพื่อให้ได้ครบ 150 หัวจ่าย ซึ่งจะทำให้มีสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) สาธารณะนำรองเพื่อรองรับรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต”


กพช. เดินหน้าสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภาคใต้ ตามแผน PDP 2015 พร้อมหนุนพลังงานทดแทนผ่านโครงการโรงไฟฟ้าประชารัฐ

คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบแนวทางการสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าภาคใต้ตามแผน PDP 2015 รวมทั้งสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนผ่านโครงการโรงไฟฟ้าประชารัฐ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้า
ที่เพิ่มสูงขึ้นในพื้นที่ภาคใต้

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2560) ที่ทำเนียบรัฐบาล การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้พิจารณาแนวทางการสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันกำลังผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ อยู่ที่ 3,089.5 เมกะวัตต์ ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของระบบการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อยู่ที่ 2,713 เมกะวัตต์ และหากเกิดกรณีวิกฤติหรือเหตุสุดวิสัยที่ทำให้โรงไฟฟ้าหลักในพื้นที่หยุดกะทันหัน จะส่งผลให้ภาคใต้มีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองไม่เพียงพอ ดังนั้น เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าของภาคใต้ สนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 (PDP 2015) จึงได้บรรจุโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กำลังผลิตไฟฟ้า 800 เมกะวัตต์ มีกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี 2562 และโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา กำลังผลิตไฟฟ้า 2,000 เมกะวัตต์ มีกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่ปี 2564 แต่เนื่องจากมีประชาชนบางส่วนยังไม่เห็นด้วย ทำให้ กฟผ. ไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ได้ตามแผน จึงได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคีฯ เพื่อศึกษาและเสนอแนะแนวทางการดำเนินโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่ โดยมีข้อเสนอแนะให้มีตัวแทนภาคประชาชนเข้าร่วมเป็นกรรมการติดตามตรวจสอบการทำงานของโรงไฟฟ้า ขยายเขตกองทุนพัฒนาพื้นที่โดยรอบโรงไฟฟ้าเกินกว่ารัศมี 5 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้า ให้ครอบคลุมพื้นที่ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการขนส่งถ่านหิน และให้ กฟผ. ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในพื้นที่ รวมทั้งบริหารจัดการพื้นที่โครงการตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้มี
ข้อสั่งการ ให้ กฟผ. ไปดำเนินการให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ สร้างความเข้าใจและการยอมรับก่อนเริ่มดำเนินโครงการ ซึ่ง กฟผ. ได้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการไตรภาคีฯ และข้อสั่งการดังกล่าวแล้ว ดังนั้น ที่ประชุม กพช. จึงเห็นชอบให้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ตามแผน PDP 2015 เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าภาคใต้

พร้อมกันนี้ ที่ประชุม กพช. ยังได้เห็นชอบโครงการโรงไฟฟ้าประชารัฐ สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากการผลิตไฟฟ้าชีวมวล และก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน) โดยรับซื้อไฟฟ้าจากการผลิตไฟฟ้าชีวมวล ไม่เกิน 12 เมกะวัตต์ และจากการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน) ไม่เกิน 30 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำหนดอัตราราคารับซื้อไฟฟ้า เสนอต่อ กบง. พิจารณา โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและเป็นธรรม พร้อมให้ กฟผ. บริหารต้นทุนการผลิตไฟฟ้า เพื่อให้สามารถรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าประชารัฐฯ โดยให้มีผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าน้อยที่สุด สำหรับการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าประชารัฐฯ ดังกล่าว สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยเพิ่มการสร้างงาน สร้างรายได้ ส่งเสริมระบบป้องกันตนเองของประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าในรูปแบบกระจายศูนย์ ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงในชุมชนอย่างยั่งยืน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีมอบฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง

วันนี้ (16 ก.พ. 60 ) พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีมอบฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น โดยในปีนี้มีผู้ประกอบการได้รับฉลากฯ จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) รวม 77 ราย จาก 11 ผลิตภัณฑ์ คาดช่วยชาติประหยัดพลังงาน 167.8ktoe หรือคิดเป็นเงินกว่า 5,100 ล้านบาท

พลเอกอนันตพร กล่าวว่า “การที่ พพ.ได้ติดฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง ในผลิตภัณท์ต่างๆนี้ นับว่าเป็นมาตรการที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค ในการเลือกซื้ออุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงาน ซึ่งสามารถดูค่าตัวเลขได้ในฉลาก เพื่อพิจารณาเปรียบเที่ยบค่าประสิทธิภาพพลังงาน และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกต้อง ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจ ผู้ประกอบการก็ได้รับการยืนยันว่าอุปกรณ์ที่ผลิตมานี้ประหยัดพลังงานได้จริง”

นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า “ในปี 2559 พพ.ได้ออกฉลากรวมทั้งสิ้น 6.7 ล้านใบ ให้กับผลิตภัณฑ์จำนวน 149 ยี่ห้อ 1,802 รุ่น ซึ่งในครั้งนี้มีผู้ประกอบการที่ได้รับฉลากรวม 77 ราย ส่งผลให้สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศลงได้ 1,430 ล้านหน่วยต่อปี ก๊าซปิโตรเลียมเหลว 32.5 ล้านกิโลกรัมต่อปี และน้ำมันเชื้อเพลิง 6.5 ล้านลิตรต่อปี คิดเป็นพลังงาน 164.8 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ หรือคิดเป็นเงิน 5,100 ล้านบาทต่อปี และยังสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 0.8 ล้านตันต่อปี”

“ที่ผ่านมา พพ. ได้ริเริ่มมาตรการติดฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงครั้งแรกในปี พ.ศ.2550 ได้มอบฉลากฯ รวมกว่า 17 ล้านใบ สามารถลดการใช้พลังงานกว่า 423 พันล้านตัน เทียบเท่าน้ำมันดิบ โดยในปีแรกนั้นได้นำร่องการติดฉลากบนเตาหุงต้มในครัวเรือนใช้กับก๊าซปิโตรเลียมเหลว เป็นผลิตภัณฑ์แรก และดำเนินการต่อเนื่องโดยเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มาโดยลำดับจนถึงปัจจุบันได้ดำเนินงานติดฉลากไปแล้วทั้งหมด 11 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ เตาหุงต้มในครัวเรือนใช้กับก๊าซปิโตรเลียมเหลว อุปกรณ์ปรับความเร็วรอบมอเตอร์ กระจก ฉนวนใยแก้ว มอเตอร์เหนี่ยวนำสามเฟส เครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กระบายความร้อนด้วยน้ำ เครื่องยนต์แก๊ซโซลีนขนาดเล็กระบายความร้อนด้วยอากาศ เตาก๊าซความดังสูง สีทาผนังอาคาร ปั๊มความร้อน และเครื่องอัดอากาศขนาดเล็กแบบลูกสูบ” อธิบดี พพ. กล่าว


รมว.พน. ร่วมงานผนึกพลังประชารัฐ เดินหน้า “เศรษฐกิจชีวภาพ” ขับเคลื่อนการลงทุนและนวัตกรรม สร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจชาติ

ภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาและการวิจัย ประกาศเจตนารมณ์พร้อมสร้าง “เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy)” เศรษฐกิจคลื่นลูกใหม่ตามนโยบายประชารัฐ สู่การพัฒนา คลัสเตอร์อุตสาหกรรม New S-Curve เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 โดยใช้พืชเศรษฐกิจที่ไทยมีความพร้อม     อยู่แล้ว อาทิ มันสำปะหลังและอ้อยเป็นพืชนำร่อง พร้อมบริหารจัดการในรูปแบบเกษตรสมัยใหม่ (Modern Farming) เพื่อให้เกษตรกร สามารถปลูกพืชเกษตรที่มีคุณภาพและผลผลิตสูงด้วยต้นทุนต่ำลง อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนวัตถุดิบทางการเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง (Biorefinery) และสร้างเมืองใหม่บนเศรษฐกิจชีวภาพและนวัตกรรมครบวงจร (Biopolis) ที่มีระบบคมนาคมทันสมัย ระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการครบวงจร และสถาบันวิจัยขั้นสูง พร้อมประกาศแผนการลงทุนของกลุ่มอุตสาหกรรมชีวภาพในระยะเวลา 10 ปี มูลค่าประมาณ      4 แสนล้านบาท ทั้งนี้ในเฟสที่ 1 ระหว่างปี 2560-2561 มีเม็ดเงินลงทุนจำนวน 51,000 ล้านบาท สามารถเริ่มต้นได้ทันทีที่จังหวัดระยอง  พร้อมขยายสู่เขตอีสานตอนกลาง ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียง

วันจันทร์ที่ 23 มกราคม 2560 ณ โรงแรมเซนทารา แกรนด์ เซ็นทรัล ลาดพร้าว คณะทำงานด้านการพัฒนาคลัสเตอร์ ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ซึ่งมี นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หัวหน้าทีมภาครัฐ และ นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หัวหน้าทีมภาคเอกชน ได้จัดให้มีพิธี    ลงนามบันทึกความเข้าใจ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาและวิจัย รวมทั้งสิ้น 23 หน่วยงาน เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนการลงทุนด้านเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศไทย โดยมี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมคณะกรรมการสานพลังประชารัฐ เป็นประธานในพิธี  โดยมี พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน      นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ นายอิสระ                   ว่องกุศลกิจ หัวหน้าทีมภาคเอกชนสานพลังประชารัฐ ให้เกียรติเข้าร่วมในการลงนามครั้งนี้ด้วย

Bioeconomy เป็นการนำ 2 ตัวแปรสำคัญ ได้แก่ เกษตรกรรมสมัยใหม่ และ Biorefinery  มาบริหารจัดการ ด้วย Technology และ Research and Development เพื่อให้เกิดคุณค่าและสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนจากเศรษฐกิจฐานเกษตรกรรมไปเป็นเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดย Bioeconomy จะใช้สินค้าเกษตรจากมันสำปะหลังและอ้อย ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรไทยที่ส่งออกเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลก เป็นตัวนำร่อง ซึ่งจะก่อให้เกิดอุตสาหกรรมในลักษณะห่วงโซ่ที่เพิ่มมูลค่า (Value Chain)

ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาพลังงานชีวภาพ เช่น เอทานอล พลังงานไฟฟ้าชีวมวล เพื่อเป็นพลังงานทางเลือกที่มั่นคงและแข่งขันได้ อุตสาหกรรมชีวเคมี ได้แก่ พลาสติกชีวภาพ อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ที่จะเข้ามาเป็น Ingredient ผสมในอาหารแทนการใช้สารเคมี หรือแม้แต่ผสมในอาหารสัตว์ เพื่อให้สัตว์ได้รับโปรตีนจากธรรมชาติที่ดีมีความสมบูรณ์ ตลอดจนอุตสาหกรรมทางชีวเภสัชภัณฑ์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใหม่และ มีอนาคต และต้องมีการลงทุนทางด้าน Research and Development สูง

ทั้งนี้ ภายใน 10 ปีจะมีมูลค่าการลงทุนตลอด Value Chain กว่า 4 แสนล้านบาท และในปีที่ 10 จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับอ้อยได้มากกว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี มันสำปะหลังกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี โดยเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มเป็น 75,000 บาท ต่อคนต่อปี มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นทั้งในโรงงานผลิตและ    การวิจัยที่เกี่ยวข้องไม่ต่ำกว่า 20,000 ตำแหน่ง และที่สำคัญ ยังเป็นการลดคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการใช้ฟอสซิลได้มากถึง 70 ล้านตัน เป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่มีต่อประชาคมโลกที่นายกรัฐมนตรีสนับสนุนให้ความร่วมมือเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ ณ ประเทศฝรั่งเศส

 

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  หัวหน้าทีมภาครัฐคณะทำงานด้านการพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต กล่าวว่า  ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา Bioeconomy เป็นกระแสโลกที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด เนื่องจากภาวะโลกร้อน ความต้องการอาหารและพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่พื้นที่เพาะปลูกลดลง หลายประเทศจึงเร่งจัดทำ Bioeconomy Blueprint ของประเทศอย่างจริงจังและนำเทคโนโลยีในด้านเกษตรกรรม เทคโนโลยีชีวภาพและสหเวชศาสตร์ (Health science) มาใช้สร้างผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูงและหลากหลายเพื่อผลักดันเศรษฐกิจชีวภาพให้กับประเทศ นอกจากนี้  World Economic Forum ยังได้ประมาณการศักยภาพของห่วงโซ่คุณค่าของเศรษฐกิจชีวภาพของโลกว่า จะมีมูลค่าสูงกว่า 2 แสนล้านยูโร หรือ 7.5 ล้านล้านบาท ภายในปี 2563 ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ที่มีมูลค่าสูง ได้แก่ พลาสติกย่อยสลายได้ ที่ผลิตจากวัตถุดิบชีวภาพ อาหารแห่งอนาคตที่ผลิตพิเศษตรงตามความต้องการเฉพาะบุคคล ยารักษาโรคที่ผลิตขึ้นสอดคล้องกับ DNA ของคนไข้แต่ละราย (Personalized medicines) และพลังงานไฮโดรเจน (พลังงานแห่งอนาคต) ที่ผลิตจากกลูโคส เป็นต้น

สำหรับประเทศไทยนั้น มีความได้เปรียบในการแข่งขันจากความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) เรามีกลุ่มเกษตรกรที่มีความสามารถสร้างผลิตผลการเกษตรที่มีคุณภาพ มีความเข้มแข็ง ในอุตสาหกรรมอาหารและพลังงานชีวภาพที่มีความพร้อมเพื่อพัฒนาไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่เรียกว่า Bioeconomy ซึ่งกลุ่มประชารัฐกำลังจัดทำ Roadmap สำหรับ Bioeconomy ทั้งนี้ การขับเคลื่อน Bioeconomy จะเริ่มต้นในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC: Eastern Economic Corridor)   ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของรัฐบาลที่จะขับเคลื่อนการลงทุนขนาดใหญ่ ที่เชื่อมโยงการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ระบบการขนส่ง การพัฒนาการพื้นที่ ในบูรณาการ Bioeconomy ถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายใน EEC ที่มีฐานอยู่เดิม ได้แก่ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ และยังรวมถึงอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่ อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร หุ่นยนต์ และอากาศยาน  การเริ่มต้นของ Bioeconomy สามารถเริ่มต้นได้ทันทีที่จังหวัดระยอง และจาก Roadmap ที่วางไว้จะสามารถขยายไปยังภาคอีสาน อีกด้วย

การลงนามความร่วมมือนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของอีกหนึ่งพลังใหม่ ในการขับเคลื่อนสู่การมีส่วนร่วมและการสร้างผลประโยชน์ให้เกิดแก่ทุกภาคส่วน (Inclusive Growth)  การสร้างความแข็งแกร่งจากภายในประเทศและจากความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว (Productive Growth) รวมความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Growth) ที่จะเกื้อหนุนประเทศไทยให้เปลี่ยนผ่านไปสู่ความ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

 

พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า โครงการ Bioeconomy ประกอบด้วยภาคเกษตรกรรม และ 5 อุตสาหกรรม ได้แก่ (1) พลังงานชีวภาพ  (2) ชีวเคมีภัณฑ์ (3) อาหารแห่งอนาคต (4) อาหารสัตว์แห่งอนาคต และ (5) ชีวเภสัชภัณฑ์  โดยกระทรวงพลังงานได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมพลังงานชีวภาพที่จะสามารถพัฒนาต่อยอดได้ก่อน เนื่องจากได้มีการดำเนินการพัฒนามาได้ในระดับหนึ่งแล้ว ภายใต้แผนพัฒนาพลังงานทดแทน พ.ศ. 2558-2579 (Alternative Energy Development Plan 2015) ที่มีเป้าหมายที่จะลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน การกำหนดให้มีการใช้พลังงานทดแทนในอัตราร้อยละ 30 ของการใช้พลังงานของประเทศ และการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 70 ล้านตัน

ทั้งนี้ พลังงานชีวภาพจากโครงการประชารัฐ นับเป็นการพัฒนาต่อยอดจากการใช้พลังงานทดแทนที่มีการใช้อยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้จะเริ่มต้นจากพืชเกษตรเป้าหมายที่ทางคณะกรรมการประชารัฐ D5 เห็นว่ามีความเหมาะสมในการนำไปพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าได้ก่อน ได้แก่ มันสำปะหลังและอ้อย ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรต้นน้ำที่ส่งออกเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลก ซึ่งพืชเกษตรทั้งสองชนิดนี้ทางกระทรวงพลังงานได้นำมาใช้เป็นวัตถุดิบเชื้อเพลิงชีวภาพอยู่แล้วคือเอทานอลที่นำไปผสมกับน้ำมันเบนซินเป็นน้ำมัน    แก๊สโซฮอล E10 E20 และ E85 แต่ภายใต้โครงการนี้ กระทรวงพลังงานเห็นว่าพืชเกษตรทั้งสองชนิดนี้  ยังสามารถพัฒนาต่อยอดขึ้นไปได้อีก อาทิ การนำเอทานอลไปผสมกับน้ำมันดีเซลหรือที่เรียกว่าดีโซฮอล โดยเป็นการผสมน้ำมันไบโอดีเซล B7 ร้อยละ 90 กับเอทานอลในอัตราส่วนร้อยละ 10 การพัฒนาก๊าซมีเทนชีวภาพอัด (Compressed Bio-Methane Gas หรือ CBG) ทั้งจากน้ำเสียและวัตถุดิบที่มาจากอุตสาหกรรมอ้อยและมันสำปะหลังเพื่อนำมาใช้แทนก๊าซ NGV ในภาคขนส่ง รวมถึงการเข้าไปปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าในโรงงานน้ำตาลเพี่อให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้น

 

นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า หลักการของเศรษฐกิจชีวภาพมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความยั่งยืน เศรษฐกิจชีวภาพจึงเป็นรูปแบบการพัฒนาที่สอดคล้องตามกระบวนทัศน์ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs “เศรษฐกิจชีวภาพ” จึงเป็นทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งอนาคตของทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ที่นำไปสู่การเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบชีวภาพและทรัพยากรชีวภาพที่มีอยู่มากของแต่ละประเทศ

กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ พร้อมให้การสนับสนุนในทุกๆด้าน ทั้งในส่วนของการร่วมวิจัยพัฒนา และการให้เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย มีเมืองอุตสาหกรรมอาหาร (Food Innopolis)  มีศูนย์นวัตกรรมอาหารและอาหารสัตว์ (Food Feed Innovation Center) ที่เป็น   One-Stop Service ส่งเสริมให้ SMEs ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน  ศูนย์ชีววัสดุแห่งประเทศไทยที่ให้บริการจุลินทรีย์ที่ได้มาตรฐานสากล มีจุลินทรีย์ที่พร้อมให้บริการมากกว่า 70,000 สายพันธุ์ นอกจากนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้พัฒนาระบบการให้บริการเทคนิคด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบเบ็ดเสร็จ (MOST One Stop Service) ที่เชื่อมโยงและบูรณาการเครื่องมือและปัจจัยเอื้อต่างๆ ที่มีอยู่ภายใน

 

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC หัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะทำงานด้านการพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต  กล่าวถึงความคืบหน้าการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ว่า คณะทำงานกลุ่ม Bioeconomy ที่มีนายอนนต์ สิริแสงทักษิณ เป็นหัวหน้าทีมทำงานของภาคเอกชนที่เกิดจากการรวมตัวกันของภาคเอกชนจากหลายภาคอุตสาหกรรม ต่างเล็งเห็นถึงความจำเป็น ความเร่งด่วนในการร่วมกันแก้ไขปัญหา และมุ่งมั่นที่จะนำประเทศไทยก้าวข้ามผ่านความท้าทายเหล่านี้ไปให้ได้

แผนการดำเนินงานเพื่อพัฒนา Bioeconomy ในระยะเวลา 10 ปี มีกรอบการลงทุนคิดเป็นมูลค่าประมาณ 4 แสนล้านบาท แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ปี 2560-2561 เงินลงทุนประมาณ 51,000 ล้านบาท เพื่อต่อยอดการพัฒนาพลังงานชีวภาพ เคมีชีวภาพ อาหาร และชีวเภสัชภัณฑ์ ผลักดันการสร้างอุปสงค์และตลาด ระยะที่ 2 ปี 2562-2564 เงินลงทุนประมาณ 182,000 ล้านบาท เพื่อสร้าง Biorefinery Complexes ที่ครบวงจร และเมืองใหม่บนเศรษฐกิจชีวภาพและนวัตกรรมอย่างครบวงจร Biopolis และระยะที่ 3 ปี 2565-2569 เม็ดเงินลงทุนประมาณ 132,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับสู่ Regional Hub เป็นต้นแบบอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาและ วิจัย ในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือของทั้ง 3 ภาคส่วน ทำหน้าที่ร่วมกันสร้าง เศรษฐกิจชีวภาพ ซึ่งเป็น เศรษฐกิจคลื่นลูกใหม่ ตามนโยบายประชารัฐ ซึ่งทั้ง 3 ภาคส่วน จะร่วมมือกันทำให้เกิดความเชื่อมโยง   ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะเข้าใจความต้องการของกันและกันมากขึ้น ภาคการศึกษาและวิจัย จะมีโจทย์ที่ชัดเจนขึ้น  ในการพัฒนา เทคโนโลยีที่สำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนา  Bioeconomy หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ  ตั้งแต่ Lab-scale ไปจนถึงโรงงานต้นแบบ ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน อย่างแท้จริง และส่งผลให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น    Bio Hub ของโลก ซึ่งหมายความว่า เมื่อนั้น ประเทศไทยจะเป็นผู้นำทั้งการเป็นผู้ผลิตอาหารแห่งอนาคตของโลก เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมด้าน Bioeconomy ของโลก รวมทั้งพัฒนาอุตสาหกรรมชีวการแพทย์ และเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain ได้ในที่สุด