ทำไมต้องปฏิรูปพลังงาน

ทำไมต้องปฏิรูปพลังงาน

จากสถานการณ์พลังงานที่การจัดหาพลังงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ตลาดไม่เอื้อต่อการแข่งขัน การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีใหม่ที่จะมีผลต่อการใช้ และการจัดหาพลังงานยังไม่มีการประเมินผลกระทบและการกำหนดทิศทางพัฒนาที่ชัดเจน ตลอดจนการบริหารจัดการภาครัฐที่ผ่านมาขาดการยอมรับของประชาชนก่อให้เกิดความขัดแย้งและนำไปสู่การชะงักของการลงทุนด้านพลังงานที่สำคัญของประเทศ อาทิ การสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และการลงทุนโรงไฟฟ้า เป็นต้น

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานพิจารณาแล้วเห็นว่าหากไม่เร่งแก้ปัญหาและปรับเปลี่ยนการพัฒนาด้านพลังงานใหม่ทั้งระบบ อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจาก “พลังงาน” ถือเป็นสาขาการผลิตที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ คณะกรรมการฯ จึงวิเคราะห์สถานการณ์ ปัญหา อย่างครบวงจร และกำหนดโรดแมปการปฏิรูป 5 ปี (พ.ศ.2561- 2565) เพื่อมุ่งปรับการบริหารจัดการพลังงานของภาครัฐใหม่ที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ปรับรูปแบบการวางแผนจัดหาพลังงานเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ปรับโครงสร้างกิจการพลังงานให้มีการแข่งขันเพิ่มขึ้น พัฒนาพลังงานทดแทนเพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนมีอิสระด้านพลังงานในการผลิตเอง ใช้เอง เหลือขาย ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในทุกภาคส่วน ตลอดจนผลักดันการสร้างฐานรายได้ใหม่ของประเทศจากอุตสาหกรรมพลังงาน โดยมีสาระสำคัญการดำเนินการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน 6 ด้าน 17 ประเด็นปฏิรูป ที่จะต้องผลักดันให้เริ่มดำเนินการภายในปี 2561 และผลประโยชน์ที่ประเทศและประชาชนจะได้รับ

รายละเอียดทั้งหมด สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่

ประชาสัมพันธ์ โครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20

จากสถานการณ์น้ำมันปาล์มดิบล้นตลาดและมีราคาตกต่ำ กระทรวงพลังงานได้หาแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันและส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 ซึ่งมีเป้าหมายในการจำหน่ายที่ 15 ล้านลิตรต่อวัน และคาดว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มดิบได้มากขึ้น จากเดิม 1.3 ล้านตันต่อปี เป็น 2 ล้านตันต่อปี โดยกำหนดให้ราคาขายปลีกน้ำมัน บี 20 ต่ำกว่าน้ำมันดีเซลหมุนเร็วปกติ 3 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนของน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลต่อการลดต้นทุนการขนส่งสินค้าและค่าโดยสาร รวมถึงค่าครองชีพของประชาชนที่จะลดลงได้อีกด้วย ซึ่งจากการศึกษาทดลองใช้น้ำมัน บี 20 ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่บางยี่ห้อบางรุ่น พบว่าไม่มีผลกระทบต่อเครื่องยนต์ อีกทั้งยังทำให้ระบบการเผาไหม้ของเครื่องยนต์สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 

 

 

ผลกระทบจากน้ำมันและก๊าซหุงต้มปรับขึ้นราคา

ผลกระทบจากน้ำมันและก๊าซหุงต้มปรับขึ้นราคา

สาระสำคัญ : โซเชียลมีเดียและตัวแทนบุคคลจากภาคส่วนต่างๆ ตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบจากน้ำมันและก๊าซหุงต้มปรับขึ้นราคา ในประเด็นดังนี้

1. น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กรุงเทพฯ วิเคราะห์ว่าการปรับขึ้นราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มอย่างผิดปกติในช่วงเดือน พ.ค. เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนพลังงาน โดยเปิดประเด็น ดังนี้

1.1 ตั้งข้อสังเกตว่าการที่กระทรวงพลังงาน ประกาศไม่ให้แจ้งการปรับลดราคาน้ำมันล่วงหน้า ขณะที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) สั่งให้ทำโครงสร้างราคาน้ำมันเฉพาะราคาขายส่งรวมแวตเท่านั้น ไม่ให้แจ้งราคาขายปลีกซึ่งจะเห็นการบวกค่าการตลาดด้วย สะท้อนถึงเจตนาว่าต้องการจะปิดบังทั้งการปรับลดราคาและการบวกกำไรของราคาขายปลีกน้ำมันจากการรับรู้ของประชาชนทั่วไปใช่หรือไม่

·     กระทรวงพลังงานไม่มีเจตนาปิดบังการรับรู้ของประชาชน แต่มีวัตถุประสงค์ที่จะส่งเสริมการแข่งขันด้านราคา ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลดีต่อประชาชน  เนื่องจากที่ผ่านมา บริษัทน้ำมันต่างๆ จะมีการตั้งราคาที่เท่ากันและมีการปรับราคาขึ้นลงพร้อมกัน  พอมีการประกาศราคาล่วงหน้า ทุกสถานีบริการก็จะปรับราคาตามกัน ไม่เกิดการแข่งขันด้านราคาโดยตรง แต่เน้นไปแข่งขันทางอ้อมผ่านการโปรโมชั่น เช่น การแจกน้ำดื่มขวด เป็นต้น

·     กระทรวงพลังงานมีวัตถุประสงค์ให้บริษัทน้ำมันมีกลยุทธ์ในการตั้งราคาตามต้นทุนของตนเอง
ซึ่งจะสะท้อนได้จากราคาจำหน่ายปลีกที่แตกต่างกันของแต่ละแบรนด์   ดังนั้น การที่ภาครัฐจะใช้ราคาจำหน่ายปลีกของบริษัทหนึ่งในการจัดทำโครงสร้างราคาก็อาจไม่สอดคล้องกับวัถุประสงค์ที่ต้องการเห็นตลาดน้ำมันของประเทศมีการแข่งขันด้านราคา  คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) จึงเห็นควรให้ยกเลิกการเผยแพร่ราคาขายปลีกและค่าการตลาดในโครงสร้างราคา   ทั้งนี้ ราคาขายปลีกของแต่ละบริษัทน้ำมันก็ยังคงมีการเผยแพร่บนหน้าเว็ปไซต์ของ สนพ. (www.eppo.go.th) ตามปรกติ  ซึ่งก็ทำให้สามารถคำนวณค่าการตลาดได้ดังเดิม

1.2 จากการตรวจสอบพบว่าราคาก๊าชหุงต้มตลาดโลก อยู่ที่ราคาประมาณ 15 บาท/ก.ก. แต่ราคาในประเทศที่มาจากก๊าชอ่าวไทยกลับมีราคาหน้าโรงแยกก๊าชที่ 18 บาท/ก.ก. ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดโลกกว่า 3 บาท/ก.ก. สะท้อนว่ารัฐได้ตั้งราคาจากโรงแยกก๊าชสูงกว่าตลาดโลก และนำกองทุนน้ำมันมาชดเชยให้เพียงกิโลกรัมละ 2.74 บาท ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเป็นกองทุนอำพรางกำไรให้แก่โรงแยกก๊าช มากกว่าเป็นกองทุนที่ผู้ใช้เก็บออมเงินไว้เพื่อชดเชยราคาที่ปรับสูงขึ้นตามราคาแข่งขันในตลาดโลก

·     ราคาต้นทุนก๊าซหุงต้มตลาดโลกในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 61 อยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ
16 บาท ซึ่งเมื่อรวมค่าใช้จ่ายในการนำเข้าจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 17.5 บาท มิใช่กิโลกรัมละ 15 บาทแต่อย่างใด

·     ราคา ณ โรงกลั่นของก๊าซหุงต้มในสัปดาห์ที่ผ่านมา (15-21 พ.ค. 61) อยู่ที่กิโลกรัมละ 18.08 บาท ราคาดังกล่าวอ้างอิงจากราคานำเข้า  มิใช่เป็นราคาต้นทุนของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีต้นทุนที่ต่ำกว่าและต้องส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (อยู่ที่อัตรากิโลกรัมละ 4.0991 บาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา) ซึ่งเงินที่เก็บจากโรงแยกก๊าซฯ ดังกล่าวก็นำมาใช้ในการชดเชยผ่านกองทุนน้ำมันฯ (กิโลกรัมละ 2.7424 บาท) ให้ราคาก๊าซ LPG ในประเทศถูกกว่าราคานำเข้า

1.3 พบข้อมูลจากคนขายก๊าซฝั่งพม่าระบุว่า ก๊าซหุงต้มที่ไทยขายให้ มีราคาอยู่ที่เพียง 23.20 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น ขณะที่คนไทยต้องซื้อในราคาสูงกว่า ทั้งที่ประเทศไทยมีทั้งก๊าซในอ่าวไทย และโรงแยกก๊าซถึง 6 โรงในประเทศ

จากข้อมูลที่ระบุไม่แน่ใจว่าเป็นราคาของเดือนใด และไม่ทราบว่าเป็นราคาเนื้อก๊าซ LPG หรือเป็นราคาขายปลีก   แต่จากข้อมูลในเดือนพฤษภาคม 61 จะเห็นได้ว่าราคาจำหน่ายปลีกก๊าซ LPG ของประเทศไทยยังคงถูกกว่าของประเทศพม่า มิได้แพงกว่าตามข้อกล่าวอ้างแต่อย่างใด ดังแสดงในรูป

2. นายยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางรถบรรทุกแห่งอาเซียน (ATF) กล่าวว่าได้รับผลกระทบจากราคาต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงพลังงาน นำเงินกองทุนพลังงาน มาช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการขนส่ง

·     กระทรวงพลังงานได้ออกมาตรการส่งเสริมดีเซลหมุนเร็ว (B20) เกรดพิเศษ เพื่อช่วยลดต้นทุนภาคขนส่งและบรรเทาผลกระทบจากการที่ราคาน้ำมันตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยสนับสนุนการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (B20) ให้เป็นน้ำมันเกรดพิเศษ สำหรับกลุ่มรถยนต์ขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุก ฟีดคาร์ รถโดยสารขนาดใหญ่ ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลปรกติ (B7) 3 บาท/ลิตร

 

3. โซเชียลมีเดียส่วนใหญ่ วิจารณ์ว่าราคาน้ำมันที่สูง เกิดจากการจัดเก็บภาษีน้ำมัน พร้อมสะท้อนว่าสาเหตุที่รัฐบาลต้องจัดเก็บภาษีน้ำมัน สะท้อนถึงภาวะการคลังที่ถดถอย

·     ภาครัฐมิได้เพิ่มการจัดเก็บภาษีแต่อย่างใดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559  แต่ราคาน้ำมันในประเทศที่สูงขึ้นเกิดจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น จากปัจจัยหลายประการ เช่น การตรึงกำลังการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปคและประเทศนอกกลุ่มโอเปคในช่วงปีที่ผ่านมา สถานการณ์ประเทศเวเนซุเอลาเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศและไม่สามารถส่งออกน้ำมันดิบได้  จนล่าสุดเหตุการณ์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการคว่ำบาตรประเทศอิหร่านทำให้คาดการณ์ว่าน้ำมันดิบจะออกสู่ตลาดโลกน้อยลง   จากปัจจัย
ที่กล่าวมาทำให้ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในเดือนกันยายนปีที่แล้ว เป็นอยู่ที่ระดับ 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปัจจุบัน หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40

ประเด็นเรื่องการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน

สำหรับประเด็นเรื่องการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนตามที่ ร.ต.อ. วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ์ หัวหน้าคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อม พรรคเพื่อไทยให้ความเห็นกรณี รมว. พลังงานมีนโยบายให้ระงับการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนไว้ชั่วคราวนั้น กระทรวงพลังงานใคร่ขอชี้แจงดังนี้

1. กระทรวงพลังงานยังคงจะให้มีการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนสำหรับโครงการที่ได้ผูกพันไว้แล้วเหมือนเดิม ไม่ได้มีการระงับแต่อย่างใด แต่ในส่วนของการรับซื้อพลังงานทดแทนในอนาคตที่ยังไม่มีภาระผูกพันทางสัญญาหรือที่ยังไม่ได้พัฒนาเป็นโครงการนั้น ทางกระทรวงพลังงานยังคงให้การสนับสนุน ตามแผนแม่บมพลังงานทดแทน (AEDP2015) แต่จะมีการพิจารณาปรับปรุงจัดทำหลักเกณฑ์การรับซื้อไฟฟ้าและราคาเป้าหมายใหม่ เพื่อให้ได้ต้นทุนไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่มีต้นทุนที่ต่ำที่สุด ราคาไม่เกินราคาขายส่งเฉลี่ย (Grid Parity) และจะได้ส่งผลประโยชน์แก่ประชาชนมากที่สุด

2. กระทรวงพลังงานยังคงยึดหลักการดำเนินการในส่วนของนโยบายและแผนด้านพลังงานตามที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันแสดงเจตจำนงการลดก๊าซเรือนกระจกในการประชุม COP21

3. ในส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น ทางกระทรวงพลังงานได้อยู่ระหว่างการดำเนินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์หรือ SEA ซึ่งใช้เวลาในการดำเนินการประมาณ 9 เดือน ซึ่งในการดำเนินการทำ SEA นั้นประกอบด้วยผู้แทนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ประกอบด้วยผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งผลการทำ SEA นั้นจะต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

กระทรวงพลังงาน เปิดให้ดาวน์โหลด เพื่อรับเอกสารการประมูลยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน เปิดให้ดาวน์โหลด เพื่อรับเอกสารการประมูลยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย หมายเลข G1/61 และ G2/61

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ http:// bidding2018.dmf.go.th/

กระทรวงพลังงาน ชี้แจง แนวทางการสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้

กระทรวงพลังงาน ชี้แจง แนวทางการสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้

ตามที่ ได้มีการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สร.กฟผ.) เพื่อขอทราบความชัดเจนในนโยบายและทิศทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้นั้น กระทรวงพลังงาน ขอชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจ ดังนี้

– กรณีการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และเทพาฯ กระทรวงพลังงานได้พิจารณาแล้ว การพัฒนาโครงการฯ ดังกล่าว มีทั้งกลุ่มคนที่เห็นด้วย และเห็นต่าง ซึ่งแนวทางการพัฒนาประเทศ จำเป็นต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และอยู่บนพื้นฐานประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ ในกรณีดังกล่าว กระทรวงพลังงานขอย้ำว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศึกษาทบทวนความเหมาะสมในเรื่องของที่ตั้งโรงไฟฟ้า ให้มีการจัดทำ SEA (การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์) ซึ่งเป็นการดำเนินงานทางวิชาการ เพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสม ในการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่

– ในส่วนของความมั่นคงด้านไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ในช่วง 5 ปีข้างหน้า   การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้พิจารณาเสนอ แนวทางการรักษาความมั่นคงด้านไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ โดยเสนอให้มีการขยายสายส่งไฟฟ้า ให้เพียงพอและมีความมั่นคงมากขึ้น ขณะเดียวกันจะมีการพัฒนาโรงไฟฟ้าชีวมวล 300 เมกะวัตต์ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อรองรับความต้องการในพื้นที่และมีการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าเฉพาะในพื้นที่ดังกล่าว

– กระทรวงพลังงานให้ความสำคัญในการกระจายประเภทเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ทั้งก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และพลังงานทดแทน ในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยปัจจุบันยังมีความเหมาะสมที่จะต้องเพิ่มสัดส่วนการใช้ถ่านหิน เพื่อการผลิตไฟฟ้า

ท้ายสุดนี้ กระทรวงพลังงาน พร้อมเปิดรับทุกความคิดเห็นที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติโดยรวม

28 กุมภาพันธ์ 2561

กระทรวงพลังงาน ชี้แจง เรื่อง การช่วยลดสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ

กระทรวงพลังงาน ชี้แจง เรื่อง การช่วยลดสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ

ตามที่ มีการเผยแพร่ข้อมูลที่ตั้งใจให้เข้าใจผิดว่า รัฐบาล คสช. มีนโยบายให้โรงไฟฟ้ากระบี่นำน้ำมันปาล์มมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้านั้น

กระทรวงพลังงาน ขอชี้แจงว่า ข้อมูลที่เผยแพร่ดังกล่าวไม่เป็นความจริง ข้อเท็จจริงคือ รัฐบาลมีมติ “ไม่ให้” นำน้ำมันปาล์มดิบมาเผาที่โรงไฟฟ้ากระบี่เพราะเป็นมาตรการที่ช่วยเกษตรกรได้เพียงเล็กน้อยแต่มีผลเสียหายให้ประชาชนทุกคนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงขึ้น มากกว่าประโยชน์ที่ได้รับกว่า “10 เท่า”

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานมีมาตรการช่วยลดปริมาณน้ำมันปาล์มดิบด้วยการเร่งรัดให้โรงงานผลิตไบโอดีเซลเพิ่มปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มดิบ โดยให้ผลิตไบโอดีเซลเพิ่มมากกว่าปกติ    อีก 50% เพื่อเก็บสำรอง ซึ่งจะช่วยดูดซับสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบที่ล้นให้ลดลงได้มากถึง 50,000      ตันต่อเดือน โดยมีแผนที่จะใช้น้ำมันปาล์มดิบเพิ่มจากปกติอีก 100,000 ตัน ภายในระยะเวลา  2 เดือน และได้เริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา ทำให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบขยับขึ้นเล็กน้อยจาก 19 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 19.25 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ราคาในมาเลเซียอ่อนตัวลง

กระทรวงพลังงาน ขอเชิญเข้าเยี่ยมชมงานนิทรรศการโลก “อัสตานา เอ็กซ์โป 2017”

กระทรวงพลังงาน ขอเชิญเข้าเยี่ยมชมงานนิทรรศการโลก “อัสตานา เอ็กซ์โป 2017” (Astana Expo 2017) และเยี่ยมชมอาคารศาลาไทย ภายใต้แนวคิด “Bioenergy for All” ณ กรุงอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน ระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน 2560 ถึง 10 กันยายน 2560

กระทรวงพลังงานได้รับเกียรติให้เป็นตัวแทนประเทศไทยในการเข้าร่วมงาน International Recognized Exhibition Expo 2017 Astana หรือ Astana Expo 2017 ณ กรุงอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน ระหว่างวันที่ 10 มิถุนายนถึง 10 กันยายน 2560 เพื่อแสดงศักยภาพด้านพลังงานประเทศไทยให้ทั่วโลกได้รับรู้
สำหรับงาน Astana Expo 2017 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก “พลังงานแห่งอนาคต (Future Energy)” มีประเทศเข้าร่วมงานกว่า 100 ประเทศ และองค์กรระดับโลกกว่า 10 หน่วยงาน รวมมากกว่า 110 พาวิลเลียน บนพื้นที่การจัดงานทั้งหมด 1,740,000 ตร.ม. (1,087.5 ไร่) และในส่วนของพื้นที่จัดงานนิทรรศการ 250,000 ตร.ม. (156.25 ไร่) ซึ่งประเทศไทยได้รับการจัดสรรพื้นที่จำนวน 934.05 ตารางเมตร ซึ่งถือเป็นการร่วมงานใหญ่ระดับโลกอีกครั้งของประเทศไทย เนื่องจากงานเวิลด์เอ็กซ์โปถือเป็น 1 ใน 3 งานใหญ่ของโลก เช่นเดียวกับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค และฟุตบอลโลก โดยประเทศเจ้าภาพคาดว่า จะมีผู้ร่วมเข้าชมงานมากกว่า 5 ล้านคน
การเข้าร่วมงาน Astana Expo 2017 ครั้งนี้ ถือเป็นการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ประเทศไทยเกี่ยวกับโยบายการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน การสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ของประเทศให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทย นอกจากนั้นยังเป็นประโยชน์กับประเทศไทย ทั้งในเรื่องของการวิจัยและพัฒนาด้านพลังงานของไทย โดยเฉพาะเทคโนโลยีพลังงานชีวภาพ การท่องเที่ยว การส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ และยังกระชับความสัมพันธ์กับหลากหลายประเทศ โดยเฉพาะกับสาธารณรัฐคาซัคสถาน

กระทรวงพลังงานได้สร้างสรรค์อาคารศาลาไทย (Thailand Pavilion) ภายในอาคารที่ประเทศเจ้าภาพจัดไว้ให้บนพื้นที่ 934.05 ตารางเมตร ประกอบด้วยส่วนแสดงนิทรรศการ ชั้น 1 ขนาด 734.05 ตารางเมตร และพื้นที่เชิงพาณิชย์ ชั้น 2 ขนาด 200 เมตรโดยในส่วนของอาคารนิทรรศการไทย ชั้น 1 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด“การพัฒนาด้านพลังงานชีวภาพเพื่อมนุษยชาติ (Bioenergy for All)” ที่ต้องการสื่อถึงพลังงานเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทยในด้านการพัฒนาพลังงานทดแทน และความก้าวหน้าในการพัฒนาพลังงานชีวภาพ (Bioenergy) จากการน้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดชที่ทรงเป็นพระบิดาแห่งพลังงานไทย และเป็นต้นแบบในเรื่องปรัชญา“ความพอเพียง”มาใช้เป็นแนวทางในการใช้ทรัพยากรในประเทศที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า โดยมุ่งหวังให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต โดยนำเสนอในรูปแบบ “EDUTAINMENT” หรือ การเรียนรู้ควบคู่ความสนุกประกอบ ด้วย 3 ห้องนิทรรศการหลัก ได้แก่

นิทรรศการห้องที่ 1: นำเสนอเรื่องราวและภาพของประเทศไทยโดยรวมผ่าน Live Exhibition หรือนิทรรศการสร้างประสบการณ์เสมือนจริง ภายใต้เนื้อหา Our Ways, Our Thai หรือ วิถีเรา วิถีไทย เพื่อนำเสนอเรื่องราววิถีของประเทศไทย ภาพรวมของประเทศให้ผู้เยี่ยมชมได้ทำความรู้จักประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ความเป็นอยู่ ลักษณะบ้านเมือง สิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ทรัพยากรธรรมชาติที่งดงาม รวมไปถึงแสดงศักยภาพด้านการเกษตร และการท่องเที่ยวที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ของประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาด้านพลังงาน เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้คุ้มค่ามีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งการพัฒนาด้านพลังงานนี้เป็นอีกหนึ่งหัวใจหลักสำคัญในการดำรงชีวิต และผลักดันวิถีไทย ให้ยั่งยืน

นิทรรศการห้องที่ 2 : นำเสนอในรูปแบบของห้องฉายหนังภาพยนตร์ (Theater) แบบ 3D พร้อมด้วยหุ่นยนต์มาสคอต “พลัง” เป็นตัวเล่าเรื่องภายใต้เนื้อหา Farming the Future Energy หรือ ปลูกพลังงาน ปลูกอนาคต นำเสนอเรื่องรางผ่านการเล่าเรื่องแบบสนุกสนาน เกี่ยวกับพลังงานแห่งอนาคตที่ถูกพัฒนาจากทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ในประเทศไทยการน้อมนำแนวคิดของพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการพัฒนาเป็นโครงการด้านพลังงาน อาทิ มาตรการสนับสนุนการ

พัฒนาพลังงานชีวภาพ การพัฒนาพลังงานในชุมชนโครงการสถานีผลิตพลังงานสีเขียว (Distributed Green Generation) การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities Clean Energy) การพัฒนาโครงข่าย การใช้ก๊าซชีวภาพ (Biogas Network) เป็นต้น

นิทรรศการห้องที่ 3 : นำเสนอในรูปแบบนิทรรศการที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ หรือ Interactive Exhibition ภายใต้แนวคิด “Energy Creation Lab” สร้างพลังงาน สร้างพลังไทย ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับพลังงานชีวมวล และชีวภาพทั้งหมด 9 ชนิด ได้แก่ อ้อย ยูคาลิปตัส ยางพารา หญ้าโตเร็ว ข้าว ข้าวโพด มูลสัตว์ หรือของเสีย มันสำปะหลัง และปาล์ม รวมถึงเรื่องของการส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนา ด้านพลังงานทดแทน พลังงานชีวมวล พลังงานก๊าซชีวภาพ และพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biomass, Biogas, Biofuel) เพื่อตอบโจทย์การแก้ปัญหาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงาน ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ในการเข้าร่วมการ จัดงาน อาทิ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรมการพัฒนาชุมชน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยกระทรวงพลังงาน มั่นใจว่าอาคารศาลาไทยในครั้งนี้ จะได้รับการตอบรับอย่างดี และคาดว่าจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมศาลาไทย คิดเป็น 10% จากจำนวนผู้เข้าชมทั้งหมดที่ทางประเทศเจ้าภาพคาดการณ์ โดยประมาณ 5 แสนคน ตลอดระยะการจัดงาน ตั้งเป้าว่าจะเป็น 1 ใน 10 พาวิลเลียนที่มีผู้สนใจเข้าชมมากที่สุด

ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดความเคลื่อนไหวของอาคารศาลาไทย และการจัดงานนิทรรศการโลกได้ทางช่องทางต่างๆ

http://www.thailandpavilion2017.com/ หรือ Facebook: thailandpavilion2017