รมว.พน. เป็นประธานโครงการเยาวชนกับการอนุรักษ์พลังงาน

พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีปิด และมอบรางวัลโครงการความร่วมมือด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในโครงการเยาวชนกับการอนุรักษ์พลังงาน โดยมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 89 แห่งทั่วประเทศ และเครือข่ายรวมกว่า 8870 คน เป็นผลให้โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการสามารถประหยัดพลังงานโดยเฉลี่ย 11,890 หน่วยต่อเดือน คิดเป็นเงิน 499,380 บาทต่อปี

รองปลัดกระทรวงพลังงาน แถลงเปิดงานแสดงเทคโนโลยีและการประชุม พลังงานเพื่ออนาคตแห่งเอเชีย “ฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี่ เอเชีย”

วันที่ 26 มิถุนายน 2560 นายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงานแถลงเปิดงานแสดงเทคโนโลยีและการประชุม พลังงานเพื่ออนาคตแห่งเอเชีย “ฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี่ เอเชีย” ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญไปสู่ไทยแลนด์ เอนเนอร์ยี่ 4.0 โดยวางการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศไทยให้เป็นนโยบายหลักที่สำคัญของรัฐบาล ซึ่งจะสร้างโอกาสทางธุรกิจมหาศาลให้แก่บริษัทด้านพลังงาน ทั้งบริษัทแบบบูรณาการและเฉพาะทางจากทั่วโลก จึงทำให้งานแสดงเทคโนโลยีและการประชุม “ฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี่ เอเชีย” เป็นแพลตฟอร์มที่สมบูรณ์แบบสำหรับ บริษัทน้ำมันแห่งชาติ (National Oil Companies – NOCs) และบริษัทน้ำมันสากล (International Oil Companies – IOCs) ในการส่งเสริมและพัฒนาการเปลี่ยนแปลงจากการเป็นเพียงผู้ผลิตน้ำมันแบบดั้งเดิมสู่การเป็นผู้จัดหาพลังงานแบบบูรณาการ เพื่อให้เกิดการกำหนดสัดส่วนพลังงานที่มีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืนมากขึ้นในเอเชีย

ฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี่ เอเชีย ภายใต้การสนับสนุนจากกระทรวงพลังงาน จะเป็นการรวมตัวกันของอุตสาหกรรมด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยจะเน้นไปที่อุตสาหกรรมด้านน้ำมัน ก๊าซ และพลังงานทดแทน และเป็นเวทีจัดแสดงที่นำเอาการผสมผสานของพลังงานหลายประเภทและเทคโนโลยีที่มีความสมบูรณ์แบบ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพ และสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ งานจะจัดขึ้นในวันที่ 12-14 ธันวาคม 2561 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยมีกระทรวงพลังงานเป็นประธานเปิดงานท่ามกลางผู้ทรงเกียรติในทุกภาคส่วน อาทิ ผู้แทนภาครัฐ ผู้นำด้านอุตสาหกรรมพลังงาน ร่วมกับบริษัท ดีเอ็มจี อีเว้นท์ ผู้จัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ และบริษัท เอ็กซ์โปซิส จำกัด ผู้ร่วมจัดงานที่เชี่ยวชาญจากประเทศไทย

นายธรรมยศ ศรีช่วย กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีจะได้เป็นเจ้าภาพจัดงานฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี่ เอเชีย 2018 และรอต้อนรับผู้แทนองค์กรต่างๆ ที่จะไปร่วมในงาน เพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมด้านพลังงานของโลก การตัดสินใจและความสัมพันธ์ที่จะบังเกิดขึ้น จะช่วยให้เกิดความร่วมมือกันและผลักดันเชิงเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมด้านพลังงานในอนาคตให้เติบโตขึ้นได้ ไทยแลนด์ 4.0 หมายถึงโอกาสและการเปลี่ยนแปลงของภาคส่วนพลังงานของประเทศเช่นกัน ในขณะที่เรากำลังก้าวเข้าสู่โลกที่ไร้คาร์บอนเข้าไปทุกที การผลิตและการบริโภคพลังงานจะต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อเป็นการรับประกันว่าจะสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชากรที่เพิ่มจำนวนขึ้น โดยการจัดงานในประเทศไทยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของประเทศในการส่งเสริมโครงการใหม่ ดึงดูดการลงทุนในภาคส่วนพลังงาน และสื่อสารองค์รวมให้แก่นักลงทุนระดับนานาชาติขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ประเทศเข้าไปอยู่บนแผนที่ของโอกาสแห่งการลงทุน”

 

กระทรวงพลังงาน ร่วมกับประเทศนอร์เวย์ เดินหน้าเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจด้าน LNG เพื่อรองรับการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น

วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน 2560 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาความร่วมมือด้าน LNG ระหว่างประเทศนอร์เวย์และประเทศไทย ณ ห้องประชุม 9 ชั้น 15 ศูนย์เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ อาคารบี กรุงเทพฯ โดยมีเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ มหาวิทยาลัย บริษัทเอกชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมการสัมมนาดังกล่าว จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงพลังงาน โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และกระทรวงการต่างประเทศ กับประเทศนอร์เวย์ โดยสถานฑูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในธุรกิจ LNG และเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงการกำกับดูแลของภาครัฐ ทั้งนี้เนื่องจากประเทศนอร์เวย์เป็นประเทศที่มีทรัพยากรทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ จึงเป็นการสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการใช้ LNG ในรูปแบบอื่นๆ ร่วมกัน อาทิ สถานีแปรสภาพก๊าซธรรมชาติที่ถูกทำให้เหลวเป็นก๊าซธรรมชาติแบบลอยน้ำ (Floating Storage Regasification Unit : FSRU หรือ Small scale LNG)


พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า รัฐบาลไทย โดยกระทรวงพลังงาน กำหนดแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan 2015) เพื่อบริหารจัดการทั้งด้านความต้องการและการจัดหา โดยในส่วนของ LNG จะมีความสำคัญสำหรับประเทศไทยในอนาคตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทางรัฐบาลได้กำหนดนโยบายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการนำเข้า รวมทั้งนโยบายด้านการเปิดให้มีผู้สนใจเข้ามาสู่ในระบบโครงข่ายด้านก๊าซมากขึ้น ในการเตรียมความพร้อมแนวทางการแข่งขันเสรีกิจการก๊าซธรรมชาติ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนในที่สุด


“โดยการสัมมนาในวันนี้ นอกจากจะเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านธุรกิจ LNG แล้ว ยังเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการกำกับดูแลเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านปิโตรเลียม เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่ชัดเจนและรอบด้านในการนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากประเทศนอร์เวย์มีระบบการให้สิทธิและสำรวจปิโตรเลียมทั้งระบบสัมปทานและระบบแบ่งปันผลผลิต ซึ่งประเทศไทยก็ได้มีการปรับปรุงให้มีระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contact, PSC) และสัญญาจ้างบริการ (Service Contact, SC) เพิ่มขึ้นมาใช้ร่วมกับระบบสัมปทานเดิม โดยปัจจุบันอยู่ในช่วงการปรับปรุงและดำเนินงานด้านกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการเตรียมเปิดประมูลแหล่งสิ้นสุดสัมปทานแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย 2 แหล่งใหญ่ คือแหล่งบงกช และแหล่งเอราวัณ ที่คาดว่าจะสามารถเปิดให้สิทธิปิโตรเลียมรอบใหม่ในช่วงปลายปี 2560” พลเอก อนันตพร กล่าว

 

สื่อมวลชนเยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนเปลี่ยนขยะและของเสียเป็นพลังงานงานทดแทน

สำนักงานพลังงานจังหวัดอุตรดิตถ์ ร่วมกับ วิสาหกิจชุมชนคนรักษ์พลังงาน และเทศบาลตำบลป่าเซ่า ส่งเสริมเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพเปลี่ยนขยะและของเสียเป็นพลังงานทดแทน ลดค่าใช้จ่ายพลังงานในชุมชน

สำนักงานพลังงานจังหวัดอุตรดิตถ์ ร่วมกับ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนรักษ์พลังงาน และเทศบาลตำบลป่าเซ่า ส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะและมูลสัตว์ สร้างพลังงานทดแทนใช้ในชุมชน ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในครัวเรือน แก้ปัญหามลภาวะทางกลิ่นจากขยะและมูลสัตว์ พร้อมสร้างสิ่งแวดล้อมสีเขียว

จังหวัดอุตรดิตถ์ -วันนี้ (26 มิถุนายน 2560) นางสาวพัฒน์นรี กมลสุรเชษฐ์ พลังงานจังหวัดอุตรดิตถ์ เปิดเผยว่า ชุมชนบ้านห้วยบง ในพื้นที่หมู่ 7 ตำบลป่าเซ่า อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์ เช่น วัว สุกร โค-กระบือ เป็ด-ไก่ เป็นต้น ซึ่งทำให้ชุมชนประสบปัญหาจากกลิ่นเหม็นของมูลสัตว์ที่ส่งผลกระทบต่อคนและสิ่งแวดล้อมในชุมชน ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทางสำนักงานพลังงานจังหวัดอุตรดิตถ์จึงได้ร่วมกับ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนรักษ์พลังงาน และเทศบาลตำบลป่าเซ่า ในการจัดทำโครงการบ่อหมักก๊าซชีวภาพ เพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีก๊าซชีวภาพในการเปลี่ยนมูลสัตว์ต่างๆ เป็นพลังงานทดแทนสำหรับใช้ในชุมชน

โดยสำนักงานพลังงานจังหวัดอุตรดิตถ์ กระทรวงพลังงานได้สนับสนุนงบประมาณภายใต้โครงการเพิ่มสมรรถนะด้านการบริหารและจัดการพลังงานครบวงจรในชุมชนระดับตำบลและวิสาหกิจชุมชนชน และงบประมาณภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาพลังงานทดแทน จำนวน 750,000 บาท ในการก่อสร้างบ่อหมักก๊าซชีวภาพจำนวน 50 บ่อ กระจายทั่วพื้นที่หมู่ 7 พร้อมเดินระบบท่อส่งก๊าซชีวภาพไปยังครัวเรือนในชุมชนจำนวน 50 หลังคาเรือน

ทั้งนี้ โครงการบ่อหมักก๊าซชีวภาพ มีกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนรวมทั้ง 50 บ่อ จำนวน 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือเทียบเท่าก๊าซแอลพีจีจำนวน 69 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งผลผลิตดังกล่าวสามารถช่วยให้ครัวเรือนในชุมชนห้วยบงลดใช้ก๊าซแอลพีจึได้ 100% จากปกติที่ 1 ครัวเรือนจะมีปริมาณการใช้ก๊าซแอลพีจีอยู่ที่ 4 เดือนต่อ 1 ถัง (ถังละ 15 กิโลกรัม) ปัจจุบัน ครัวเรือนในพื้นที่ชุมชนห้วยบงไม่ต้องพึ่งพาก๊าซแอลพีจีจากภายนอกอีกต่อไป

“แม้ว่าของเสียจากมูลสัตว์ต่างๆ จะสร้างปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อมในชุมชน แต่ในมุมกลับกันก็มีศักยภาพที่จะแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทนได้ สำนักงานพลังงานจังหวัดอุตรดิตถ์จึงได้ส่งเสริมให้นำมาบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์ จึงได้สนับสนุนให้เกิดโครงการบ่อหมักก๊าซชีวภาพขึ้นมา โดยมีเป้าหมายหลักคือ ช่วยลดรายจ่ายค่าก๊าซแอลพีจีและสนับสนุนให้ชุมชนตระหนักถึงการพึ่งพาแหล่งพลังงานที่มีศักยภาพในชุมชนแทนการการพึ่งพาพลังงานจากแหล่งภายนอก ช่วยลดกลิ่นรบกวนชุมชนที่เกิดจากมูลสัตว์ เปลี่ยนมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมให้เป็นชุมชนสีเขียว และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืนในชุมชน ตลอดจนเกิดผลพลอยได้เป็นผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพอัดแท่งจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ได้อีกด้วย” พลังงานจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าว

กระทรวงพลังงานพาสื่อมวลชนท้องถิ่นดูงานหมู่บ้านปลอดแอลพีจี

สำนักงานพลังงานจังหวัดสุโขทัย ส่งเสริมการบริหารจัดการของเสียด้วยเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพหนุนชุมชนบ้านเสาหิน เป็นหมู่บ้านปลอดแอลพีจี ตามวิถีชีวิตชุมชนพอเพียง

สำนักงานพลังงานจังหวัดสุโขทัย กระทรวงพลังงาน ร่วมส่งเสริมเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพเปลี่ยนมูลสัตว์และของเสียในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เป็นเชื้อเพลิงทดแทนก๊าซหุงต้มใช้ในฟาร์มและส่งกระจายสู่ครัวเรือนในชุมชน ยกระดับชุมชนบ้านเสาหิน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เป็นหมู่บ้านปลอดแอลพีจี สร้างความมั่นคงและยั่งยืนด้านพลังงานให้ชุมชนจังหวัดสุโขทัย

วันนี้ (23 มิถุนายน 2560) นายจารุเกียรติ ปัญญาดี พลังงานจังหวัดสุโขทัย กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากข้อมูลปศุสัตว์ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย พบว่า มีเกษตรกรที่ประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์ เช่น โคนมและสุกรขุนเป็นอาชีพเสริมจากการทำนาเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงระดับฟาร์ม ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับแหล่งอาศัยของชุมชน ทำให้ชุมชนประสบปัญหาจากกลิ่นเหม็นของมูลสัตว์และแมลงต่างๆ ดังนั้น  เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว ทางสำนักงานพลังงานจังหวัดสุโขทัย กระทรวงพลังงาน จึงได้ลงพื้นที่เพื่อสำรวจ
แหล่งฟาร์มโคนมและสุกรที่มีศักยภาพสามารถผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อเป็นพลังงานทดแทนได้  โดยได้คัดเลือกฟาร์มที่มีความสนใจและมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมโครงการนำร่องในการบริหารจัดการของเสียที่เกิดขึ้นในฟาร์ม เพื่อเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงทดแทนก๊าซหุงต้มด้วยเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือ ช่วยลดรายจ่ายค่าก๊าซหุงต้ม (LPG) และสนับสนุนให้ชุมชนตระหนักถึงการพึ่งพาแหล่งพลังงานที่มีศักยภาพในชุมชนแทนการการพึ่งพาพลังงานจากแหล่งภายนอก อีกทั้งยังช่วยลดกลิ่นรบกวนที่เกิดจากมูลสัตว์ และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืนในชุมชนได้อีกด้วย

ทั้งนี้ อัจฉราฟาร์ม ซึ่งเป็นฟาร์มสุกรของนางอัจฉรา สุขแท้ ตั้งในพื้นที่หมู่ที่ 9 ชุมชนบ้านเสาหิน ตำบลป่าแฝก อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย นับเป็นหนึ่งในฟาร์มนำร่องที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายกลุ่มผู้ผลิตและใช้พลังงานทดแทน ภายใต้โครงการส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนในระดับชุมชน งบประประมาณโดยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ที่ประสบความสำเร็จและได้ถูกยกระดับให้เป็นหมู่บ้านต้นแบบในการบริหารจัดการพลังงานอย่างครบวงจร เพื่อเป็นต้นแบบให้กับหมู่บ้านใกล้เคียงหรือ
ผู้ที่สนใจได้เข้ามาศึกษาและนำไปขยายผลในชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป  โดยโครงการดังกล่าวได้รับงบประมาณสนับสนุนจำนวนทั้งสิ้น 381,037 บาท ในการก่อสร้างบ่อหมักก๊าซชีวภาพประเภทโดมคงที่ (Fixed Dome) ขนาด 100 ลูกบาศก์เมตร พร้อมเดินระบบท่อส่งก๊าซชีวภาพไปยังชุมชนจำนวน 33 ครัวเรือน โดยชุมชนให้ความร่วมมือในการขุดดินเพื่อวางแนวท่อหลักไปยังครัวเรือนแต่ละหลังคาเรือน และร่วมกันกำกับดูแลความปลอดภัยของแนวท่อส่งก๊าซชีวภาพ

“ปัจจุบัน จากการเข้าร่วมชุมชนดังกล่าว ชุมชนบ้านเสาหินสามารถลดการใช้ก๊าซหุงต้มได้ 100% จากเดิมที่มีปริมาณการใช้ก๊าซแอลพีจีอยู่ที่ 2,550 กิโลกรัมต่อปี คิดเป็นผลประหยัดค่าใช้จ่ายประมาณ 49,300 บาทต่อปี หรือคิดเป็น 2.44 ตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ นอกจากนี้ ยังสามารถลดมลภาวะสิ่งแวดล้อมจากกลิ่นมูลสัตว์และของเสียจากฟาร์ม ทำให้ชุมชน ฟาร์ม และกลุ่มผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์สามารถอยู่ร่วมกันได้ และยกระดับให้เป็นหมู่บ้านปลอดแอลพีจี สามารถลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก แต่พึ่งพาพลังงานทดแทนที่ชุมชนมีศักยภาพ ตามวิถีชีวิตชุมชนพอเพียง” พลังงานจังหวัดสุโขทัย กล่าว

ASTANA Expo 2017

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2560 พลเอกสุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมคณะเข้าเยี่ยมชม และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในบูธ THAILAND PAVILION พร้อมเข้าเยี่ยมชมส่วนการจัดแสดงของประเทศสิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ และรัสเซีย ซึ่งได้รับฟังคำอธิบาย และการต้อนรับ เป็นอย่างดี”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะ เข้าเยี่ยมชมและรับฟังการบรรยาย ผลการดำเนินงานและแผนงานของบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)

วันนี้ (21 มิถุนายน 2560) พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะ เข้าเยี่ยมชมและรับฟังการบรรยาย ผลการดำเนินงานและแผนงานของบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) พร้อมทั้งได้หารือร่วมกับนายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ถึงนโยบายด้านพลังงาน และแผนการดำเนินงานในอนาคต