รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่จ.อยุธยา

วันนี้ (18 กันยายน 2560) พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย ผู้บริหารกระทรวงพลังงาน ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตรวจติดตามการใช้งบประมาณ Block Grant ส่งเสริมโครงการพลังงานทดทนชุมชน โครงการระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ อบต.สิงหนาท จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมเยี่ยมชมศักยภาพการดำเนินงานโครงการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม บริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนการเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่(ครม.สัญจร) ในวันที่ 19 กันยายน 2560 นี้ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาครั้งนี้ เป็นการติดตามการส่งเสริมพลังงานทดแทนในชุมชนเพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานให้กับภาคเกษตรกรด้วยพลังงานสะอาด ภายใต้งบประมาณโครงการพลังงานชุมชนจัดการตนเองด้านพลังงาน ปี 2558 (Block Grant) และเยี่ยมชมศักยภาพการดำเนินงานโครงการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม บริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นการปฏิบัติราชการก่อนการเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่(ครม.สัญจร) ในวันที่ 19 กันยายน 2560 นี้ โดยโครงการระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ อบต.สิงหนาทอ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยาเป็นโครงการที่ดำเนินการตามยุทธศาสตร์กระทรวงพลังงานปี 2557 – 2561 ยุทธศาสตร์ที่ 4 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ เพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนด้านพลังงานให้กับเกษตรกรในพื้นที่อย่างยั่งยืน โครงการดังกล่าว สามารถจัดสรรน้ำเพื่อใช้ในการเกษตรให้กับเกษตรกรครอบคลุมพื้นที่หมู่ 4 5 6 และ 7 จำนวน 320 ครัวเรือน คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 4,900 ไร่ ทั้งนี้ เกษตรกรประกอบอาชีพทำนา ปีละ 3 ครั้ง มีค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำประมาณปีละ 3.6 ล้านบาท แต่ภายหลังจากทำการติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยท่อพญานาคจำนวน 10 ชุด ทำให้ชุมชนสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำประมาณปีละ 1.15 ล้านบาท นอกเหนือจากประโยชน์เรื่องการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานแล้ว โครงการระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ยังส่งเสริมให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ลดการใช้น้ำมันเพื่อการสูบน้ำในการทำนาข้าวระยะยาว ต่อยอดเป็นตำบลต้นแบบพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานของจังหวัด ตลอดจนเกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชน และการสร้างสิ่งแวดล้อมสีเขียว นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้กล่าวถึงการเยี่ยมชมศักยภาพการดำเนินงานของโรงงานผลิตก๊าซชีวภาพ บริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด (BBF) อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ว่า การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ของ บริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด (BBF) เป็นการประกอบกิจการพลังงานที่สอดคล้องแนวนโยบายการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของกระทรวงพลังงาน ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก หรือ AEDP 2015 ที่มีเป้าหมายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน 30% ในปี 2579 นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากมีการรับวัตถุดิบน้ำมันปาล์มจากเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยบริษัทฯ ได้ผลิตน้ำมันไบโอดีเซล B100 เพื่อเป็นส่วนผสมของน้ำมันไบโอดีเซล ตามนโยบายการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของกระทรวงพลังงานในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 7 ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ มีกำลังการผลิต 810,000 ลิตรต่อวัน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่จ.สุพรรณบุรี

วันที่ 15 กันยายน 2560 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ผู้บริหารกระทรวงพลังงาน ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน ลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อติดตามการดำเนินงานด้านการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานตั้งแต่ระดับชุมชนจนถึงระดับประเทศ โดยตรวจติดตาม การใช้งบประมาณ Block Grant โครงการส่งเสริมพลังงานทดแทนชุมชน โรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสวนกล้วยอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรในพื้นที่ ด้วยเทคโนโลยีพลังงานทดแทน และเยี่ยมชมศักยภาพการดำเนินงานแหล่งผลิตอู่ทอง 1-7 โครงการ PTTEP 1 อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในการสร้างความมั่นคงให้กับภาคพลังงานของประเทศ กระทรวงพลังงานมุ่งเน้นการส่งเสริมให้เกิดความมั่นคงตั้งแต่ระดับรากหญ้าไปจนถึงการประกอบกิจการพลังงานระดับประเทศ การลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีในครั้งนี้ เป็นการติดตามโครงการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน และเพื่อตรวจติดตามศักยภาพของแหล่งพลังงานบนบกของประเทศ โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสวนกล้วยอู่ทอง ตำบลจรเข้สามพัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ถือเป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จและเป็นต้นแบบการใช้พลังงานทดแทนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังได้ต่อยอดการพัฒนาบุคลากร เทคโนโลยี และการจัดการองค์ความรู้ จนสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านพลังงานและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบครบวงจร

โดยกลุ่มดังกล่าว เกิดจากการรวมตัวกันของเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตทางเกษตรให้ชุมชนมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ด้วยกระบวนการแปรรูป อาทิ กล้วยอบ กล้วยตาก ข้าวเกรียบรสต่างๆ เป็นต้น แต่ด้วยกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมทำให้ประสบปัญหาเรื่องผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน และยังมีต้นทุนค่าพลังงานค่อนข้างสูงจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงแอลพีจีเป็นหลัก ซึ่งการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจสวนกล้วยอู่ทองมีศักยภาพที่จะส่งเสริมด้านพลังงานทดแทนในกระบวนการผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์ กระทรวงพลังงานจึงได้สนับสนุนระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ภายใต้งบประมาณ Block Grant ปี 2560 เพื่อช่วยลดปริมาณการใช้ก๊าซแอลพีจีในขั้นตอนการผลิต ซึ่งสามารถลดได้ จำนวน 20 ถังต่อเดือน คิดเป็นเงินจำนวน 84,000 บาทต่อปี ตลอดจนสามารถประหยัดเวลาต่อรอบการผลิตจากเดิมที่ต้องใช้เวลาใช้เวลามากถึง 4 วัน เหลือเพียง 2 วัน และยังสามารถลดความเสียหายของวัตถุดิบลงได้ 5% หรือคิดเป็นเงินจำนวน 3,500 บาทต่อเดือน ปัจจุบัน ด้วยระบบการผลิตที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้นทำให้สามารถต่อยอดไปสู่การแปรรูปผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นๆ อาทิ ก้านเผือก มะเขือเทศเชอรี่อบแห้ง และข้าวแต๋น เป็นต้น สร้างรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์แปรรูป 4-5 หมื่นบาทต่อเดือน ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้กล่าวถึงความสำคัญและศักยภาพของ แหล่งอู่ทอง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันดิบแหล่งหนึ่งในแปลงสำรวจปิโตรเลียม PTTEP 1 ว่า “แหล่งอู่ทองเป็น แหล่งพลังงานบนบกที่ช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานแก่ประเทศไทย โดยแหล่งอู่ทอง และแหล่งข้างเคียง ที่อยู่ในแปลงเดียวกัน ได้แก่ แหล่งสังฆจาย และแหล่งกำแพงแสน มีปริมาณการผลิตน้ำมันดิบตั้งแต่เริ่มผลิตจนถึงสิ้นปี 2559 จำนวนรวม 5.8 ล้านบาร์เรล สร้างรายได้เข้ารัฐในรูปแบบของค่าภาคหลวงคิดเป็นจำนวนเงินรวม 313 ล้านบาท”

แปลงสำรวจปิโตรเลียม PTTEP 1 อยู่ภายใต้สัมปทานเลขที่ 2/2528/27 นอกจากนี้ยังมีแปลงสำรวจปิโตรเลียม L53/43 คือ แหล่งบึงกระเทียม และแปลงสำรวจปิโตรเลียม L54/43 คือ แหล่งหนองผักชี อีกด้วย ซึ่งทั้ง 3 แปลงสำรวจ มีบริษัท ปตท.สผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้รับสัมปทาน (100%) และผู้ดำเนินการ โดยมีกำลังการผลิตน้ำมันดิบรวมทั้ง 3 แปลงสำรวจ ประมาณ 850 บาร์เรลต่อวัน ประกอบด้วยแปลง PTTEP 1 (แหล่งน้ำมันดิบอู่ทอง แหล่งสังฆจาย และแหล่งกำแพงแสน) จำนวน 200 บาร์เรลต่อวัน แปลง L54/43 (แหล่งหนองผักชี) จำนวน 650 บาร์เรลต่อวัน และแปลง L53/43 (แหล่งบึงกระเทียม) หยุดการผลิตปิโตรเลียมชั่วคราว โดยน้ำมันดิบที่ผลิตได้ทั้งหมดจะขายให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อเข้าสู่โรงกลั่นบางจาก

ทั้งนี้ แปลง PTTEP 1 ได้สิ้นระยะเวลาผลิตปิโตรเลียม 20 ปีเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 และได้รับการต่อระยะเวลาผลิตอีก 10 ปี ซึ่งจะสิ้นอายุสัมปทาน ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2570

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดงานเสวนาหัวข้อ เศรษฐกิจฟื้นแต่…พลังงานฟุบ?

วันนี้ (14 ก.ย. 60) พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดงานเสวนาทางวิชาการ ในหัวข้อ “เศรษฐกิจฟื้นแต่…พลังงานฟุบ?” โดยมีเข้าผู้ร่วมเสวนา ดังนี้ ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนังานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ณ ห้อง Synergy Hall ชั้น 6 ศูนย์เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ กระทรวงพลังงาน

รมว.พน. เป็นประธานกิจกรรมการปลูกต้นไม้เพื่อพัฒนาพื้นที่สีเขียว ภายใต้โครงการคุ้งบางกะเจ้าเฉลิมพระเกียรติ ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา

วันนี้ (25 ส.ค. 2560)  พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานกิจกรรมการปลูกต้นไม้เพื่อพัฒนาพื้นที่สีเขียว ภายใต้โครงการคุ้งบางกะเจ้าเฉลิมพระเกียรติ ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา พื้นที่แปลงปลูก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ผู้บริหารจากกระทรวงพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยคณะสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน

พล.อ. อนันตพร กล่าวว่า  การดำเนินกิจกรรมการปลูกป่า ในคุ้งบางกะเจ้าในวันนี้ ถือเป็นการต่อยอดการพัฒนาสวนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาล 9 ในครั้งเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า ให้มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น และยังเป็นการสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าอย่างต่อเนื่อง โดยความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งหน่วยงานภายใต้สังกัด ชุมชน และประชาชนในพื้นที่ต่อไป

ทั้งนี้  นอกจากการปลูกป่าแล้วในวันนี้ ยังได้มาติดตามความคืบหน้า ความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้ภาคีเครือข่าย ที่ได้ร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าแห่งนี้ โดยมีการพัฒนาที่สำคัญ ๆ  3 ด้านหลัก  ได้แก่ การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาอาคารอำนวยการ เพื่อชดเชยค่าไฟฟ้าบางส่วน ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการ การฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวให้มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์พืชในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งดำเนินการโดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และงานวิจัยการป้องกันการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งและพื้นฟูป่าชายเลน ซึ่งได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมทั้งการปรับปรุงภูมิทัศน์ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน ในอำเภอบางยอ ของสำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นต้น

นายสมนึก บำรุงสาลี  รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า วัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ซึ่งได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย จะได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม โดยการจัดกิจกรรมการปลูกต้นไม้เพื่อพัฒนาพื้นที่สีเขียวในคุ้งบางกะเจ้าแห่งนี้ ที่จะมีกิจกรรมการปลูกป่า 19 ไร่ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงอาคารสิ่งปลูกสร้าง และระบบสาธารณูปโภคให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น รวมไปถึงการสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมในพื้นที่คุ้งบางกระเจ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ชุมชนในพื้นที่เพิ่มขึ้น

“ในอนาคตทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงพลังงาน กรมป่าไม้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ภาคีเครือข่ายชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่สีเขียว “คุ้งบางกะเจ้า”  ยังจะคงประสานความร่วมมือกันในการรักษาพื้นที่สีเขียวนี้ไว้ เพื่อร่วมกันรักษาสภาพแวดล้อม ความสมดุลของธรรมชาติที่สมบูรณ์ของพื้นที่ รวมถึงเพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากภัยพิบัติธรรมชาติ เช่น การกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งทางทะเลของประเทศ” รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวในตอนท้าย

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท.  ร่วมกิจกรรมในโครงการ “คุ้งบางกะเจ้าเฉลิมพระเกียรติฯ” ของกระทรวงพลังงาน ในชื่อโครงการ “รักษ์น้ำ รักษ์ป่า รักษ์คุ้งบางกะเจ้า” ซึ่งมีหลักการดำเนินงานภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและหลักการมีส่วนร่วมกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียสำคัญ โดยได้รับเกียรติจากมูลนิธิชัยพัฒนาเป็นที่ปรึกษาโครงการ ทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงาน กรมป่าไม้ กฟผ. และภาคีเครือข่ายอื่นๆ ที่สำคัญคือชุมชนคุ้งบางกะเจ้า ที่มีการสานต่อความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

“วันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มาตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าของโครงการ โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่สวนเฉลิมพระเกียรติฯ 80 พรรษา ที่ ปตท. จะดำเนินการเสร็จสิ้นเดือนในสิงหาคมนี้ รวมทั้งเล็งเห็นความสำคัญของพื้นที่สีเขียวในคุ้งบางกะเจ้า ทำให้เกิดการจัดกิจกรรม “การปลูกต้นไม้เพื่อพัฒนาพื้นที่สีเขียวคุ้งบางกะเจ้า” ณ ตำบลบางกระสอบ อีก 19 ไร่ โดยกระทรวงพลังงาน ร่วมกับ ปตท. กฟผ. ภาคีเครือข่ายอื่นๆ ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชนในพื้นที่ ซึ่ง ปตท. ยินดีที่จะร่วมมือร่วมใจในการพัฒนาพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า เพื่อสร้างความยั่งยืนต่อไป” นายเทวินทร์ กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดการสัมมนา “อนาคตธุรกิจพลังงานไทย”

วันที่ 24 ส.ค. 60 พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดการสัมมนา “อนาคตธุรกิจพลังงานไทย” และปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “นโยบายชาติกับยุทธศาสตร์พลังงานทางเลือก” โดยมี นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ร่วมบรรยายพิเศษหัวข้อ “Energy 4.0” ณ ห้องฟอร์จูนบอลรูม ชั้น 3 โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว กรุงเทพฯ

กระทรวงพลังงานมอบรางวัล 66 สุดยอดผลงาน Thailand Energy Awards 2017 สอดรับการขับเคลื่อนนโยบายพลังงาน 4.0 สู่ความสำเร็จ

วันนี้ (21 ส.ค.60) พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวด Thailand Energy Awards 2017 จำนวน 66 ราย โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผู้ประกอบการ ผู้ที่อยู่แวดวงด้านพลังงาน รวมทั้งสื่อมวลชนจำนวนมาก ร่วมแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับรางวัล จัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน กล่าวรายงานว่า “Thailand Energy Awards สุดยอดรางวัลด้านพลังงานไทยระดับสากล เป็นการประกวดด้านพลังงานของประเทศไทยที่กระทรวงพลังงานได้ส่งเสริมให้มีการจัดการประกวดต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 18 แล้ว เป็นกิจกรรมที่เปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนที่มีการใช้พลังงานหรือมีส่วนร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงานและการพัฒนาพลังงานทดแทน ได้แสดงศักยภาพและเผยแพร่ผลงานความสำเร็จของตนเอง ให้แก่ผู้อื่นได้นำไปใช้เป็นแบบอย่างในการนำไปปฏิบัติ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ผู้ประกอบการ วิจัย พัฒนา เทคโนโลยีและนวัตกรรมการอนุรักษ์พลังงานควบคู่ไปกับการใช้พลังงานทดแทนที่เป็นพลังงานสะอาดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งสอดรับกับการขับเคลื่อนนโยบายพลังงาน 4.0 นำมาสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในวันนี้”

โครงการ Thailand Energy Awards แบ่งการประกวดออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ ด้านพลังงานทดแทน ด้านอนุรักษ์พลังงาน ด้านบุคลากร ด้านพลังงานสร้างสรรค์ และด้านผู้ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน สำหรับปีนี้ มีผู้สนใจส่งผลงานเข้าประกวดจำนวน 262 ราย และได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการจากหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันพิจารณาคัดเลือกผลงานดีเด่นสมควรแก่การได้รับรางวัล จำนวน 66 รางวัล คิดเป็นมูลค่าผลประหยัดรวมได้มากกว่า 420 ล้านบาทต่อปี สามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 290,000 ตันต่อปี

นอกจากนี้ ยังได้คัดเลือกผู้แทนที่มีผลงานโดดเด่น ร่วมประกวดในระดับอาเซียนจำนวน 24 ผลงาน และสามารถคว้ารางวัลมาครองได้อย่างน่าภาคภูมิใจถึง 19 รางวัล มากที่สุดในเวที ASEAN Energy Awards ทำให้ประเทศไทยครองความเป็นที่หนึ่งมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยพลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ข้างต้น สามารถนำไปขยายผลให้ประเทศเกิดการพัฒนาด้านพลังงานอย่างยั่งยืนสืบไป

ทั้งนี้สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ชนะการประกวด Thailand Energy Awards 2017 และพบผลงานแห่งความภาคภูมิใจ ด้านการอนุรักษ์พลังงานและพัฒนาพลังงานทดแทนได้ที่ www.thailandenergyaward.com

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เดินทางไปยังจังหวัดนครราชสีมา เพื่อเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่(ครม.สัญจร)

วันนี้ (21ส.ค.60) พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เดินทางไปยังจังหวัดนครราชสีมา เพื่อเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่(ครม.สัญจร) ระหว่างวันที่ 21 -22 สิงหาคม 2560 โดยได้ปฏิบัติราชการในพื้นที่ เข้าเยี่ยมชมและรับทราบความคืบหน้าโครงการศูนย์กำจัดขยะแบบครบวงจร ที่เทศบาลเมืองสีคิ้ว เยี่ยมชมกระบวนการผลิตเอทานอล บริษัท เคไอ เอทานอล จำกัด และความสำเร็จจากโครงการระบบสูบน้ำแสงอาทิตย์ เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งของชุมชน บ้านหนองพฤกษ์ ซึ่งถือเป็นต้นแบบโครงการประชารัฐด้านพลังงาน

 

พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า การเยี่ยมชมโครงการที่จังหวัดนครราชสีมาครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีในการต่อยอดโครงการประชารัฐด้านพลังงาน โดยกระทรวงพลังงาน ได้สนับสนุนโครงการนำร่องที่สำคัญๆ ในพื้นที่ ซึ่งวันนี้ได้เข้ารับทราบข้อมูลและความคืบหน้าที่สำคัญๆ  ได้แก่ โครงการนำร่องการจัดการขยะมูลฝอยชุมชนแบบครบวงจร (แบบกระจายศูนย์) โดยมีการก่อสร้างโรงงานจัดการขยะ เพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิง (Refuse Derived Fuel : RDF) และปุ๋ยอินทรีย์ จำนวน 4 แห่ง ตั้งอยู่ที่ สีคิ้ว

ด่านขุนทด เมืองปัก และเทศบาลแชะ  โดยปัจจุบันทั้ง 4 แห่งได้ดำเนินการแล้วเสร็จ และเริ่มทดลองใช้งานแล้ว โดยมีขยะเข้าสู่โรงงานทั้ง 4 แห่ง รวม 140 ตันต่อวัน ผลิตเชื้อเพลิง RDF ได้วันละ 50 ตัน

 

ทั้งนี้ เพื่อต่อยอดการผลิตเชื้อเพลิง RDF ดังกล่าว จึงได้มีการก่อสร้างศูนย์สาธิตการผลิตพลังงานจากของเสียและขยะชุมชน ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และจะมีโรงไฟฟ้าขนาด 1 เมกะวัตต์ ภายในศูนย์สาธิตฯ โดยอยู่ระหว่างก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างทดสอบระบบ ซึ่งจะได้ใช้เชื้อเพลิง RDF จากโรงงานจัดการขยะทั้ง 4 แห่งดังกล่าว สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้แก่มหาวิทยาลัย ฯ โดยปัจจุบันเชื้อเพลิง RDF ที่ผลิตได้ 50 ตันต่อวัน ยังสามารถจำหน่ายให้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานปูนซิเมนต์ ทีพีไอ และสยามซีเมนต์ ในราคาตันละ 1,000 บาท

นอกจากนี้ ยังได้เข้าเยี่ยมชมและติดตามความคืบหน้าของโครงการใช้ระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งของชุมชน กรณีศึกษาบ้านหนองพฤกษ์ อำเภอจักราช ซึ่งเป็นความร่วมมือรูปแบบประชารัฐ ระหว่าง สำนักงานพลังงานจังหวัดนครราชสีมา สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน สาขานครราชสีมา และชาวบ้านชุมชนบ้านหนองพฤกษ์ โดยเป็นโครงการที่ใช้ระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ สูบน้ำบาดาลขึ้นมาจากใต้ดินเพื่อใช้ในระบบประปาของหมู่บ้าน การสูบน้ำได้ปริมาณน้ำ 28.64 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ทดแทนการใช้กระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นต้นทุนราคาสูงให้ลดลง

โดยจากข้อมูลพบว่า โครงการฯ ได้เริ่มติดตั้งระบบตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ช่วยให้ชุมชนประหยัดค่าไฟรวมทั้งสิ้น 351,261 บาท ลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ 87,815 หน่วย ชาวบ้านหนองพฤกษ์ สามารถประหยัดค่าน้ำได้ 491,412 บาท ซึ่งเป็นผลมาจากการลดค่าน้ำประปาจากหน่วยละ 5 บาท เหลือเพียงหน่วยละ 2 บาท จากการกำหนดของโครงการฯ ซึ่งประโยชน์โดยรวมที่ได้รับ ชาวบ้านหนองพฤกษ์ได้แก้ปัญหาภัยแล้งได้อย่างยั่งยืน มีน้ำเพียงพออุปโภคบริโภค ลดต้นทุนด้านพลังงาน ได้ใช้น้ำราคาถูกเพาะปลูกพืชสร้างรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต

 

“การตรวจเยี่ยมโครงการฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดโครงการประชารัฐ โดยกระทรวงพลังงานได้ส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนในระดับชุมชน มุ่งเน้นลดรายจ่ายด้านพลังงาน ช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น และประโยชน์จากพลังงานทดแทน รวมทั้งยังให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการลงทุนร่วมกับภาครัฐ ซึ่งคือมิติใหม่แห่งการพัฒนาพลังงงานอย่างยั่งยืน  ลดการนำเข้าพลังงาน และช่วยให้การผลิตและใช้พลังงานมีความมั่นคงยิ่งขึ้นในอนาคต” พล.อ.อนันตพร กล่าว