รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงข่าวติดตามความคืบหน้าโครงการพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำในพื้นที่เขื่อน กฟผ.

วันนี้ (18 มีนาคม 2562) ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (รมว.พน.) แถลงข่าวติดตามความคืบหน้าโครงการพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำในพื้นที่เขื่อน กฟผ. โดยมี นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายธวัชชัย จักรไพศาล รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง กฟผ. และนายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. ร่วมให้ข้อมูล ณ ห้องประชุม 201 อาคาร ท.100 สำนักงานใหญ่ กฟผ. อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี
ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พน. กล่าวว่า ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2018) ในสัดส่วนของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ได้มอบหมายให้ กฟผ. ดำเนินงานโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ บนทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ หรือ Hydro-Floating Solar Hybrid รวมกำลังการผลิต 2,725 เมกะวัตต์ ซึ่งจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 10 ปี โดยให้นำร่องโครงการแรกที่เขื่อนสิรินธร ขนาด 45 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโครงการไฮบริดแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่จะช่วยให้เกิดความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ด้าน นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวถึงแผนนำร่องโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ บนทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำโครงการแรกที่เขื่อนสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี กำลังการผลิต 45 เมกะวัตต์ ใช้พื้นที่ผิวน้ำในการติดตั้ง 450 ไร่ ซึ่งเชื่อมโยงระบบพลังน้ำ โดยใช้ทรัพยากรร่วมกับเขื่อน ได้แก่ หม้อแปลง สายส่ง และสถานีไฟฟ้าแรงสูง เป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการระเหยของน้ำ ช่วยเสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้า ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการน้ำ เสริมความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในระบบช่วงกลางคืนเพื่อลดการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดการใช้พื้นที่ทางการเกษตร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าของแผงโซล่าเซลล์เนื่องจากมีอุณหภูมิต่ำที่ผิวน้ำ และเป็นจุดแลนมาร์คใหม่สำหรับการท่องเที่ยว
โดยรายละเอียดโครงการเป็นการออกแบบติดตั้งอุปกรณ์ทั้งหมดบนทุ่นลอยน้ำ และใช้แผงโซลาร์เซลล์ชนิด Double glass เนื่องจากมีความเหมาะสมกับสภาพการใช้งานที่วางแผงโซลาร์เซลล์ใกล้ผิวน้ำ ซึ่งมีความชื้นสูงและยังมีการเคลื่อนไหวของผิวน้ำตลอดเวลา ทั้งนี้ กฟผ. จะออกประกาศเชิญชวนในวันที่ 15พฤษภาคม 2562และยื่นซองประมูลภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม 2562 และจะประกาศผู้ชนะภายในสิ้นเดือนตุลาคม 2562คาดว่าจะเริ่มดำเนินการโครงการเดือนมกราคม 2563 เพื่อให้สามารถจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ทันตามแผนในเดือนธันวาคม 2563

 

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงข่าวเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มผลิตกระแสไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกง

วันนี้ (18 มีนาคม 2562) ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (รมว.พน.) แถลงข่าวเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มผลิตกระแสไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา และพิจารณาเพิ่มจุดรับซื้อน้ำมันปาล์มเพิ่มเติม โดยมี นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายธวัชชัย จักรไพศาล รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง กฟผ. และนายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. ร่วมให้ข้อมูล ณ ห้องประชุม 201 อาคาร ท.100 สำนักงานใหญ่ กฟผ. อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี

ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พน. กล่าวว่า จากมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศของรัฐบาล
ที่กระทรวงพลังงานได้มอบหมายให้ กฟผ. ดำเนินการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มมาผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกง ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2562 มอบหมายให้ กระทรวงพลังงาน โดย กฟผ. เพิ่มปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มดิบเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า จากวันละ 1,000 ตัน เพิ่มกำลังการผลิตเป็นวันละ 1,500 ตัน เพื่อเร่งดูดซับปริมาณน้ำมันปาล์มดิบออกจากระบบได้เร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นราคาผลปาล์มให้มีราคาสูงขึ้น และขอให้ กฟผ. ดำเนินการเพิ่มจุดรับน้ำมันปาล์มดิบที่ จ.สุราษฎร์ธานี อย่างเร่งด่วน คาดว่าจะทำให้เกษตรกรสามารถขายปาล์มดิบได้ในราคากิโลกรัมละ 3 บาท – 3.2 บาท อย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ กฟผ. เปิดเผยถึงความคืบหน้าแนวทางการเพิ่มปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มดิบ ในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนบางปะกง หน่วยที่ 3 ว่า ขณะนี้ กฟผ. อยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตเพื่อให้สามารถรองรับการเดินเครื่องที่เพิ่มขึ้นจาก คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) โดย กฟผ. ได้ดำเนินการทดสอบระบบการเดินเครื่องทางเทคนิครองรับการเพิ่มปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มดิบเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นวันละ 1,500 ตัน เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะใช้น้ำมันปาล์มดิบได้หมดภายในต้นเดือนมิถุนายน 2562 ซึ่งเร็วขึ้นประมาณ 2 เดือน จากเดิมที่กำหนดไว้ปลายเดือนกรกฎาคม 2562

ในส่วนการรับซื้อน้ำมันปาล์มมีผู้จำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบให้ กฟผ. จำนวนทั้งสิ้น 31 ราย รวมปริมาณ 155,000 ตัน โดย กฟผ. ได้ดำเนินการจัดทำสัญญาร่วมกับผู้จำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบเรียบร้อยแล้ว ปริมาณ 126,000 ตัน คงเหลือปริมาณที่อยู่ระหว่างการจัดทำสัญญา 29,000 ตัน และอยู่ระหว่างกรมการค้าภายในจะแจ้งมาอีก 5,000 ตัน ซึ่งจะทำให้ครบ 160,000 ตัน ทั้งนี้ กฟผ. ได้รับมอบน้ำมันปาล์มดิบแล้วจำนวน 42,000 ตัน โดยใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าประมาณ วันละ 1,000 ตัน รวมปริมาณที่ใช้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว 34,000 ตัน (ข้อมูล ณ วันที่ 16 มี.ค.62) และอยู่ระหว่างการส่งมอบ 118,000 ตัน นอกจากนั้น กฟผ. กำลังดำเนินการพิจารณาเพิ่มจุดรับซื้อเพิ่มเติมที่คลัง จ.สุราษฎร์ธานี โดยจะเร่งดำเนินการชำระเงินให้แก่โรงสกัดที่จัดทำเอกสารเรียกเก็บเงินครบถ้วนให้แล้วเสร็จภายใน 7 วันทำการ (จากเดิม 15 วันทำการ) เพื่อให้โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มมีความสามารถในการรับซื้อผลปาล์มทะลายจากเกษตรกรได้มากขึ้น

ด้าน นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้ประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์ในการดำเนินงานรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม เพื่อใช้น้ำมันปาล์มดิบในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนบางปะกง หน่วยที่ 3 อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ให้ราคาผลปาล์มไม่ต่ำกว่า 3 บาทต่อกิโลกรัม ตามนโยบายรัฐบาล และขอบคุณ กฟผ. ที่สนองตอบการดำเนินงานตามแนวทางของกระทรวงพลังงาน

 

กระทรวงพลังงาน หารือร่วมกับผู้ประกอบการผลิตและจำหน่ายแผงโซล่าเซลล์ ส่งเสริมนโยบายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์

วันนี้ (13 มีค.2562) ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ประชุมร่วมกับผู้ประกอบการผลิตและจำหน่ายแผงโซล่าเซลล์ มากกว่า 50 ราย ในประเด็นเรื่อง “นโยบายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์” ซึ่งการประชุม ฯ ในวันนี้ เป็นการให้ข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบันที่เกี่ยวกับแผนงานของรัฐบาลในเรื่องของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ให้ผู้ประกอบการรับทราบข้อมูล เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการนำไปพัฒนา และวางแผนการลงทุนในอนาคต

ดร.ศิริ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ไปแล้วทั้งสิ้น 3,449 MW (ข้อมูล ธ.ค.2561) ประกอบด้วย solar farm, solar PV rooftop และโครงการต่างๆ ของภาครัฐ ซึ่งกระทรวงพลังงานได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ติดตั้งไปแล้ว 3,250 MW จากเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 6,000 MW ตามแผน PDP 2015 ทำให้ยังคงเหลืออีก 2,750 MW ต่อมาได้จัดทำแผน PDP 2018 โดยมีเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นอีก 12,725 MW ในอีก 18 ปี ข้างหน้า โดยแบ่งแยกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ โซลาร์ภาคประชาชน 10,000 MW และจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยในโครงการผลิตไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ 2,725 MW ทั้งมีการมอบหมายให้ กกพ. พิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ในกรณีการไฟฟ้ารับซื้อไฟฟ้าส่วนที่เหลือจากที่ใช้เองจากครัวเรือนต่างๆ ด้วย เพื่อให้สร้างความเข้าใจที่ตรงกันทุกฝ่าย นำมาซึ่งการบรรลุเป้าหมายที่วางไว้
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ยังได้มีการดำเนินการส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อชุมชน เช่น โครงการระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ โดยติดตั้งแล้วเสร็จ 1,087 แห่ง กำลังจะติดตั้งเพิ่มเติมอีก 1,446 แห่งในปี 2562 นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมโครงการระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในโรงเรียนห่างไกล 439 แห่ง, และโครงการระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ห่างไกล 239 แห่ง

ดร.วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู ผู้อำนวยการสำนักนโยบายไฟฟ้า สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กล่าวว่า ครม. เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2562 รับทราบมติ กพช. ที่เห็นชอบ PDP 2018 ซึ่งตาม PDP 2018 พบว่า ตั้งแต่ปี 2568 มีความจำเป็นต้องลงทุนโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ โดยมีการพิจารณาการลงทุนเพิ่มนั้นจะพิจารณาเป็นรายภาค สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนนั้นจะมีการพิจารณาศักยภาพเชื้อเพลิงรายพื้นที่นั้นๆ โดยตาม PDP 2018 ในระยะยาวมีเป้าหมายกำลังการผลิตติดตั้งรวม 18,175 MW โดยเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์รวมประมาณ 12,275 MW แบ่งเป็น โซลาร์ภาคประชาชน 10,000 MW และ Floating Solar อีกประมาณ 2,725 MW

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า ในระยะแรก กกพ. จักมีโครงการทดลอง โซล่าร์ภาคประชาชน สำหรับภาคครัวเรือน ไม่เกิน 100 MW ภายในปี 2562 ด้วยราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในอัตราไม่เกิน 1.68 บาท/หน่วยในระยะเวลารับซื้อส่วนเกิน 10 ปี โดยผู้เข้าร่วมโครงการต้องมีการเปลี่ยนมิเตอร์เป็นแบบสองทางด้วย ทั้งนี้ กกพ.จะมีการจัดรับฟังความเห็นร่างระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าฯตั้งแต่ 16 มีนาคม 2562 – 1 เมษายน 2562 หลังจากนั้นการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะเปิดลงทะเบียนและรับข้อเสนอโครงการข่วงเดือน พฤษภาคม – กรกฎาคม 2562 และจะมีการประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการพิจารณา รวมทั้งลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้แล้วเสร็จภายในตุลาคม 2562

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ รองผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตามแผน PDP2015 กฟผ. จะเริ่มโครงการนำร่อง Hydro Floating Solar Hybrid ที่เขื่อนสิริธร ขนาดกำลังการผลิต 45 MW โดยมีแผนเปิดดำเนินงาน (COD) ภายในธันวาคม 2563 ในพื้นที่โครงการวม 760 ไร่ เป็นพื้นที่ผิวน้ำประมาณ 45 ไร่สำหรับติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ ไม่รวมส่วนยึดโยงต่างๆ โดยปัจจุบัน กฟผ. อยู่ระหว่างการออกแบบโครงการเบื้องต้น ซึ่งส่วนประกอบสำคัญได้แก่ (1) Double Glass Type PV Panel (2) HDPE Pontoon (3) ระบบยึดโยงที่รองรับระดับน้ำที่มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอย่างมา โดยใช้แบบ Bottom Anchoring ที้งนี้ กฟผ. มีแผนการเปิดประมูลจัดซื้อจัดจ้างในเดือนพฤษภาคม 2562

นายวิรัช มณีขาว ผู้อำนวยการกลุ่มออกแบบมาตรฐานและทดสอบ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานมีโครงการหลัก 2 โครงการได้แก่
(1) โครงการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ในเขตพื้นที่ชนบทตั้งแต่ปีงบประมาณ 2546 – 2558 รวม 100 แห่ง ระบบละไม่น้อยกว่า 2 kW
(2) โครงการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สู้ภัยแล้งตั้งแต่ปีงบประมาณ 2559 ซึ่งรวมดำเนินการแล้ว 846 แห่ง ระบบละไม่น้อยกว่า 2.5 kW ครอบคลุม 56 จังหวัด

และนายธนธัช จังพานิช ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า กิจกรรมส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพขีวิตของประชาชนและลดความเหลื่อมล้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ (สนับสนุนโครงการไทยนิยมยั่งยืน) มีวัตถุประสงค์ (1) ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดต้นทุนและขยายโอกาสทางการเกษตร (2) ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ทางไกลและนวัตกรรมทางการศึกษา (3) ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบท โดยมีกำลังการผลิตรวมของทั้ง 3 ระบบเป็น 7,709 kW และ 13,407 kW สำหรับผลการดำเนินงานปีงบประมาณ 2561 (เพิ่มเติม) และปีงบประมาณ 2562 ตามลำดับ

ก.พลังงาน จับมือ ก.พาณิชย์ เดินหน้าดูดซับสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ สร้างสมดุลย์ราคาช่วยเหลือเกษตรกรปาล์มน้ำมันต่อเนื่อง

ในวันนี้ (1 มี.ค. 2562) ณ ห้องประชุมชั้น 15 กระทรวงพลังงาน  ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ร่วมกับ นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประชุมกับหน่วยราชการของทั้ง     2 กระทรวง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มของรัฐบาลในการกระตุ้นให้ราคาทลายปาล์มสดอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 3 บาท/กก อย่างต่อเนื่อง โดยมีผลการประชุมสรุปได้ดังนี้

  1. เพื่อรณรงค์เพิ่มการใช้น้ำมัน B20 ให้มากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน ในการประชุมเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 ได้มีมติขยายระยะเวลาการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสร้างส่วนลดราคาน้ำมันดีเซล B20 ให้ต่ำกว่าน้ำมันดีเซลเกรดทั่วไป ลิตรละ 5 บาท ต่อไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 62 ถึง 31 พฤษภาคม 62
  2. ให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เร่งขยายเครือข่ายสถานีบริการ (ปั๊มน้ำมัน) ที่มีหัวจ่ายน้ำมันดีเซล B20 เพิ่มเติม จากปัจจุบันที่มีจำหน่ายแล้ว รวม 42 แห่ง (ประกอบด้วย บมจ. ปตท.น้ำมันและค้าปลีก 5 แห่ง บมจ.บางจาก 21 แห่ง บจ.ซัสโก้ ดิลเลอร์ 1 แห่ง และบมจ.ซัสโก้ 15 แห่ง) นอกจากนี้ ยังได้รับแจ้งจาก บจ.เชลล์แห่งประเทศไทย และ บมจ.พีทีจี เอ็นเนอร์ยี่ ที่มีแผนงานจะเริ่มจำหน่ายน้ำมัน B20 ในสถานีบริการ ภายในเดือนมีนาคม 62 นี้
  3. รับทราบรายงานสถิติยอดจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 ในเดือนกุมภาพันธ์ 62 ที่กว่า 15 ล้านลิตร ซึ่งเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากยอดจำหน่ายประมาณ 8 ล้านลิตรในเดือนมกราคม โดยกระทรวงพลังงานได้ตั้งเป้าหมายการจำหน่ายน้ำมัน B20 ในเดือนมีนาคมที่ 30 ล้านลิตร และจะเพิ่มเป็น 90 ล้านลิตร/เดือน ภายในเดือนพฤษภาคม 2562 นี้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มการดูดซับน้ำมันปาล์มดิบได้สูงถึงประมาณ 1.6 ล้านตัน/ปี
  4. รับทราบความคืบหน้าในการจัดหาน้ำมันปาล์มดิบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกง ซึ่งปัจจุบันได้ทำสัญญาซื้อน้ำมันปาล์มดิบกับโรงสกัดน้ำมันปาล์มผู้ขาย 23 ราย รวมปริมาณน้ำมันปาล์มดิบตามสัญญาเท่ากับ 118,000 ตัน โดยมีกำหนดการจัดส่งอย่างต่อเนื่องในอัตรา 30,000 ตัน/เดือน และได้จัดส่งจากโรงสกัดน้ำมันปาล์มผู้ขายถึงโรงไฟฟ้าบางปะกงแล้ว 24,000 ตัน และใช้เป็นเชื้อเพลิงแล้ว 16,000 ตัน ทั้งนี้ได้ร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จัดหาน้ำมันปาล์มดิบครบ แล้ว 160,000 ตัน ในวันที่ 1 มีนาคม 62 รวมทั้งติดตามให้มั่นใจว่าโรงสกัดน้ำมันปาล์มผู้ขายจะรับซื้อทลายปาล์มสดจากเกษตรกรสวนปาล์ม ในราคา 20-3.24 บาท/กก ตามสัญญา

ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงพลังงาน ประชุมและหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรม

วันนี้ (21 ก.พ.) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงพลังงาน อาทิ ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ(ชธ.) นางอุษา ผ่องลักษณา รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) นายวันชัย บันลือสินธุ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) ร่วมประชุมและหารือกับนายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะผู้บริหาร ณ ห้องประชุม อก. 1 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ การประชุมร่วมระหว่างกระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม มีประเด็นการหารือที่สำคัญๆ ได้แก่ แนวทางการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า การบริหารจัดการขยะอุตสาหกรรมจากภาคพลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดรวมถึงการนำไปผลิตพลังงาน เช่น แผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ แท่นขุดเจาะปิโตรเลียมที่หมดอายุ รวมทั้งความร่วมมือการอนุรักษ์พลังงานในภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น

ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงพลังงาน ประชุมและหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันนี้ (18 ก.พ.) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงพลังงาน อาทิ นางเปรมฤทัย วินัยแพทย์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ(ชธ.) นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) นายวันชัย บันลือสินธุ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) ร่วมประชุมและหารือกับนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ฯ ณ ห้องประชุม 134 สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ การประชุมร่วมระหว่างกระทรวงพลังงาน และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีประเด็นการหารือที่สำคัญ ได้แก่ การสร้างต้นแบบชุมชนเกษตรกรที่ประยุกษ์ใช้เทคโนโลยีด้านพลังงาน เช่น ระบบสูบน้ำแสงอาทิตย์ในพื้นที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง การใช้พลังงานทดแทนในฟาร์ม/การเกษตร ระบบ Smart Farming การนำผลผลิตทางการเกษตรเป็นพลังงาน รวมถึงการใช้ประโยชน์ในพื้นที่สปก. เพื่อการพัฒนาพลังงานทดแทน เป็นต้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาซื้อขายน้ำมันปาล์มดิบระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กับผู้จำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ

ก.พลังงาน ชูความร่วมมือกฟผ. กรมการค้าภายใน และผู้จำหน่าย 22 ราย ลงนามซื้อขายน้ำมันปาล์มดิบ 83,000 ตัน เพื่อเร่งปรับสมดุลและพยุงราคาน้ำมันปาล์มช่วยเหลือเกษตรกรต่อเนื่อง

ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาซื้อขายน้ำมันปาล์มดิบระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กับผู้จำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ จำนวน 22 ราย ในปริมาณรวม 83,000 ตัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตามมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศของรัฐบาล โดยมีนางจินตนา ชัยวรรณาการ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์ นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน นายยงยุทธ จันทรโรทัย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ กฟผ. และผู้บริหาร กฟผ. เข้าร่วมในพิธี ณ สำนักงานใหญ่ กฟผ.

โดยความร่วมมือกฟผ. กับกรมการค้าภายในครั้งนี้ สามารถดำเนินการได้ตามที่รัฐบาลมีมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรแก้ไขปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ ซึ่งให้กฟผ.รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจำนวน 160,000 ตัน ในราคากิโลกรัมละ 18 บาท เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนบางปะกง หน่วยที่ 3 เป็นไปได้ตามแผนด้วยดี และการนำน้ำมันปาล์มดิบมาใช้ในการผลิตไฟฟ้า จะไม่กระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชนแต่อย่างใด เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจะไม่นำไปคิดรวมกับค่าเอฟที

สำหรับผู้จำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบทั้ง 22 ราย เป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจากกรมการค้าภายในว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่คณะอนุกรรมการบริหารและกำกับดูแลมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศกำหนด คือ ต้องมีสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบขั้นต่ำไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของปริมาณที่เสนอจำหน่าย และเป็นผู้มีความสามารถในการขนส่ง เก็บรักษา และส่งมอบน้ำมันปาล์มดิบให้กับ กฟผ. โดยผู้ที่มีสิทธิ์เสนอจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบได้เสนอราคารับซื้อผลปาล์มน้ำมันจากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร ตั้งแต่กิโลกรัมละ 3.10-3.25 บาท ซึ่งสามารถช่วยพยุงราคาผลปาล์มน้ำมันให้สูงกว่า 3 บาทต่อกิโลกรัมตามแผนที่วางไว้

ก.พลังงาน ยืนยันใช้น้ำมันดีเซล คุณภาพยูโร 5 ลดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างยั่งยืน

เพื่อเร่งรัดมาตรการลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินมาตรฐานหรือ PM 2.5 โดยเร็วและยั่งยืน กระทรวงพลังงานโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์)  จึงได้จัดการประชุมร่วมกับผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมัน ในการพิจารณามาตรการร่วมมือกันลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จากรถยนต์ ซึ่งได้ข้อสรุปยืนยันว่า ผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันในประเทศทั้ง 6 ราย พร้อมที่จะผลิตน้ำมันดีเซลคุณภาพยูโร 5 ได้ทั้งหมดภายในปี 2566 โดยในระหว่างที่ยังไม่สามารถผลิตน้ำมันดีเซลคุณภาพยูโร 5 ได้เพียงพอ ก็จะร่วมมือกันในมาตรการเร่งด่วน ดังนี้

  • พิจารณาหามาตรการสร้างแรงจูงใจ เพื่อให้ผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ เกิดการจำหน่ายน้ำมันดีเซลคุณภาพยูโร 5 ให้แพร่หลายยิ่งขึ้น
  • ศึกษาแนวทางการปรับลดสัดส่วนกำมะถันในน้ำมันดีเซล มาตรฐานยูโร 4 โดยให้ลดในระดับต่ำสุดเท่าที่จะดำเนินการได้ เพื่อให้มาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น ลดการปล่อยมลพิษในอากาศ โดยคาดว่าจะมีผลการศึกษาภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2562 นี้ ซึ่งเบื้องต้น จะศึกษาถึงแนวทางการลด จากค่ามาตรฐานเดิม 50 พีพีเอ็มซัลเฟอร์ ลดลงเหลือประมาณ 30 พีพีเอ็มซัลเฟอร์ ซึ่งจะช่วยรักษาคุณภาพอากาศให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
  • เร่งรณรงค์เพิ่มการใช้น้ำมันดีเซลเกรดพิเศษ B20 ให้มากยิ่งขึ้น โดยเตรียมความพร้อมถึงการทดสอบในกลุ่มรถยนต์ทั่วไป จากปัจจุบันที่มีการใช้เฉพาะในกลุ่มรถบรรทุก รถโดยสารขนาดใหญ่ และเรือโดยสารสาธารณะ ว่าผลการทดสอบ B20 ไม่มีผลต่อเครื่องยนต์ และค่ายรถยนต์ให้การยอมรับมาตรฐาน โดยขณะนี้จากผลทดสอบการใช้ B20 ในรถของขสมก. จำนวน 2,075 คัน พบว่าสามารถลดปัญหาการปล่อยควันดำไอเสีย ได้สูงถึงร้อยละ 50 ซึ่งนอกจากจะช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 5 ดังกล่าวแล้ว ยังเป็นการช่วยรักษาสมดุลย์ราคาปาล์มน้ำมัน และช่วยเหลือเกษตรกรได้อีกทางหนึ่งด้วย

ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในการประชุม (ร่าง)แผนแม่บทของกระทรวงพลังงาน

5 ก.พ.62 กระทรวงพลังงาน กรุงเทพฯ นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในการประชุม (ร่าง)แผนแม่บทของกระทรวงพลังงาน ณ ห้องประชุม1 ชั้น 15 กระทรวงพลังงาน โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพียง

ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงพลังงาน ร่วมลงนามถวายพระพร พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงพลังงาน ร่วมลงนามถวายพระพร พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวร ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

กระทรวงพลังงาน พาชุมชนรวย ช่วยชาติ ช่วยประชาชนด้วย “พาราโบล่าโดม”

ต้อนรับเทศกาลวันตรุษจีน (4 กพ.) ด้วยเรื่องราวดีๆ จากดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ได้เป็นประธานเปิดสัมมนาโครงการเผยแพร่ผลการดำเนินงานโครงการสนับสนุนการลงทุนติดตั้งใช้งานระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ และการจัดตลาดนัดสินค้าอบแห้งจากพาราโบล่าโดม เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้พลังงานทางเลือกในการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และร่วมกันขยายผล และส่งเสริมการใช้งานระบบอบแห้งฯ ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
โดยโครงการฯ (เริ่มตั้งแต่ปี 2554 – 2561) ได้ให้การสนับสนุนส่งเสริมการใช้งานระบบอบแห้งฯ รวม 256 ระบบ คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 30,417.9 ตารางเมตร เป็นจำนวนเงินสนับสนุนจากกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ประมาณ 102 ล้านบาท เกิดการเงินลงทุนรวม 340 ล้านบาท ก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการใช้งานอบแห้งผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายชนิด อาทิ กล้วยตาก ข้าวแต๋น ผัก ผลไม้อบแห้ง ถั่วลิสงอบแห้ง แมคคาเดเมีย ลูกเดือย งา เครื่องเทศ สมุนไพร ชา กาแฟ เนื้อสัตว์ ปลา อาหารทะเล อาหารเสริมสุขภาพจากมังคุด และผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ไม่ใช่อาหารเช่น ลูกประคบ อาหารสุนัข หมอนยางพารา และกากของเสียที่ได้ภายหลังจากการผลิตก๊าซชีวภาพ เป็นต้น
ผลที่ได้รับจากโครงการ ฯ เกิดผลประโยชน์รวม 66 ล้านบาทต่อปี จากการประหยัดเชื้อเพลิง 4 ล้านบาทต่อปี ลดความเสียหายผลิตภัณฑ์ 22 ล้านบาทต่อปี เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ 40 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 4,942 ตัน/ปี รวมทั้งก่อให้เกิดประโยชน์หลายด้าน เช่น การลดการสูญเสียผลิตผลทางการเกษตร การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยลดระยะเวลาในการอบแห้ง สามารถอบแห้งได้ในฤดูฝน ลดต้นทุนด้านพลังงาน เพิ่มคุณภาพสินค้า ตลอดจนเกิดแหล่งเรียนรู้การใช้พลังงานแสงอาทิตย์แปรรูปสินค้าเกษตรหลายแห่ง
สำหรับผู้สนใจรายละเอียด สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.solardryerdede.com

ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดการจำหน่ายน้ำมันดีเซล บี20 ภายในสถานีบริการน้ำมัน เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้เกียรติร่วมเป็นประธานใน พิธีเปิดการจำหน่ายน้ำมันดีเซล บี20 ภายในสถานีบริการน้ำมัน เป็นครั้งแรกในประเทศไทย   ณ สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น สาขาวงแหวนตะวันตก (ขาเข้า) จังหวัดปทุมธานี  โดยมี นายกุลิศ  สมบัติศิริ  ปลัดกระทรวงพลังงานนายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  และ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ พีทีที โออาร์ ร่วมพิธีเปิดการจำหน่ายฯ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึง สถานการณ์ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินมาตรฐาน ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านสุขภาพและสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก กระทรวงพลังงานจึงเร่งสนองนโยบายรัฐบาล ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในด้านพลังงาน เพื่อร่วมกันช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน ผ่านพ้นวิกฤตการณ์นี้ไปได้โดยปลอดภัยโดยเร็วที่สุด  อีกทั้งยังได้ มีการปรับราคาจำหน่ายน้ำมันดีเซล บี20 ระหว่างเดือน ธันวาคม 2561 – กุมภาพันธ์ 2562 ให้ต่ำกว่าน้ำมันดีเซล บี7 อยู่ 5 บาทต่อลิตร และหลังจากนั้นจะต่ำกว่า 3 บาทต่อลิตร โดยเป็นผลจากการลดอัตราการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งคาดว่าราคาจำหน่ายน้ำมันดีเซล บี20 นี้ จะสามารถช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการรถขนส่งอันจะทำให้ไม่ส่งผลกระทบต่อราคาค่าโดยสาร และค่าครองชีพด้านอื่น ๆ ของประชาชน   และในการนี้ ยังได้แสดงความขอบคุณ กลุ่ม ปตท. และพีทีที โออาร์ ที่ให้ความร่วมมือส่งเสริมการจำหน่ายน้ำมันดีเซล บี20 ในทุกช่องทาง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใน สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น  และคาดว่าการเปิดจำหน่ายน้ำมันดีเซล บี20 ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ สามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนด้านสภาพอากาศที่มีฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินมาตรฐานในพื้นที่ต่างๆ  รวมถึงช่วยส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมโดยรวมให้ดีขึ้นได้เป็นอย่างดี

ประธานกรรมการ  บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) กล่าว รายงานถึง การสนับสนุนนโยบายภาครัฐ  โดยได้ เปิดจำหน่ายน้ำมันดีเซล บี20  ภายในสถานีบริการน้ำมัน เป็นครั้งแรกในประเทศไทย   นำร่อง   ณ สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ทั่วประเทศ  จำนวน 5 แห่ง เพื่อช่วยบรรเทาลดฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินมาตรฐาน  ได้แก่  สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น สาขา วงแหวนตะวันตก (ขาเข้า) ปทุมธานี   พีทีที สเตชั่น สาขา พระราม 2  (ขาออก) กรุงเทพมหานคร   พีทีที สเตชั่น สาขาปากช่อง นครราชสีมา   พีทีที สเตชั่น สาขา เขาคันทรง ศรีราชา ชลบุรี    และ พีทีที สเตชั่น สาขา สวี ชุมพร  ให้กับประชาชนรายย่อยที่ใช้รถขนาดใหญ่ ทั้งนี้ พีทีที โออาร์ ในฐานะ บริษัทเรือธง ของกลุ่ม ปตท. ในด้านการค้าน้ำมันและการค้าปลีก   ได้เริ่มจำหน่ายน้ำมันดีเซล บี20  โดยเตรียมความพร้อมอย่างครบวงจรทั้งด้าน คลังผลิต ถังเก็บ การขนส่ง รวมถึงตู้จ่าย  เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการในการใช้น้ำมันดีเซล บี20 จากทั่วประเทศได้อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะลูกค้าเฉพาะกลุ่ม อาทิ กลุ่มรถบรรทุก และเรือขนส่ง ซึ่งได้เริ่มจำหน่ายแล้วตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2561 เป็นต้นมา รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการจำหน่ายให้   องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ หรือ ขสมก. และ บริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ  บขส.  โดยปัจจุบัน พีทีที โออาร์ มีความพร้อมสามารถจำหน่ายน้ำมันดีเซล บี 20 ให้กับกลุ่มลูกค้าดังกล่าวข้างต้นได้ทันที  โดยที่ผ่านมา พีทีที โออาร์ ได้ตอบสนองเรื่องการผลักดันการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ บี20   มาโดยตลอด เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรจากภาวะปาล์มล้นตลาดอีกด้วย  โดยในปี 2561 ได้ช่วยซื้อน้ำมันไบโอดีเซล บี100 เข้ามาเก็บสำรอง เพิ่มขึ้น 40 ล้านลิตร รวมเป็นน้ำมันไบโอดีเซล บี100 ที่ได้ช่วยซื้อเพิ่มเติมจากความต้องการปกติแล้วกว่า 63 ล้านลิตร นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินโครงการทดสอบการใช้น้ำมันดีเซล บี10 และน้ำมันดีเซล บี20 ในเครื่องจักรรถไฟอีกด้วย

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวในตอนท้าย  ถึง ความพร้อมของกลุ่ม ปตท. ในการเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยป้องกัน แก้ไขปัญหา ผ่านผลิตภัณฑ์และบริการ ที่  ปตท. ได้พัฒนามาโดยตลอด  รวมถึงกิจกรรมเชิญชวนให้ประชาชนตรวจเช็กสภาพรถฟรี 30 รายการ พร้อมด้วยการมอบส่วนลดพิเศษแก่ประชาชน จาก ศูนย์บริการยานยนต์  ฟิต ออโต้ ในพื้นที่กรุงเทพฯและเขตปริมณฑล  พร้อมขอบคุณ กระทรวงพลังงาน และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ช่วยกันสนับสนุน ผลักดันจนทำให้วันนี้ น้ำมันดีเซล บี20 ได้มีช่องทางการจำหน่ายสามารถเข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่มได้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

 

กระทรวงพลังงานและกระทรวงคมนาคม ส่งเสริมการใช้ B20 ในรถโดยสารสาธารณะ เร่งลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก

วันนี้ (31 มกราคม 2562) ณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้เกียรติร่วมเป็นประธานใน พิธีแถลงข่าว ปตท. ร่วมกับ ขสมก. ประกาศความพร้อมรถโดยสารใช้น้ำมัน B20 โดยมี นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นายประยูร ช่วยแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถองค์กร รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ นายอำนวย พงษ์วิจารณ์ กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ฮีโน่ มอเตอร์สเซลล์ (ประเทศไทย) และ นายวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท ตรีเพชร อีซูซุ เซลล์ จำกัด ร่วมพิธีฯ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากปัญหาสถานการณ์น้ำมันปาล์มดิบล้นตลาดและมีราคาตกต่ำ กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการพิจารณาเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มในการผลิตไบโอดีเซลสำหรับภาคขนส่ง ตั้งแต่การเพิ่มสัดส่วนน้ำมันไบโอดีเซลสำหรับใช้ในรถยนต์ทั่วไปจากร้อยละ 6.6 เป็นร้อยละ 6.9 และการดำเนินการให้มีการจำหน่ายน้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมไบโอดีเซล ร้อยละ 20 สำหรับรถใหญ่ในสถานีบริการทั่วไป ซึ่งจะพร้อมจำหน่ายในเขต กทม. ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดมลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่มีปริมาณสะสมสูงเกินค่ามาตรฐานในขณะนี้ โดยที่ผ่านมาได้มีการทดลองใช้น้ำมันดีเซลเกรดพิเศษ B20 กับรถ ขสมก. ซึ่งพบว่าไม่มีผลกระทบต่อเครื่องยนต์และอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงไม่แตกต่างกับการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วปกติ อีกทั้งยังทำให้ระบบเผาไหม้ของเครื่องยนต์สะอาด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในการลดฝุ่นละอองจากท่อไอเสียของยานยนต์ สำหรับมาตรการระยะยาวเพื่อแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศ กรมธุรกิจพลังงานได้ขอความร่วมมือให้โรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศจัดทำแผนปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพน้ำมัน EURO4 (ค่ากำมะถันไม่เกิน 50 ppm) เป็นมาตรฐาน EURO5 (ค่ากำมะถันไม่เกิน 10 ppm) ซึ่งจะช่วยให้การเผาไหม้เครื่องยนต์สะอาดมากขึ้น
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดออกมาตรการเพื่อบรรเทาสถานการณ์ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 เกินมาตรฐานโดยเร่งด่วน เริ่มจากให้กรมการขนส่ง
ทางบก จัดทีมตรวจสภาพรถ ขสมก. โดยต้องไม่เกิดปัญหาควันดำโดยเด็ดขาด ให้ ขสมก. ปรับเครื่องยนต์โดยสารทุกคันให้ใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 เพื่อลดมลพิษจำนวน 2,075 คัน รวมถึงเร่งประสานขอรับรถ NGV ในส่วนที่เหลืออีก 119 คัน เพื่อให้บริการประชาชนและเร่งจัดหารถที่ใช้พลังงานสะอาด ประกอบด้วย รถโดยสาร NGV รถไฮบริด รถไฟฟ้า (EV) เพื่อแก้ปัญหาต่อเนื่อง ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เข้มงวดมาตรการลดฝุ่นละอองในพื้นที่ก่อสร้างรถไฟฟ้า 3 โครงการ ให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย แก้ปัญหาฝุ่นละอองหน้าด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษ ด้านกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ให้เข้มงวดตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม และให้กรมเจ้าท่า ประสานผู้ประกอบการขนส่งทางน้ำให้ตรวจสอบการใช้เครื่องยนต์เรือโดยสาร
รองผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถองค์กร รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชลกรุงเทพ กล่าวว่า องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้ดำเนินการตามนโยบายกระทรวงพลังงานและกระทรวงคมนาคม ที่ต้องการสนับสนุนการใช้น้ำมันปาล์มภายในประเทศ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์ม และลดฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน โดยเมื่อช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา ขสมก. ได้ทดลองใช้น้ำมัน B20 กับรถโดยสารธรรมดา จำนวน 17 คัน พบว่าเครื่องยนต์สามารถทำงานได้ตามปกติ และมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล B7 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ขสมก. จึงได้มีแผนนำน้ำมันดีเซล B20 มาใช้กับรถโดยสารธรรมดาและรถโดยสารปรับอากาศ จำนวน 2,075 คัน แบ่งเป็น 2 ระยะคือ ระยะที่ 1 ใช้น้ำมันดีเซล B20 กับรถโดยสารธรรมดา จำนวน 815 คัน เมื่อวันที่
15 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา และระยะที่ 2 ใช้น้ำมันดีเซล B20 กับรถโดยสารธรรมดาและรถโดยสารปรับอากาศ จำนวน 1,260 คัน ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นไป
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวในตอนท้ายว่า ปตท. ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนมาตรการภาครัฐ สนับสนุนการใช้น้ำมันปาล์มภายในประเทศ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์ม อีกทั้งแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินมาตรฐาน โดยในกลุ่มเชื้อเพลิงรถโดยสารสาธารณะขนาดใหญ่ ปตท. มีความพร้อมในการจัดหาและขนส่งน้ำมัน B20 ซึ่งเป็นน้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ในสัดส่วนร้อยละ 20 ให้กับรถโดยสารสาธารณะของ ขสมก. จำนวน 2,075 คัน ประมาณการใช้น้ำมันทั้งสิ้น 187,000 ลิตรต่อวัน สร้างเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมัน ช่วยเหลือเกษตรกรน้ำมันปาล์มได้อีกด้วย ทั้งนี้ ปตท. บริษัทพลังงานแห่งชาติ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน จะยังคงเดินหน้าพัฒนาเชื้อเพลิงสะอาดเพื่อสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนไทย

ประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดลักษณะและคุณภาพน้ำมันดีเซล ปี 2562

ประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดลักษณะและคุณภาพน้ำมันดีเซล ปี 2562 โดยในประกาศฉบับนี้ จะชี้แจงข้อกำหนดต่างๆ และ รถยนต์ที่ผู้ผลิตรถยนต์รับรองให้สามารถใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ได้

ดาวน์โหลดประกาศ คลิกที่นี่ 

ค้นหาข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับโครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 คลิกที่นี่

“รัฐมนตรีพลังงานเปิดงานประชุมสัมมนาทางวิชาการนานาชาติ ชูพลังงาน 4.0 สู่ทิศทางพลังงานไทยในอนาคต”

วันนี้ (24 มกราคม 2562)  ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เป็นประธานในพิธีเปิดงานประชุมสัมมนาทางวิชาการเรื่องพลังงาน 4.0 : ทิศทางภาคพลังงานประเทศไทยในอนาคต (International conference on Energy 4.0 : Designing the Future of Thailand’s Power Sector) ซึ่งกระทรวงพลังงานร่วมกับธนาคารพัฒนาเชีย (ADB) จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 24 – 25 มกราคม 2562 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ซึ่งการประชุมดังกล่าวจะเป็นการนำเสนอแนวทางการพัฒนาด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยจากหลากหลายแง่มุม ทั้งในเชิงของการคมนาคมและการขนส่ง การพัฒนาพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงาน รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยกำหนดอนาคตของการพัฒนาด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย โดยการถ่ายทอด นำเสนอ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไทย และผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ ในระดับภูมิภาค

นอกจากนั้น ในงานนี้ จะมีผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมบรรยายและถ่ายทอดประสบการณ์มากกว่า 50 คน ซึ่งจะมีการบรรยายหลักทั้งหมด 3 หัวข้อ ได้แก่ การคมนาคมและขนส่ง การพัฒนาพลังงานทดแทน และการอนุรักษ์พลังงาน โดยมี
ผู้บริหารจากธนาคารพัฒนาเอเชีย และผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาเข้าร่วมบรรยาย อาทิเช่น

  • ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประเทศไทย
  • นาง โดนิกา ปอตติ เอกอัครราชทูตแคนาดา ประจำประเทศไทย
  • นาย ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานบริษัท บี.กริม พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) ประเทศไทย
  • นาย สมโภชน์ อาหุนัย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) ประเทศไทย
  • นาย ฌอน คิดนีส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Climate Bond Initiative ลอนดอน
  • นาง แคสซิลา โคฮาลมิ-มอนฟิลส์ รองประธานกรรมการบริหาร ENGIE Asia Pacific ประเทศไทย
  • นาย แอนดรู เวสซี ที่ปรึกษาอาวุโส AGL Energy ประเทศออสเตรเลีย

การจัดงานในครั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 500 คน ซึ่งจะทำให้สามารถถ่ายทอดข้อมูลและความรู้ด้านพลังงานสู่ภาคธุรกิจและประชาชนที่สนใจต่อไป

กพช. เห็นชอบแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยพ.ศ. 2561 – 2580 (PDP 2018)

วันนี้ (วันพุธที่ 24 มกราคม 2562) ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2562(ครั้งที่ 16)ซึ่งมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้พิจารณาวาระที่สำคัญด้านพลังงาน ดังนี้

  • แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 – 2580 (PDP2018)

ที่ประชุม กพช. เห็นชอบแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยพ.ศ. 2561 – 2580 (PDP 2018)ตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ โดยการทบทวนสถานการณ์กำลังผลิตไฟฟ้าในปัจจุบัน และได้จัดทำการพยากรณ์ค่าความต้องการใช้ไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี ประกอบด้วย ความต้องการใช้ไฟฟ้าของระบบ 3 การไฟฟ้า และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มาจากการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองหรือขายตรง  (Independent Power Supply: IPS) ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค ได้สะท้อนแนวนโยบายของรัฐบาลและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของแผนปฏิรูปด้านพลังงานและได้รับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนแล้ว มีสาระสำคัญคือ

  • ภาพรวมของกำลังการผลิตไฟฟ้าในช่วง ปี 2561 – 2580

กำลังผลิตไฟฟ้าสิ้นปี 2560   จำนวน  46,090  เมกะวัตต์

กำลังผลิตไฟฟ้าที่ปลดออกจากระบบ ในช่วงปี  2561 – 2580   จำนวน  -25,310  เมกะวัตต์

กำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ ในช่วงปี 2561 –2580  จำนวน   56,431 เมกะวัตต์

รวมกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้นถึงปี 2580   จำนวน  77,211  เมกะวัตต์

 

  • สรุปกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ในช่วงปี พ.ศ. 2561 – 2580 แยกตามประเภทโรงไฟฟ้า

ประเภทโรงไฟฟ้า                         กำลังผลิตไฟฟ้าใหม่  (หน่วย: เมกะวัตต์)

โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน                20,766

โรงไฟฟ้าพลังน้ำสูบกลับ                      500

โรงไฟฟ้าระบบโคเจนเนอเรชั่น            2,112

โรงไฟฟ้าความร้อนร่วม                       13,156

โรงไฟฟ้าถ่านหิน/ลิกไนต์                   1,740

รับซื้อจากต่างประเทศ                        5,857

โรงไฟฟ้าใหม่/ทดแทน                      8,300

แผนอนุรักษ์พลังงาน                          4,000

รวมทั้งสิ้น                                         56,431   เมกะวัตต์

  • โรงไฟฟ้าตามนโยบายการส่งเสริมของภาครัฐ ในช่วงปี 2561 – 2580ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าขยะ400เมกะวัตต์โรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐ120เมกะวัตต์ รวม 520 เมกะวัตต์
  • โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนตามแผน AEDP ประกอบด้วย ชีวมวล3,376เมกะวัตต์ก๊าซชีวภาพ546เมกะวัตต์พลังงานแสงอาทิตย์10,000 เมกะวัตต์พลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ2,725เมกะวัตต์พลังงานลม1,485 เมกะวัตต์ขยะอุตสาหกรรม 44เมกะวัตต์กำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ 18,176เมกะวัตต์
  • สัดส่วนการผลิตพลังงานไฟฟ้าแยกตามประเภทเชื้อเพลิงณ ปี 2580 ที่ไม่ได้มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล มีสัดส่วนร้อยละ 35 คือ พลังน้ำต่างประเทศ (ร้อยละ 9) พลังงานหมุนเวียน (ร้อยละ 20) การอนุรักษ์พลังงาน (ร้อยละ 6)สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลดลงเหลือร้อยละ12การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)จะสอดคล้องกับข้อตกลงของ COP21ณ ปี 2580 เท่ากับ 283 kgCO2/kWhหรือ 103,845พันตัน
  • ประมาณการค่าไฟฟ้าขายปลีกในช่วงปี 2561 – 2580 อยู่ระหว่าง 3.50-3.63 บาทต่อหน่วยหรือเฉลี่ย 3.58บาทต่อหน่วย
  • ให้ พน. มีการทบทวนใหม่ทุก 5 ปี หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายของแผนอย่างมีนัยสำคัญโดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้าการเป็นศูนย์กลางซื้อขายไฟฟ้าในภูมิภาค การเชื่อมโยงกับระบบจำหน่าย เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนในอนาคต
  • ให้ กบง. พิจารณาแนวทางการจัดหาโรงไฟฟ้าให้เป็นไปตามแผน PDP2018 ในหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการรับซื้อไฟฟ้า ระยะเวลา พื้นที่ ปริมาณและราคารับซื้อไฟฟ้า เทคโนโลยีและเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า รวมถึงประเด็นอื่นๆโดยคำนึงถึงความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภาคตะวันตกและภาคใต้ ความพร้อมและการยอมรับชนิดของเชื้อเพลิงในด้านสิ่งแวดล้อมเป็นต้น
  • มอบ กฟผ. ดำเนินการศึกษาและจัดทำแผนการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าของประเทศเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เพิ่มประสิทธิภาพ เป็นศูนย์กลางซื้อขายไฟฟ้า (Grid connection) ในภูมิภาค รวมถึงการเชื่อมโยงกับระบบจำหน่าย เพื่อให้สามารถรองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนในอนาคต (Grid Modernization)
  • ให้ กบง. และ กกพ. พิจารณาแนวทางการดำเนินการโครงการพลังงานแสงอาทิตย์โซลาร์ภาคประชาชน ปีละ100 เมกะวัตต์ 10 ปี ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

ข้อกำหนดพื้นที่ตั้งโครงการโรงไฟฟ้าขยะของผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP)

กพช.เห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.)โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เสนอขอปรับปรุงเงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ FiT สำหรับ SPP ในสถานที่ที่ตั้งโรงไฟฟ้า เป็นกรรมสิทธิ์ของ อปท. รูปแบบพิเศษหรือเอกชน

แนวทางการดำเนินการกับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP)ระบบ Cogeneration ที่สิ้นสุดอายุสัญญา

กพช. เห็นชอบการปรับปรุงช่วงเวลาการสิ้นสุดอายุสัญญาของ SPP ระบบ Cogeneration กลุ่มต่ออายุสัญญาให้ครอบคลุม SPP ระบบ Cogeneration เป็นปี 2559 – 2561 เพื่อให้สอดคล้องตามเจตนารมณ์ของมติ กพช. เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2559ประเภทสัญญา Firm ระบบ Cogeneration จำนวน 25 ราย โดยให้ SPP ระบบ Cogeneration ที่สิ้นสุดอายุสัญญาในปี 2559 -2568 ได้รับการต่ออายุสัญญาหรือก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ โดยให้ใช้เชื้อเพลิงตามสัญญาเดิมและได้รับอัตรารับซื้อไฟฟ้าสอดคล้องกับประเภทเชื้อเพลิง

และมอบ กกพ. พิจารณาต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าภายใต้หลักการตามมติ กพช. ดังกล่าวสำหรับโรงไฟฟ้าที่กำลังจะสิ้นสุดอายุสัญญาในปี 2562-2564 และไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ได้ทัน เพื่อให้สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ได้

สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว

  • กพช. เห็นชอบหลักการคิดอัตราค่าไฟฟ้า และหลักการของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการน้ำงึม 1 และโครงการเขื่อนเซเสด ฉบับใหม่มีสาระสำคัญหลัก คือ หลักการคิดอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ที่เป๊นปัจจุบันมีอายุสัญญา 1 ปี และสามารถต่อสัญญาต่อเนื่อง

 

กระทรวงพลังงานขับเคลื่อน B20 เข้าปั๊ม ประชุมด่วนหารือค่ายรถ ผู้ค้าน้ำมัน หนุนรถขนาดใหญ่ใช้มากขึ้น

กระทรวงพลังงานขับเคลื่อน B20 เข้าปั๊ม ประชุมด่วนหารือค่ายรถ ผู้ค้าน้ำมัน หนุนรถขนาดใหญ่ใช้มากขึ้น

วันที่ 22 มกราคม 2562 ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
เรียกประชุมค่ายรถบรรทุกขนาดใหญ่ และผู้ค้าน้ำมัน หารือเตรียมความพร้อมขานรับนโยบายนายกรัฐมนตรี ในการขยายการใช้น้ำมัน B20 ในรถขนาดใหญ่ สารพัดประโยชน์ ทั้งช่วยเกษตรกรสวนปาล์ม
ลดค่าใช้จ่ายภาคขนส่ง และยังสามารถช่วยลดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM.2.5)
ดร.ศิริ เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงาน โดยกรมธุรกิจพลังงาน ได้นัดค่ายรถบรรทุกขนาดใหญ่ นำโดยนายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย บจ. ฮีโน่มอเตอร์เซลล์ (ประเทศไทย) บจ. เดมเลอร์ คอมเมอร์เชียล วีอีเคิลส์ (ประเทศไทย) และ บจ.ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ ผู้ค้าน้ำมันดีเซล 16 ราย ได้แก่ บมจ. ปตท บจ. เซลล์แห่งประเทศไทย บมจ. เอสโซ่ (ประเทศไทย) บจ. เชฟรอน (ไทย) บมจ. บางจาก
คอร์ปอเรชั่น บมจ. ไทยออยล์ บมจ. ไออาร์พีซี บมจ. ซัสโก้ บจ. ซัสโก้ดีลเลอร์ส บจ. พี.ซี. สยามปิโตรเลียม บมจ. สยามเฆมี บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล บมจ.สตาร์ปิโตรเลียม บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี บมจ. ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก และ บมจ. ปตท.บริหารธุรกิจค้าปลีก ประชุมหารือแนวทางขับเคลื่อนนโยบายขยายการใช้ B20 ในรถขนาดใหญ่ ให้มากขึ้น โดยได้ข้อสรุปคือ ให้ค่ายรถยนต์ดังกล่าวเสนอรุ่นรถในเครือตนเองที่สามารถใช้ B20 ได้ ภายในวันพรุ่งนี้ (23 ม.ค.62)
ส่วนด้านสถานีบริการ ปตท. บางจาก ซัสโก้ ประกาศความพร้อม สามารถให้บริการได้รวมมากกว่า 10 แห่ง เร็วๆนี้

รมว. พลังงาน ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.เชียงใหม่ ตรวจเยี่ยมการลงทุนติดตั้งระบบอบแห้งแสงอาทิตย์ และ การผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ในโรงเรียนชนบท สร้างรายได้ให้เกษตรกรและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่ากระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงาน เดินทาง ตรวจราชการในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ระหว่างวันที่ 13-15 มกราคม 2562 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ เพื่อติดตามผลสัมฤทธิ์ของโครงการด้านพลังงานในการสนับสนุนการพัฒนา ชุมชนในที่ต่างๆ ดังนี้

ในวันที่ 13 มกราคม 2562  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ติดตามการใช้งานระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ (พาราโบลาโดม) ของบริษัทชาวไทยภูเขา (ฮิลล์คอฟฟ์) อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นโครงการที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้พัฒนาออกแบบและช่วยเงินลงทุนติดตั้งระบบ ในสัดส่วน 30% เป็นเงิน 485,800 บาท เพื่อใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและพัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟได้ให้สูงยิ่งขึ้น โดยพาราโบลาโดมจะช่วยลดระยะเวลาการตากเมล็ดกาแฟลงได้ถึง 5-10 วัน และทำให้ได้เมล็ดกาแฟ     มีรสชาติใหม่ ถูกสุขอนามัย ลดความเสียหาย ทำให้ผลผลิตออกมาเป็นเมล็ดกาแฟแบบ Honey process Wet process และ Dry Process สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรชาวเขาในพื้นที่ที่เพาะปลูกกาแฟได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี และพาราโบลาโดมยังถูกนำไปใช้เพื่อทำกล้วยตากได้ถึง 220 กิโลกรัมต่อปีอีกด้วย  นอกจากนี้ ยังได้     นำระบบเทคโนโลยีเพื่อมาต่อยอดให้เป็นสมาร์ทโดมที่สามารถรายงานผลและสั่งการผ่านโทรศัพท์มือถือ ในการควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ในระยะต่างๆ ของการอบแห้งกาแฟได้

โครงการจัดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์สำหรับโรงเรียนชนบท ณ โรงเรียนบ้านห้วยต้นตอง   อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและไฟฟ้าเข้าไม่ถึง โดยเมื่อปี 2549 พพ. ได้สนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดในวงเงินประมาณ 1.4 ล้านบาท เพื่อติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ ขนาดกำลังผลิตพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 36 กิโลวัตต์ชั่วโมง ใช้กับอาคารเรียน 2 ชั้น และในปี 2553 ได้ขยายผลกำลังการผลิตไฟฟ้า ของโครงการขึ้นอีก 3 กิโลวัตต์ เพื่อใช้กับอาคารเรียนชั้นอนุบาล อาคารสำนักงาน และโรงอาหาร และในปี 2561 พพ. ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าขึ้นอีก 10 กิโลวัตต์ พร้อมกับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนขนาด 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง ทั้งนี้ กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้นอกจากจะช่วยเพิ่มคุณภาพการศึกษาของนักเรียนระดับประถมศึกษากว่า 117 คน แล้วพลังงาน   ที่กักเก็บไว้ในแบตเตอร์รี่จะถูกนำมาช่วยเพื่อเตรียมการสอนของครูในช่วงค่ำ นอกจากนี้ ในบางโอกาสไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดนำไปใช้ในกิจกรรมของชุมชนชาวเขาที่อยู่บริเวณโดยรอบกว่า 800 คน จาก150 ครัวเรือน ซึ่งจะช่วยยกระดับความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนจากการมีไฟฟ้าใช้จากระบบเซลล์แสงอาทิตย์ได้เป็นอย่างดี

ก.พลังงาน ชี้แจงประเด็นข่าวการเตรียมเปิดประมูล IPP ตามแผน PDP ใหม่

ก.พลังงาน  ขอย้ำยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา และต้องรอการพิจารณาจาก กพช. และนำเสนอ ครม. ก่อน จึงนำมาจัดทำแผนดำเนินการได้

ดร. สมภพ  พัฒนอริยางกูล  ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า  ตามที่ปรากฎข่าวจากสื่อมวลชน ในวันนี้ (11 มค.) ว่า กระทรวงพลังงาน ได้เตรียมพร้อมเปิดการประมูลโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) รอบที่ 4 ในภาคตะวันตก กำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 1,400 เมกะวัตต์ ในช่วงปี 2562 – 2563 และจะจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบประมาณปี 2568 ซึ่งเป็นประเด็นเผยแพร่เนื้อหาข่าวในสื่อต่าง ๆ นั้น

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงงาน โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ขอชี้แจงว่า ขณะนี้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ (PDP) ยังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้ความเห็นชอบ ซึ่งเบื้องต้น จะมีกำหนดการประชุมในวันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม 2562  โดยกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมในแนวทางต่างๆ ทั้งในการประมูล หรือต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าทุกประเภทให้สอดคล้องกับแผน PDP ฉบับใหม่ รวมทั้งจะพิจารณาความต้องการไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศในช่วงขณะนั้นประกอบด้วย โดยเมื่อ กพช. ให้ความเห็นชอบและนำเสนอคณะรัฐมนตรีแล้ว กระทรวงพลังงานจะนำแผน PDP มาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผนดำเนินการหรือ Action Plan ต่อไป

แถลงการณ์กระทรวงพลังงานฉบับที่ 5/2562 สถานการณ์พายุโซนร้อน “ปาบึก”

แถลงการณ์กระทรวงพลังงานฉบับที่ 5/2562
สถานการณ์พายุโซนร้อน “ปาบึก” ที่ส่งผลต่อการผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย

กระทรวงพลังงาน : วันที่ 6 มกราคม 2562 เวลา 16.00 น.

รายงานความคืบหน้าสถานการณ์พายุโซนร้อนปาบึก (PABUK) ขณะนี้พายุได้เคลื่อนที่ผ่านประเทศไทยไปแล้ว ภาพรวมของการบริหารจัดการด้านพลังงานนั้น ได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย ทำให้สามารถผลิต ก๊าซธรรมชาติและกระแสไฟฟ้าได้ใกล้เคียงปริมาณปกติ รายละเอียดในแต่ละด้านประกอบด้วย

ด้านการผลิตก๊าซธรรมชาติ อุปกรณ์การผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย ปัจจุบันสามารถเริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติได้ตามปกติแล้ว และจากการตรวจสอบโดยละเอียด คาดว่าจะสามารถผลิตเต็มที่ได้ในวันที่ 7 มกราคม 2562 ทั้งนี้ได้ใช้การผลิตก๊าซ LNG เต็มกำลังสำรอง 1,400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อไปตลอดช่วงฉุกเฉิน

ด้านไฟฟ้า ในส่วนของโรงไฟฟ้าไม่มีความเสียหายและสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามปกติ แต่จะมีเพียง บางพื้นที่ที่เสาไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้รับความเสียหาย คาดว่าจะสามารถกู้กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

ด้านน้ำมันและสถานีบริการ สถานีบริการในทุกพื้นที่สามารถเปิดบริการได้ตามปกติ

ด้านการให้ความช่วยเหลือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกลุ่มบริษัท ปตท. ยังคงให้ ความช่วยเหลือประชาชนด้วยการแจกจ่ายถุงยังชีพและน้ำดื่ม

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน คาดว่า การบริหารจัดการด้านพลังงานในทุกๆ ด้านจะสามารถกลับสู่สภาวะปกติภายใน 1 – 2 วันนี้ กระทรวงพลังงานและหน่วยงานในสังกัดได้เร่งประสานให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง

แถลงการณ์กระทรวงพลังงานฉบับที่ 4/2562 สถานการณ์พายุโซนร้อน “ปาบึก”

แถลงการณ์กระทรวงพลังงานฉบับที่ 4/2562
สถานการณ์พายุโซนร้อน “ปาบึก” ที่ส่งผลต่อการผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย

กระทรวงพลังงาน : วันที่ 5 มกราคม 2562 เวลา 16.00 น.

รายงานความคืบหน้าสถานการณ์พายุโซนร้อนปาบึก (PABUK) ต่อการผลิตปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทย ซึ่งขณะนี้ สถานการณ์ในส่วนของการผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่อ่าวไทยถือว่าได้คลี่คลายแล้ว บริษัท ผู้ประกอบกิจการพลังงานได้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจอุปกรณ์บนทุกแท่นผลิตปิโตรเลียมและเร่งดำเนินการให้สามารถกลับมาผลิตปิโตรเลียมเพื่อรองรับการใช้ของประชาชน รายละเอียดการดำเนินการมีดังนี้

ด้านการผลิตก๊าซธรรมชาติ จากการเข้าตรวจสอบ พบว่า ไม่มีอะไรเสียหาย สามารถกลับมาผลิตก๊าซธรรมชาติได้ในวันที่ 6 มกราคม 2562 และจะสามารถผลิตได้อย่างเต็มที่ วันที่ 7 มกราคม 2562

ด้านไฟฟ้า ในส่วนของโรงไฟฟ้าไม่มีความเสียหายและสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามปกติ
แม้สถานการณ์จะคลี่คลายแล้ว กระทรวงพลังงานและหน่วยงานในสังกัด จะได้เตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย ร่วมกับรัฐบาล อย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ ต่อไป

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานและหน่วยงานในสังกัด ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

ปลัดกระทรวงพลังงานติวเข้มข้าราชการและเจ้าหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายปี 2562 สู่การปฎิบัติ มุ่งประสิทธิภาพ

ปลัดกระทรวงพลังงานติวเข้มข้าราชการและเจ้าหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายปี 2562 สู่การปฎิบัติ มุ่งประสิทธิภาพ

วันนี้ (4 มกราคม 2562) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิด การสัมมนา “การสื่อสารนโยบายสู่ภาคปฏิบัติของกระทรวงพลังงาน ปี 2562”ว่า การสัมมนาดังกล่าว กระทรวงพลังงานจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อให้บุคลากรของกระทรวงพลังงานทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค โดยเฉพาะพลังงานจังหวัดซึ่งถือเป็นด่านหน้าที่สำคัญ ช่วยนำข้อมูล ข้อเท็จจริงด้านพลังงานต่าง ๆ ไปสื่อสารต่อยังประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะนโยบายที่สำคัญที่อยู่ในความสนใจของสาธารณะ อาทิ การประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ-บงกช แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP2018) การบริหารปาล์มน้ำมันผ่าน B7 B20 ตลอดจนโครงการโซลาร์เซลล์บนหลังคา เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความรู้ด้านพลังงาน ช่วยส่งเสริมให้ประชาชน เกิดทัศนคติที่ดีต่อกระทรวงพลังงาน พร้อมให้ความร่วมมือในการพัฒนาโครงการต่างๆ ของกระทรวงพลังงาน และให้การสนับสนุนนโยบายต่างๆ ทางด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง
“พลังงานจังหวัดมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนสร้างความเข้าใจและทัศนคติที่ดีต่อนโยบาย ด้านพลังงานให้เกิดขึ้นกับภาคประชาชน โดยประเด็นที่พลังงานจังหวัดต้องคำนึงถึงในการปฏิบัติงานคือ การมีข้อมูลพื้นฐานด้านพลังงานในพื้นที่จังหวัด ติดตามนโยบาย/มาตรการของส่วนกลาง การมีส่วนร่วมในการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดอย่างสม่ำเสมอ การสร้างเครือข่ายการทำงานในพื้นที่กับภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา การบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ การถ่ายทอดความรู้ระหว่างบุคลากร รวมทั้งการมีธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน” ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าว
ในโอกาสนี้ ปลัดกระทรวงพลังงานยังได้กล่าวในการปาฐกถาเกี่ยวกับนโยบายพลังงานสู่การปฏิบัติว่า ทิศทางการดำเนินงานที่สำคัญๆ ในปี 2562 มีดังนี้ ด้านไฟฟ้า หลังจากจัดทำร่างแผน PDP ฉบับใหม่แล้ว ก็มีโครงการศึกษาการปรับโครงสร้างเพื่อรองรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าใช้เองและส่งขายให้การไฟฟ้า(Prosumer) โครงการศึกษา SPP Power Pool การสร้างโรงไฟฟ้าพระนครใต้ทดแทนเครื่องที่ 1-5 การศึกษาความเหมาะสมของโซลาร์ลอยน้ำ การจัดตั้ง One Stop Service การจัดตั้งโรงไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ

ด้านน้ำมัน เห็นชอบและประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ…. การศึกษาการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้สะท้อนและเกิดการแข่งขันเพิ่มขึ้น โครงการระบบขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และศึกษาแนวทางการส่งเสริมการใช้ B10
ด้านก๊าซธรรมชาติ หลังจากเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ-บงกชสำเร็จในปีที่ผ่านมา ปีนี้ก็มีภารกิจต่อเนื่องในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเรื่องการนำเข้า LNG โดยปี 2562 จะดูเรื่องการนำเข้า LNG 1.5 ล้านตันเพื่อทดสอบระบบเชื่อมต่อระบบส่งก๊าซธรรมชาติและสถานี LNG แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access -TPA)
ด้านพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน มีแผนขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System-ESS) รวมถึงมีการบังคับใช้เกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงานสำหรับอาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยขนาด 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป
นอกจากนี้ ด้านองค์กร จะจัดทำแนวทางปฏิบัติที่ดี (Code of Conduct) การพัฒนาศูนย์สารสนเทศแห่งชาติ

โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และบุคลากรกระทรวงพลังงาน ได้ร่วมกันแสดงสัญลักษณ์ต่อต้านการคอรัปชั่น เพื่อแสดงเจตจำนงในการบริหารงานด้วยความสุจริต โปร่งใส และมีธรรมาภิบาล

 

 

 

 

 

 

 

แถลงการณ์กระทรวงพลังงานฉบับที่ 3/2562 สถานการณ์พายุโซนร้อน “ปาบึก”

แถลงการณ์กระทรวงพลังงานฉบับที่ 3/2562
สถานการณ์พายุโซนร้อน “ปาบึก ” ที่ส่งผลต่อการผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย

​กระทรวงพลังงาน : วันที่ 4 มกราคม 2562 เวลา 16.00 น.

รายงานความคืบหน้าสถานการณ์พายุโซนร้อนปาบึก (PABUK) ต่อการผลิตปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทย ขณะนี้พายุได้เคลื่อนตัวผ่านบริเวณแท่นผลิตปิโตรเลียมโดยไม่ได้สร้างความเสียหาย ซึ่งถือว่าผ่านช่วงที่วิกฤตที่สุดต่อการผลิตปิโตรเลียมไปแล้ว และได้ส่งพนักงานเข้าไปสำรวจเพื่อเตรียมการผลิต ส่วนความคืบหน้าการติดตามและบริหารสถานการณ์พลังงานมีรายละเอียด ดังนี้
ด้านการผลิตก๊าซธรรมชาติ การผลิตจากอ่าวไทย พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) และจากสหภาพเมียนมา อยู่ที่ระดับประมาณ 2,725 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าระดับการผลิตตามปกติ โดยได้มีการบริหารจัดการด้วยการส่ง LNG เข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นเป็นระดับ 1,400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และลดการส่งไปในภาคปิโตรเคมี ทำให้สามารถจัดสรรก๊าซฯ ไปยังภาคไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรมและ NGV ได้ตามแผน และมีปริมาณก๊าซฯ เพียงพอที่จะรองรับสถานการณ์จนกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ บริษัทผู้ประกอบกิจการปิโตรเลียมมีแผนที่จะส่งพนักงานเข้าไปสำรวจสภาพแท่นและความพร้อมของอุปกรณ์ และ จะเคลื่อนย้ายพนักงานบางส่วนกลับเข้าไปทำงานนอกชายฝั่งตั้งแต่วันนี้ และมีแผนที่จะเริ่มการผลิตตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม และคาดว่าจะทยอยกลับมาผลิตได้ตามปกติตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม เป็นต้นไป
​ด้านไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยศูนย์บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินดูแลระบบไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมทั้งโรงไฟฟ้า สถานีส่งและระบบส่งไฟฟ้า โดยเฉพาะการเฝ้าระวังระดับน้ำ ที่ท่วมในพื้นที่ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานีส่งไฟฟ้า และมีมาตรการรองรับกรณีระดับน้ำสูงไว้แล้ว
ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซหุงต้ม ประชาชนได้รับทราบว่ามีการจัดเตรียมน้ำมันสำรองเพียงพอต่อความต้องการใช้ ทำให้ไม่เกิดความตระหนกและกักตุนน้ำมันและก๊าซหุงต้ม รวมถึงผู้ค้าน้ำมันได้มีการจัดส่งน้ำมันอย่างเพียงพอ
ด้านการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้จัดเตรียมถุงยังชีพ จำนวน 1,000 ถุง และ กลุ่มบริษัท ปตท. ได้จัดส่งถุงยังชีพ จำนวน 2,000 ถุง ซึ่งจัดส่งถึงพื้นที่ภาคใต้เรียบร้อยแล้ว และจะจัดส่งเพิ่มเติมอีก 4,000 ชุด ลงไปในพื้นที่อีกภายในวันที่ 5 มกราคม ต่อไป
​ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานและหน่วยงานในสังกัด ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

แถลงการณ์กระทรวงพลังงานฉบับที่ 2/2562 สถานการณ์พายุโซนร้อน “ปาบึก”

แถลงการณ์กระทรวงพลังงานฉบับที่ 2/2562

สถานการณ์พายุโซนร้อน “ปาบึก” ที่ส่งผลต่อการผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย

 กระทรวงพลังงาน : วันที่ 3 มกราคม 2562 เวลา 16.00 น.

รายงานความคืบหน้าสถานการณ์พายุโซนร้อนปาบึก (PABUK) ต่อการผลิตปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทย ณ ปัจจุบันมีการอพยพเจ้าหน้าที่แล้ว 2,635 คน และเหลือปฏิบัติหน้าที่อยู่ 246 คน การอพยพของเจ้าหน้าที่แต่ละบริษัทเป็นไปโดยสวัสดิภาพ โดยพายุอยู่ห่างจากแท่นบงกชประมาณ 500 km คาดว่าจะผ่านแท่นในเวลา 04:00 น. ของวันที่ 4 ม.ค.62

ด้านการผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ ขณะนี้ยังไม่มีการหยุดผลิตเพิ่มเติม ข้อมูลล่าสุด ก๊าซธรรมชาติลดลงในปริมาณเท่าเดิมที่ 600 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วันจากการหยุดผลิตของแหล่งบงกชเหนือ (แหล่งบงกชใต้ หยุดซ่อมบำรุงตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม) และน้ำมันดิบลดลง 27,000 บาร์เรล/วัน  อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแหล่งก๊าซธรรมชาติไพลินเหนือสามารถกลับมาผลิตได้อีกครั้งเร็วกว่าแผนหลังจากหยุดซ่อมบำรุง ทำให้มีก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเข้าระบบมากขึ้น รวมถึงในส่วนของก๊าซ LNG มีความพร้อมจ่ายได้สูงสุด 1,400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และในวันนี้เรือขนส่ง LNG ได้เข้าเทียบท่าแล้ว ซึ่งจะสามารถ    ส่งก๊าซ LNG เข้าระบบได้ เมื่อรวมกับ Inventory มีปริมาณ 10,800 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ทั้งนี้เรือลำถัดไป      จะเทียบท่าในวันที่ 7 ม.ค. 62) ทำให้ปริมาณสำรอง LNG มีมากเพียงพอในการรองรับสถานการณ์การหยุดผลิตจากพายุ รวมถึงสามารถจัดสรรก๊าซธรรมชาติให้กับภาคไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และ NGV ได้ตามแผน

ด้านไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีมาตรการเฝ้าระวังสถานการณ์ทั้งในส่วนของสถานีผลิตไฟฟ้าและระบบส่ง และสำรองจากเชื้อเพลิงอื่นเพิ่มมากขึ้น ทั้งน้ำมันดีเซล และน้ำมันเตาเพื่อให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอ รวมถึงการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว ในปริมาณสูงสุด นอกจากนี้ได้มีการประสานกับประเทศมาเลเซียเพื่อขอซื้อไฟฟ้าในกรณีฉุกเฉิน และจัดเตรียมอุปกรณ์หนักสำหรับแก้ไขปัญหาหากระบบผลิตและระบบส่งไฟฟ้าได้รับความเสียหายจากพายุ

ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซหุงต้ม กระทรวงพลังงานได้สั่งการให้ผู้ค้าน้ำมัน สำรองน้ำมันและจัดส่งให้เพียงพอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์พายุ ในส่วนของก๊าซหุงต้มมีปริมาณเพียงพอสำหรับการใช้ของประชาชน

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ได้จัดตั้ง ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน โดยจะหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามและรายงานสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ้

แถลงการณ์กระทรวงพลังงานฉบับที่ 1/2562 สถานการณ์พายุโซนร้อน “ปาบึก”

แถลงการณ์กระทรวงพลังงานฉบับที่ 1/2562
สถานการณ์พายุโซนร้อน “ปาบึก” ที่ส่งผลต่อการผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย

จากเหตุการณ์พายุโซนร้อนปาบึก (PABUK) บริเวณอ่าวไทย เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2562 ซึ่งอาจส่ง ผลกระทบต่อกิจกรรมการผลิตปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทย กระทรวงพลังงานได้ประสานข้อมูล สั่งการและติดตามร่วมกับบริษัทผู้ประกอบกิจการปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทยทั้ง 8 กลุ่มบริษัทอย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้ได้ มีการถอนตัวเจ้าหน้าที่ที่ไม่จำเป็นในการผลิตกลับขึ้นฝั่ง ณ จังหวัดสงขลาและจังหวัดชลบุรีโดยเรือและเฮลิคอปเตอร์ เรียบร้อยแล้วอย่างปลอดภัย

ผลจากพายุโซนร้อนครั้งนี้ บริษัทผู้ประกอบการจำเป็นต้องหยุดผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบบางส่วนเพื่อความปลอดภัย ทำให้ปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยลดลงจากการที่แหล่งบงกชเหนือหยุดการผลิตประมาณ 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันจากปริมาณการผลิตทั้งหมดในอ่าวไทยจำนวน 2,400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน สำหรับน้ำมันดิบหยุดการผลิตประมาณ 27,000 บาร์เรลต่อวันจากปริมาณการผลิตปัจจุบัน 100,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งในส่วนการผลิตน้ำมันดิบที่ลดลงนั้นยังไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ในประเทศ

กระทรวงพลังงานได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยใน การบริหารจัดการก๊าซธรรมชาตินั้น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จะส่งก๊าซธรรมชาติที่ถูกทำให้เหลว (LNG) เข้าระบบเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติที่ลดลง ในส่วนการผลิตไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้สำรองจากเชื้อเพลิงอื่นมากขึ้น โดยได้สำรองน้ำมันดีเซล และน้ำมันเตาทดแทนการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าอย่างเพียงพอหากจำเป็น รวมถึงการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจากต่างประเทศ สำหรับก๊าซหุงต้ม หรือ LPG ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ส่งเข้าโรงแยกก๊าซลดลง กรมธุรกิจพลังงานและบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จะบริหารจัดการให้มีปริมาณ LPG เพียงพอต่อการใช้ของประชาชน

ในภาพรวมกระทรวงพลังงานสามารถบริหารจัดการโดยไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและจะแจ้งให้ทราบอย่างต่อเนื่องต่อไป

……………………………………………………………………

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2562

วันนี้ (2 ม.ค. 62) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 62 รูป เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2562 โดยมี ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมพิธี ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

กระทรวงพลังงาน และกระทรวงพาณิชย์ ลงนาม MOU ขับเคลื่อนมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ โดยใช้น้ำมันปาล์มเพื่อผลิตไฟฟ้า

กระทรวงพลังงาน และกระทรวงพาณิชย์ ลงนาม MOU ขับเคลื่อนมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ โดยใช้น้ำมันปาล์มเพื่อผลิตไฟฟ้า

ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานร่วมในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) มาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ โดยการใช้น้ำมันปาล์มดิบผลิตกระแสไฟฟ้า ระหว่างกรมการค้าภายใน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน

สำหรับการ MOU ครั้งนี้ กฟผ. จะเป็นผู้รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ จำนวน 160,000 ตัน ในราคากิโลกรัมละ 18 บาท ส่งที่ท่าเทียบเรือโรงไฟฟ้าบางปะกง เพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกง

ด้านกรมการค้าภายใน จะสนับสนุนการจัดหาน้ำมันปาล์มดิบให้แก่ กฟผ. ตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีดำเนินมาตรการ รับสมัครผู้ประสงค์เสนอขายน้ำมันปาล์มดิบให้แก่ กฟผ. คัดเลือก และจัดสรรปริมาณขาย เพื่อให้ กฟผ. ทำสัญญาณจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งนี้ เพื่อให้ราคาผลปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรได้รับอยู่ในระดับสูงกว่า 3 บาทต่อกิโลกรัม

ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง

 

วันนี้ ( 24 ธันวาคม 2561)  ที่ ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมี ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานฯ ได้พิจารณา เรื่อง สำคัญ สรุปประเด็นได้ ดังนี้

ลดราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งในกลุ่มดีเซลและเบนซินลิตรละ 1 บาท โดย 50 สตางค์จากกองทุนน้ำมันฯและอีก 50 สตางค์จากค่าการตลาด

ที่ประชุม กบง. ได้ติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน 2561 มีแนวโน้มราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผ่อนปรนเงื่อนไขการคว่ำบาตรอิหร่านโดยสหรัฐและการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ และกลุ่มโอเปกพลัส ที่เพิ่มขึ้นในเดือนมกราคม 2562 นี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบลดจาก 80.05 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2561 คงเหลือที่ 53.56 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2561

เทียบเท่ากับราคาส่วนลดประมาณ 5.00 บาทต่อลิตร โดยที่เมื่อรวมส่วนลดราคาขายปลีกในวันนี้แล้ว ราคาขายปลีกดีเซลจะลดลง 4.60 บาทต่อลิตร และเรียกเก็บเข้ากองทุนน้ำมันฯ 0.35 บาทต่อลิตร และสำหรับราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินลดลง 5.00 บาทต่อลิตร และเรียกเก็บเข้ากองทุนน้ำมันฯ 1.40 บาทต่อลิตร

 

เนื่องจากมีเผยแพร่เอกสารเกี่ยวกับการเชิญชวนดำเนินการก่อสร้างโครงการกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้า(ดังแนบ) ซึ่งเป็นการแอบอ้าง ปลอมแปลงลายมือชื่อผู้บริหารกระทรวงพลังงาน
กระทรวงพลังงานขอเรียนว่าเอกสารฉบับดังกล่าว ไม่เป็นความจริง ซึ่งจะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้จัดทำอย่างเด็ดขาด
จึงเรียนมาเพื่อทราบ และไม่หลงเชื่อข้อมูลจากกลุ่มผู้กระทำการดังกล่าว

หากพบเจอโปรดแจ้งเบาะแสให้สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงานทราบ ที่เบอร์ 0 2140 7000  ขอบคุณครับ

นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชม “บ้านรักษ์พลังงาน” ในงานอุ่นไอรัก คลายความหนาว “สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์”

วันนี้ (18 ธันวาคม 2561 ) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเยี่ยมชม “บ้านรักษ์พลังงาน” ภายในงาน “อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์” ณ พระราชวังดุสิตและสนามเสือป่า โดยมี ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ  ทั้งนี้ “บ้านรักษ์พลังงาน” เป็นความร่วมมือระหว่าง กระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ก่อสร้างขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้รับความรู้เกี่ยวกับการประหยัดพลังงานภายในบ้าน รวมทั้งการก่อสร้างบ้าน การเลือกใช้วัสดุ การใช้พลังงานจากธรรมชาติอย่างเซลล์แสงอาทิตย์ ผู้สนใจสามารถเข้าชม “บ้านรักษ์พลังงาน” ภายในงานอุ่นไอรัก คลายความหนาว ได้ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 19 มกราคม 2562 และสามารถดาวน์โหลดแบบบ้านประหยัดพลังงานได้ที่ www.dede.go.th

 

 

กระทรวงพลังงานร่วมกิจกรรมจิตอาสา ““เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ””

วันนี้ (15 ธ.ค. 61) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดกิจกรรมจิตอาสาในนามรัฐบาล “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เดินรณรงค์ “คน รัก คลอง” … “ไม่ทิ้ง ไม่เท ทุ่มทำความดี” โดย ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน นำคณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมกิจกรรม ณ ทำเนียบรัฐบาล และบริเวณรอบคลองเปรมประชากร

รมว.เข้าร่วมงาน ไทย – ลาว ร่วมใจ จัดงาน “50 ปี สายส่ง สานสัมพันธ์ พลังงาน ลาว – ไทย มั่นยืน”

รำลึกเหตุการณ์สำคัญในอดีต จุดเริ่มต้นสัมพันธภาพพลังงานไฟฟ้าสองฝั่งโขง พร้อมผนึกพลังสานต่อความมั่นคงไฟฟ้าสู่อาเซียนในอนาคต และร่วมอนุรักษ์และปลูกฝังการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้หลอด LED ประหยัดพลังงาน เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประชาชนสองฝั่งโขง

ในปีนี้นับเป็นโอกาสพิเศษที่ครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ด้านพลังงานไทย – ลาว กระทรวงพลังงานของไทย และกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ของสปป.ลาว พร้อมทั้ง กฟผ. ฟฟล. และ จ.หนองคาย ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมรำลึกถึงรัฐพิธีเปิดสายส่งไฟฟ้าแรงสูงต้นแรก โดยจัดงานขึ้นทั้งในฝั่งไทยและฝั่งลาว ระหว่างวันที่ 13 – 14 ธันวาคม 2561 ภายใต้ชื่องาน “50 ปี สายส่ง สานสัมพันธ์ พลังงาน ลาว – ไทย มั่นยืน”  โดยในวันที่ 13 ธันวาคม 2561

กิจกรรมช่วงเช้าในฝั่งไทย ได้แก่ กิจกรรมนุ่งไทยใส่บาตรริมแม่น้ำโขง ที่ชุมชนตลาดท่าเสด็จ จ.หนองคาย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และพิธีเปิดนิทรรศการ “50 ปี ท่าเสด็จรำลึก ดุจแสงทองสาดส่องสองฝั่งโขงมหานที” ณ ชุมชนตลาดท่าเสด็จ อ.เมือง จ.หนองคาย เพื่อรำลึกถึงรัฐพิธีเปิดสายส่งไฟฟ้าแรงสูง และพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับกิจการด้านพลังงาน รวมถึงวิถีชีวิตของประชาชนริมฝั่งแม่น้ำโขงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีพิธีรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9 โดยได้รับเกียรติจาก อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และ อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ศิลปินแห่งชาติ ร่วมกันขับลำนำบทสดุดีกวีรำลึก และมีกิจกรรมจากชุมชนตลาดท่าเสด็จอีกมากมาย โดยนิทรรศการดังกล่าวจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ ระหว่างวันที่ 13 – 16 ธันวาคม 2561

สำหรับกิจกรรมช่วงบ่ายจัดขึ้นที่ฝั่ง สปป.ลาว ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไทย ท่านปริญญาเอกคำมะนี อินทิลาด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและบ่อแร่สปป.ลาว ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไทย ดร.สนอง ทองซะนะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมิตรภาพ พร้อมด้วยปลัดกระทรวงพลังงานไทย เอกอัครราชทูตไทยประจำสปป.ลาว และผู้ว่าการ กฟผ. ร่วมกิจกรรม “ร่วมประหยัดพลังงานวันนี้ เพื่ออนาคตและสิ่งแวดล้อมที่ดีวันหน้า” โดยร่วมเปลี่ยนหลอด LED ประหยัดพลังงาน ณ โรงพยาบาลมิตรภาพ นครหลวงเวียงจันทน์ ทั้งนี้ กฟผ. สนับสนุนงบประมาณ จำนวน 1,652,240 บาท บาท เพื่อเปลี่ยนหลอด LED ประหยัดพลังงาน จำนวน 4,793 หลอด ซึ่งภายหลังการติดตั้งแล้วเสร็จจะช่วยให้โรงพยาบาลมิตรภาพสามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 393,816 หน่วยต่อปี คิดเป็นค่าไฟฟ้าที่ลดลงประมาณ 1,070,597 บาทต่อปี และช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน ด้วยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 257 ตันต่อปี นับเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นพื้นฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับประชาชนทั้งสองฝั่งโขงในรุ่นต่อไป

รมว. ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดขอนแก่น

รมว. พลังงาน ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ขอนแก่น เยี่ยมชมอาคารต้นแบบอนุรักษ์พลังงานใช้พลังงานเป็นศูนย์ ติดตามโรงแปรรูปขยะชุมชนเพื่อผลิตเป็นไฟฟ้า กำลังผลิต 6 เมกะวัตต์ ช่วยกำจัดขยะในเทศบาลขอนแก่นได้สูงถึง 600 ตัน/วัน พร้อมรับทราบความคืบหน้าการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติแหล่งสินภูฮ่อม เพื่อผลิตไฟฟ้าในภาคอีสาน

ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงาน เดินทางตรวจราชการในจังหวัดขอนแก่น วันที่ 12 ธันวาคม 2561 ซึ่งเป็นภารกิจส่วนหนึ่งของการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ โดยติดตามโครงการด้านพลังงานที่สำคัญๆ ในพื้นที่ ได้แก่ โครงการอาคารต้นแบบที่ใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Energy Building) ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานของกองสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นอาคารที่มีแนวคิดปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ซึ่งมาจากภายนอกอาคาร เมื่อหักลบกับปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้เองจากอาคาร คิดคำนวณในแต่ละรอบปีต้องมีค่าเท่ากับศูนย์ ซึ่งถือเป็นแนวทางการประหยัดพลังงานไฟฟ้าภายในอาคารได้สูงสุด โดยเบื้องต้นอาคารจะสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ประมาณ 28,000 หน่วย/ปี เฉลี่ย 80 หน่วย/วัน หรือมีการผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าปริมาณการใช้งานประมาณ 8%

ทั้งนี้ อาคารต้นแบบฯ แห่งนี้ ได้ดำเนินมาตรการเพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่สำคัญ ๆ อาทิ ปรับปรุงหลังคาอาคารเพื่อป้องกันความร้อน และติดตั้งแผ่นโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้า ติดตั้งฟิล์มลดความร้อน ปรับปรุงระบบปรับอากาศ ด้วยเครื่องปรับอากาศชนิดไฮบริดจ์ ที่มีหลักการทำความเย็นด้วยความร้อนจากรังสีของแสงอาทิตย์ (Solar Cooling) ร่วมกับการใช้พลังงานไฟฟ้า ติดตั้งอุปกรณ์นำแสงธรรมชาติ (Skylight) มาผ่านตัวกรองรังสี UV และตัวกรองความร้อนไม่ให้เข้าสู่อาคาร เป็นต้น ภายหลังการปรับปรุงโครงสร้างอาคารและปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ดังกล่าวแล้ว อาคารมีการใช้พลังงานลดลงถึง 40% รวมทั้งพลังงานที่ใช้จริงประมาณ 60% ยังได้มาจากระบบการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยอาคารของมหาวิทยาลัยขอนแก่นนี้ ยังเป็นสถานที่ถ่ายทอดความรู้อาคารต้นแบบด้านการใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์อีกด้วย
การเยี่ยมชมโรงงานแปรรูปขยะมูลฝอยชุมชนเป็นพลังงานไฟฟ้าระบบปิด ที่ตำบลโนนท่อน อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โดยมีการใช้เทคโนโลยี เตาเผาแบบตะกรับ (Stoker Type) ซึ่งเป็นระบบปิดทั้งหมดไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในการแปรรูปขยะ โดยโรงงานสามารถกำจัดขยะมูลฝอยจากชุมชนได้ 600 ตันต่อวัน มีการผลิตกระแสไฟฟ้า กำลังผลิตติดตั้ง 6 เมกะวัตต์ และปริมาณเสนอขายไฟฟ้า 4.5 เมกะวัตต์ ช่วยให้เกิดการกำจัดขยะในเทศบาลเมืองขอนแก่น ลดปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อม
กระทรวงพลังงาน ยังได้ตรวจเยี่ยมสถานีผลิตก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม ที่ตำบลกุดน้ำใส อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ดำเนินโครงการโดย พีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด มีอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติเฉลี่ย 110 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยแหล่งก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม ถือเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติทีสำคัญของภาคอีสาน และในปี 2562 บริษัท พีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด มีแผนดำเนินโครงการพัฒนา โดยเจาะหลุมเพื่อรักษากำลังผลิตปิโตรเลียมเพิ่มเติมอีกจำนวน 2 หลุม จากปัจจุบันที่มีจำนวนหลุมผลิต 5 หลุม นอกจากนี้ด้านผลตอบแทนจากค่าภาคหลวงปิโตรเลียม จากแหล่งสินภูฮ่อมที่ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550- 2561 พบว่าสามารถจัดเก็บค่าภาคหลวงได้ทั้งสิ้นประมาณ 10,676 ล้านบาท

ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานนิทรรศการและการประชุมFuture Energy Asia 2018

ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดงานนิทรรศการและการประชุม Future Energy Asia 2018 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนา  งานนิทรรศการ ฯ จัดขึ้นภายใต้จุดมุ่งหมายในการประสานความร่วมมือและส่งเสริมการเจรจาทางธุรกิจด้านพลังงานของภูมิภาคทั้งในส่วนของก๊าซธรรมชาติแอลเอ็นจีและโรงไฟฟ้าเพื่อประสานความร่วมมือกันระหว่างผู้นำในท้องถิ่นและระดับประเทศจากอุตสาหกรรมพลังงาน

งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 14 ธันวาคม 2561 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนา  โดยคาดว่าจะดึงดูดผู้ประกอบการภาคธุรกิจมากกว่า 15,000 คนบริษัทร่วมออกงานกว่า 600 รายและผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 4,000 คน

กระทรวงพลังงาน ขอเชิญร่วมชมนิทรรศการ และรับฟังความรู้เรื่อง “บ้านรักษ์พลังงาน” ณ งานอุ่นไอรัก คลายความหนาว “สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์” ระหว่างวันที่ 9 ธันวาคม 2561 ถึงวันที่ 19 มกราคม 2562

จากพระราชปณิธานที่หมายมั่นของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ที่จะทรงบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับอาณาประชาราษฎร์ ให้อยู่รอดปลอดภัยจากภยันตรายนานัปการ มีผืนแผ่นดินให้ประชาราษฏร์ได้อยู่อาศัย และดำเนินวิถีชีวิตอย่างมีความสุข จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม  ให้หน่วยงานราชการในพระองค์ฯ หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน จัดงานพระราชทานความสุข ความรื่นเริงให้กับประชาชน ภายใต้ชื่องานว่า “อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์ ขึ้น ระหว่างวันที่ 9 ธันวาคม 2561 ถึงวันที่ 19 มกราคม 2562 ณ พระลานพระราชวังดุสิต และสนามเสือป่า เพื่อเผยแพร่ความรู้ ความงดงามของความเป็นไทย ช่วยกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมประเพณีไทย ภายในงานประชาชนจะได้สัมผัสกับบรรยากาศย้อนยุค ร่มรื่นด้วยต้นไม้นานานาพันธุ์ และความฉ่ำเย็นแห่งสายน้ำ

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานอุ่นไอรัก คลายความหนาว “สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์” ครั้งนี้  โดยได้ดำเนินการจัดนิทรรศการ “บ้านรักษ์พลังงาน” ที่มีแนวคิดเป็น บ้านของคนรุ่นใหม่ หัวใจสีเขียว และเป็นบ้านที่ผ่านการออกแบบเพื่อการประหยัดพลังงาน ตั้งแต่โครงสร้างและวัสดุ เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน รวมถึงมีการใช้พลังงานทดแทนภายในบ้าน และการใช้ระบบบำบัดน้ำเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน และสิ่งแวดล้อม

รายละเอียดสำคัญๆ ภายในนิทรรศการ “บ้านรักษ์พลังงาน” ณ งานอุ่นไอรัก ฯ ครั้งนี้ ได้แก่ ส่วนโครงสร้างและวัสดุ ผนัง จะใช้อิฐมวลเบาประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ฉาบปูนและทาสีอ่อนเพื่อช่วยลดความร้อน กระจก เป็นกระจกโฟลตสีตัดแสงพร้อมติดฟิล์มกรองแสงอาคาร ฝ้าใช้ใช้ยิปชั่มบอร์ดฉาบเรียบทาสี บุฉนวนใยแก้วกันความร้อน ซึ่งวัสุดทั้งหมดจะมีฉลากประสิทธิภาพสูงจากกระทรวงพลังงานรับรองว่าใช้แล้วช่วยประหยัดพลังงานแน่นอน

เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดภายในบ้าน จะมีฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าให้ผู้อยู่อาศัย บนหลังคาบ้านจะมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาการใช้ไฟฟ้าภายในบ้านได้ รวมไปถึงน้ำเสียที่ใช้แล้วภายในบ้านรักษ์พลังงานแห่งนี้ ยังผ่านระบบบำบัดน้ำ ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ในโถสุขภัณฑ์และยังสามารถนำกลับมารดน้ำต้นไม้โดยรอบบ้านได้ด้วย

กระทรวงพลังงาน จึงจะขอเชิญชวน ประชาชนที่เข้าร่วมงานอุ่นไอรักฯ  ครั้งนี้ ได้มาร่วมเยี่ยมชม และรับฟังความรู้เรื่องบ้านรักษ์พลังงานแห่งนี้  ซึ่งจะช่วยให้เป็นต้นแบบ  ตัวอย่างของบ้านที่สามารถลดการใช้ไฟฟ้า ลดการใช้น้ำ และยังจะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าของผู้อยู่อาศัย แถมยังช่วยลดโลกร้อนได้อีกด้วย

 

ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกให้ไปศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น

ประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน

เรื่อง ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกให้ไปศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น

Download (PDF, 544KB)

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม  คลิกที่นี่

พิธีทำบุญตักบาตรและถวายพานพุ่ม เนื่องในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา ร.9 ณ ท้องสนามหลวง

วันนี้ (5 ธ.ค. 61) ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรและถวายพานพุ่มราชสักการะ เนื่องในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ พุทธศักราช 2561 โดยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธี ณ ท้องสนามหลวง

มอบโล่รางวัลเกียรติยศให้กับผู้ได้รับรางวัล จำนวน 25 รางวัล จากการประกวดบ้านจัดสรรอนุรักษ์พลังงานดีเด่น ปี 2561 โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน  (พพ. ) พร้อมผลักดันผู้ประกอบการบ้านจัดสรรและรับสร้างบ้านเดินหน้าออกแบบสร้างบ้านอนุรักษ์พลังงาน กับ 25 รางวัลการันตีมาตรฐานของบ้านอนุรักษ์พลังาน ทางเลือกใหม่ของคนอยากมีบ้าน อยู่อาศัยแบบประหยัดพลังงาน
วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561  กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน  (พพ.) ได้จัดให้มีการมอบโล่รางวัลเกียรติยศให้กับผู้ได้รับรางวัล จำนวน 25 รางวัล จากการประกวดบ้านจัดสรรอนุรักษ์พลังงานดีเด่น ปี 2561 โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ เป็นประธาน ณ ห้อง MAYFAIR BALLROOM A ชั้น 11 THE BERKELEY HOTEL PRATUNAM กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พลังงานในบ้านอยู่อาศัยที่ถือเป็นสิ่งพื้นฐานในการดำรงชีวิตของประชาชน และดำเนินการส่งเสริมให้บ้านอยู่อาศัยสามารถประหยัดพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการมีความรู้ความเข้าใจและสามารถนำแนวคิดดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการสร้างบ้านประหยัดพลังงานสู่ผู้บริโภค จึงได้ริเริ่มจัดการประกวดบ้านจัดสรรอนุรักษ์พลังงานดีเด่นขึ้นครั้งแรกในปี 2548 และจัดการประกวดต่อเนื่องมาในปี 2550, 2551, 2557, 2559, 2560 ตามลำดับ
จากผลสำเร็จในภาพรวมของโครงการตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบันมีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดทั้งหมดรวมทั้งสิ้น 455 ผลงาน และมีผู้รับรางวัลรวมถึง 87 รางวัล สามารถกระตุ้นให้ผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์เข้ามามีส่วนร่วมเกินกว่า 98 ราย โดยการประกวดในช่วง ปีแรกมุ่งเน้นประเภทแบบบ้านเป็นหลัก ต่อมาในปี 2551 เป็นต้นมา ได้เพิ่มการประกวดประเภทโครงการบ้านจัดสรรโดย มีหลักเกณฑ์การตัดสินที่พิจารณาทั้งในเรื่องการออกแบบทางวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม รวมถึงการจัดการสภาพแวดล้อม ซึ่งล้วนมีผลต่อการประหยัดพลังงานทั้งสิ้น ความสำเร็จและผลตอบรับจากการประกวดที่ผ่านมาช่วยส่งเสริมและกระตุ้นให้ผู้ประกอบการบ้านจัดสรรและธุรกิจรับสร้างบ้านเห็นความสำคัญในการออกแบบบ้านประหยัดพลังงานเพิ่มมากขึ้นโดยลำดับ เห็นได้จากโครงการบ้านจัดสรรต่างๆ ได้เริ่มมีการสร้างจุดขายเรื่องบ้านประหยัดพลังงานมากขึ้น และมีการเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีในการเลือกซื้อบ้านไปพร้อมกันด้วย
สำหรับการประกวดบ้านจัดสรรอนุรักษ์พลังงานดีเด่นในปี 2561 นี้ ได้มีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดทั้งสิ้นจำนวน 120 ผลงาน แบ่งเป็นประเภทบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ จำนวน 100 แบบ และประเภทโครงการจัดสรร จำนวน 20 โครงการ ผลการตัดสินมีผู้ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 25 รางวัล ประกอบด้วยรางวัลประเภทบ้าน 22 รางวัลและรางวัลประเภทโครงการจัดสรร 3 รางวัล โดยในการพิจารณาตัดสินได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่าง ๆ
นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันมีการเติบโตในภาคที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง และมีสัดส่วนการใช้พลังงานประมาณร้อยละ 15 ของการใช้พลังงานของประเทศ ซึ่งหากกล่าวในเรื่องของพลังงานแล้วถือเป็นหน้าที่ของกระทรวงพลังงานในการจัดหาและส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ การใช้พลังงานในบ้านอยู่อาศัยนั้นเกิดจากองค์ประกอบหลายส่วนไม่ว่าจะเป็นการใช้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ การปรับสภาพแวดล้อมที่ดีในการอยู่อาศัย เช่น การใช้เครื่องปรับอากาศ โดยเฉพาะประเทศไทยที่อยู่ในภูมิอากาศเขตร้อนชื้น จึงต้องคำนึงถึงวิธีการทำให้บ้านเย็นสบายซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะคิดถึงการติดตั้งเครื่องปรับอากาศเป็นอันดับแรก ทำให้บ้านต้องใช้พลังงานมาก โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้าและกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนด้วย แต่โดยแท้จริงแล้ว การสร้างบ้านให้อยู่สบายสามารถทำได้โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบปรับอากาศมากเกินไป โดยเริ่มตั้งแต่การออกแบบบ้านที่ถูกต้อง การจัดวางตำแหน่งและทิศทางให้เหมาะสมกับภูมิอากาศและสภาพแวดล้อม มีการใช้ประโยชน์จากลมและแสงธรรมชาติ การเลือกใช้วัสดุที่ช่วยประหยัดพลังงาน เช่น ฉนวนกันความร้อน สิ่งเหล่านี้นำไปสู่แนวคิดเรื่องบ้านประหยัดพลังงานซึ่งเป็นบ้านที่มีความน่าอยู่และลดการใช้พลังงานลงด้วย เพราะบ้านประหยัดพลังงานจะสามารถลดการใช้พลังงานลงได้ถึง 20% ขึ้นไป และสามารถคืนทุนได้ภายใน 3-5 ปี กระทรวงพลังงานเองมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในบ้านอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องและส่งเสริมกิจกรรมเรื่องบ้านให้มีความหลากหลาย ซึ่งภายหลังจากการมอบรางวัลบ้านจัดสรรอนุรักษ์พลังงานดีเด่นในวันนี้แล้ว จะได้มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ผลงานของท่านทั้งหลายให้ประชาชนได้ทราบในวงกว้างต่อไป
ประชาชน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ประกอบการหรือแบบบ้านที่ได้รับรางวัลจากการประกวดบ้านจัดสรรอนุรักษ์พลังงานดีเด่น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการซื้อบ้าน ได้ที่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานกระทรวงพลังงาน โทร. 0-2223-0021-9 ต่อ 1182, 1547

คณะกรรมการฯ SEA ประกาศรายชื่อที่ปรึกษาที่ได้รับการคัดเลือกบริหารโครงการการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์สำหรับพื้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้

คณะกรรมการฯ SEA ประกาศรายชื่อที่ปรึกษาที่ได้รับการคัดเลือกบริหารโครงการการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์สำหรับพื้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้ ยืนยันเฟ้นหาที่ปรึกษาโครงการ จาก 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำของไทยที่ยื่นข้อเสนอ ด้วยเกณฑ์พิจารณาเข้มข้นและโปร่งใส มั่นใจได้ผู้ศึกษาโครงการฯ ที่เหมาะสม พร้อมเซ็นสัญญาภายในต้นเดือน ธ.ค. และเริ่มดำเนินการศึกษาได้ทันที

                นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ในฐานะประธานร่วมคณะกรรมการกำกับการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) สำหรับพื้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ เปิดเผยว่า วันนี้  (19 พ.ย.) ได้มีการจัดประชุมคณะกรรมการกำกับการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์สำหรับพื้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ (SEA)  เป็นครั้งที่ 8 โดยคณะกรรมการฯ ขอแจ้งความคืบหน้าที่สำคัญ คือ การพิจารณาข้อเสนอโครงการการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์สำหรับพื้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้ ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้เปิดรับสมัครผู้สนใจยื่นข้อเสนอโครงการฯ ในเว็บไซด์ของกระทรวงพลังงาน (www.energy.go.th) โดยมีกำหนดเวลาให้ผู้ที่สนใจยื่นข้อเสนอโครงการ ฯ กลับมายังกระทรวงพลังงาน ระหว่างวันที่ 17 กันยายน ถึง 5 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาเปิดรับข้อเสนอโครงการตามประกาศสำนักงาน กกพ. เรื่อง การเปิดรับข้อเสนอโครงการเพื่อการส่งเสริมสังคมและประชาชนให้มีความรู้ ความตระหนัก และมีส่วนร่วมทางด้านไฟฟ้า ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 โดยสาระสำคัญจะมีกรอบวงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาท เบื้องต้นพบว่ามีผู้ยื่นเสนอโครงการทั้งสิ้น 3 ราย ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์บริการวิชาการสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทั้ง 3 ราย คณะกรรมการ ฯ ได้ใช้เกณฑ์การพิจารณาประกอบด้วย เกณฑ์การพิจารณากลั่นกรองตามที่สำนักงาน กกพ. กำหนด อาทิ ความสำคัญและความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ประสิทธิผลของโครงการ ประสิทธิภาพของโครงการ เป็นต้น

รวมทั้ง เกณฑ์การพิจารณากลั่นกรองในรายละเอียด อาทิ กรอบแนวคิด ขอบเขตและขั้นตอนการดำเนินงานสอดคล้องกับ TOR การแสดงให้เห็นวิธีการและกระบวนการทำงาน กระบวนการมีส่วนร่วมและการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง ประสบการณ์ในการจัดทำหรือการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) รวมทั้งคุณสมบัติบุคลากร ซึ่งขณะนี้ คณะกรรมการ ฯ ได้พิจารณาข้อเสนอต่างๆ จากผู้ยื่นเสนอโครงการ จากสถาบันการศึกษาทั้ง 3 แห่ง และได้พิจารณาเลือกศูนย์บริการวิชาการสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์เป็นที่ปรึกษาโครงการ

สำหรับแนวทางการดำเนินการต่อไป กระทรวงพลังงานจะส่งรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกให้สำนักงาน กกพ. คาดว่าจะสามารถเซ็นสัญญาได้ภายในต้นเดือนธันวาคม 2561 และจะเริ่มดำเนินการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์สำหรับพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ โดยกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ คาดว่าจะได้ผลการศึกษาทั้งหมดภายในเวลา 9 เดือน  เพื่อให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายการพัฒนาและจัดหาพลังงานในภาคใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับจากประชาชน และสนับสนุนให้กระทรวงพลังงานสามารถปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ได้อย่างมีรูปธรรม รวมทั้งส่งเสริมให้ภาคสังคมและประชาชนมีความรู้ และมีส่วนร่วมทางด้านไฟฟ้าเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน

 

พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2561 จ.พระนครศรีอยุธยา

วันนี้ (16 พฤศจิกายน 2561) ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ร่วมถวายผ้าพระกฐินพระราชทานประจำปี  2561 ตามราชประเพณีที่สืบต่อกันมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน ผ้าพระกฐินให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กร สมาคม มูลนิธิ บริษัทห้างร้าน และประชาชนทั่วไป ที่มีจิตศรัทธานำไปถวายพระสงฆ์ที่จำพรรษาในพระอารามหลวงทั่วประเทศ ซึ่งกรมการศาสนาในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้ออกประกาศเชิญชวนให้รับทราบ และที่ผ่านมากระทรวงพลังงาน ได้ขอรับพระราชทานผ้าพระกฐินเป็นประจำต่อเนื่องทุกปี โดยในปีนี้ได้นำผ้ากฐินพระราชทานมาถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษา รวมเป็นจำนวนเงิน 1,735,505.01 บาท และถวายชุดรางไฟพร้อมหลอดไฟ จำนวน 100 หลอด เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ณ วัดพรหมนิวาสวรวิหาร อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 

การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 36 ได้บรรลุความร่วมมือที่สร้างความมั่นคงด้านพลังงานในอาเซียนอย่างยั่งยืน ทั้งด้านการซื้อขายไฟฟ้าพหุภาคีในภูมิภาค การเชื่อมโยงโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติ การพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และการส่งเสริมเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงานและคณะผู้แทนจากประเทศไทย เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 36 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (36th ASEAN Ministers on Energy Meeting and Associated Meetings: 36th AMEM) ภายใต้ธีม Transforming Energy : Invest, Innovate, Integrate ระหว่างวันที่ 25 – 30 ตุลาคม 2561 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และปลัดกระทรวงพลังงาน จากทั้ง 10 ประเทศอาเซียน และ         8 ประเทศคู่เจรจา ประกอบด้วย ออสเตรเลีย อินเดีย นิวซีแลนด์ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา และ 2 องค์กรระหว่างประเทศ ประกอบด้วย ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (IRENA)  ซึ่งการประชุมฯ ครั้งนี้ ได้ติดตามการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียน (ASEAN Plan of Action on Energy Cooperation: APAEC) ปี 2559-2568 ระยะที่ 1 ระหว่างปี 2559-2563 ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงและการบูรณาการด้านพลังงาน โดยในการประชุมจะมีการรับรองถ้อยแถลงร่วม (Joint Ministerial Statement of the 36th AMEM) ซึ่งมีประเด็นสำคัญได้แก่

ด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการอนุรักษ์พลังงาน

  • ความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยสามารถลดความเข้มการใช้พลังงาน (Energy Intensity) ในปี 2559 ได้ถึง 21.9% เทียบจากปีฐาน 2548 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 20% ภายในปี 2563
  • การผลักดันให้มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Building Code) ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงการความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างอาเซียนและเยอรมัน (AGEP)
  • ยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยการจัดทำมาตรฐานขั้นสูง และดำเนินข้อตกลงที่เป็นข้อตกลงในอาเซียน เพื่อยอมรับผลการตรวจสอบด้านพลังงานของผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิกส์ในระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN Sectoral Mutual Recognition Arrangement for Electrical & Electronic Equipment : ASEAN EE MRA)

การดำเนินงานร่วมกับ IEA ในการพัฒนานโยบายพลังงานและเสริมสร้างศักยภาพในการลงทุนและการจัดหาเงินทุนสำหรับอาเซียนในอนาคต

  • ริเริ่มจัดทำแนวทางการเสริมสร้างศักยภาพในการลงทุนและการจัดหาเงินทุนสำหรับอาเซียนในอนาคต(Capacity Building Roadmap on Energy Investment and Financing) เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการลงทุนและการวิเคราะห์ทางด้านการเงินสำหรับโครงการด้านพลังงาน
  • จัดทำแนวทางการดำเนินงานที่สามารถตอบสนองต่อความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

การร่วมมือเพื่อบรรลุเป้าหมายของอาเซียนต่อพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)

  • อาเซียนได้ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างอาเซียนและทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (IRENA) เพื่อผลักดันให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนในอาเซียนให้ได้ตามเป้าหมาย 23% ในปี 2568 ซึ่งในปี 2559 มีสัดส่วนอยู่ที่ 12.4%

เสริมสร้างศักยภาพด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อประชาชน

  • ร่วมมือกับจีน แคนาดา และองค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ในการสร้างขีดความสามารถด้านความปลอดภัยและความมั่นคงนิวเคลียร์ รวมทั้งสนับสนุนการศึกษาความเป็นไปได้สำหรับการพัฒนาโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในอาเซียนที่กำลังดำเนินการอยู่ และกฎระเบียบ ความปลอดภัย และความเข้าใจของประชาชนในเรื่องพลังงานนิวเคลียร์

การส่งเสริมเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด

– มีการเผยแพร่กรณีศึกษาเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดปรับปรุงคุณภาพถ่านหินในอินโดนีเซีย และรูปแบบการจัดหาเงินทุน (Financial Model) ในเวียดนาม เพื่อสร้างโอกาสการลงทุนถ่านหินในอาเซียน

– ได้มีการส่งเสริมประสิทธิภาพและการใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดมาตรฐานสูงในอาเซียน และไทยได้ริเริ่มการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี จึงได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการด้านถ่านหินที่เกี่ยวข้องกับความห่วงใยด้านสิ่งแวดล้อมโลกในช่วงกลางปีนี้

การเสริมสร้างความร่วมมือด้านก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และการค้าในอาเซียน

– มีสถานีแปรสภาพก๊าซให้เป็นของเหลว (Regasification Terminal) จำนวน 8 สถานี ที่สามารถรองรับ LNG จาก 36.3 ล้านตันต่อปี และมีแผนที่ขยายให้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 27 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2568

– การจัดทำแผนแม่บทการซื้อ-ขาย เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและจัดทำร่างสัญญาซื้อขาย LNG สำหรับใช้ในอาเซียน

– มีการเผยแพร่ผลการศึกษา Gas Advocacy White Paper เพื่อสนับสนุนการใช้ก๊าซธรรมชาติและ LNG ผ่านช่องทางการตลาดที่มีความเชื่อมโยงกัน (ASEAN Common Gas Market) และการศึกษาต่อยอดเรื่อง Small-Scale LNG และ LNG Bunkering

การขยายการซื้อ-ขายไฟฟ้าพหุภาคีในอาเซียน

– โครงการซื้อขายไฟฟ้าระดับพหุภาคี LTM-PIP ที่เริ่มขึ้นมาตั้งแต่มกราคม 2561 และเริ่มซื้อขายไฟฟ้าแล้ว รวมจำนวน 15.9 ล้านหน่วย ซึ่งที่ประชุมก็ผลักดันให้มีประเทศอื่นๆ เข้าร่วมการซื้อขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เช่น สิงคโปร์ เมียนมา และให้มีการซื้อขายในลักษณะ Firm Contract

– การศึกษาการจัดตั้งสถาบันเพื่อรองรับการซื้อขายไฟในอาเซียน เพื่อควบคุมระบบไฟฟ้าและวางแผนระบบไฟฟ้าอาเซียน

สร้างแรงจูงใจด้านการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานหมุนเวียน

  • ในปีนี้มีได้มีการมอลรางวัล ASEAN Energy Awards 2018 รวม 63 รางวัล แบ่งเป็นรางวัลด้าน การอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานหมุนเวียน จำนวน 52 รางวัล และด้านเชิดชูเกียรติบุคคลด้านพลังาน จำนวน 11 รางวัล
  • ประเทศไทยได้รับรางวัลรวมทั้งหมด 25 รางวัล ซึ่งมากที่สุดในอาเซียน แบ่งเป็นด้านพลังงานหมุนเวียนและด้านอนุรักษ์พลังงาน ในระดับอาเซียนรวม 21 รางวัล และได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติบุคคลด้านพลังาน 4 รางวัล มีรายละเอียด ดังนี้

1) ด้านโครงการพลังงานหมุนเวียนดีเด่น ส่งประกวด 13 ผลงาน ได้รับ 13 รางวัล แบ่งเป็น

  • รางวัลชนะเลิศ จำนวน 6 รางวัล
  • รองชนะเลิศ อันดับ 1 จำนวน 4 รางวัล
  • รองชนะเลิศ อันดับ 2 จำนวน 3 รางวัล

2) ด้านบริหารจัดการพลังงานดีเด่น ส่งประกวด 7 ผลงาน ได้รับ 6 รางวัล แบ่งเป็น

  • รางวัลชนะเลิศ จำนวน 4 รางวัล
  • รองชนะเลิศ อันดับ 1 จำนวน 1 รางวัล
  • รองชนะเลิศ อันดับ 2 จำนวน 1 รางวัล

3) ด้านอาคารอนุรักษ์พลังงานดีเด่น ส่งประกวด 3 ผลงาน ได้รับ 1 รางวัล ได้แก่

  • รองชนะเลิศ อันดับ 2 จำนวน 1 รางวัล

4) ด้านอาคารเขียวดีเด่น ส่งประกวด 2 ผลงาน ได้รับ 1 รางวัล ได้แก่

  • รองชนะเลิศ อันดับ 1 จำนวน 1 รางวัล

5) รางวัลเชิดชูเกียรติบุคคลด้านพลังาน จำนวน 4 รางวัล ได้แก่

  • นายธรรมยศ  ศรีช่วย             อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน
  • นายวีระศักดิ์  พึ่งรัศมี             อดีตอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ
  • นายเทวินทร์ วงศ์วานิช    อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
  • นางสาวดารารัตน์ ฤทธิ์บุญญากร   อดีตผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน

อนึ่ง ประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการประชุมครั้งนี้ คือ ไทยได้นำเสนอแนวคิดการพัฒนาด้านพลังงานของไทยให้กับที่ประชุม ซึ่งได้รับความสนใจในบทบาทของไทยด้านพลังงานซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในเวทีอาเซียนในการช่วยเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาค รวมถึงองค์กรชั้นนำด้านพลังงานระดับโลก ที่จะพัฒนานโยบาย และศักยภาพเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของไทยและอาเซียนต่อไป

พิธีเปิดโครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 สำหรับรถโดยสาร องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.)

สานพลังหน่วยงานของรัฐสังกัดกระทรวงคมนาคมและกระทรวงพลังงาน สนับสนุนนโยบายเพิ่มการใช้พลังงานทดแทน ด้วยการนำร่องใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ในรถโดยสารสาธารณะ ขสมก. และ บขส. เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันไทย และลดมลภาวะทางอากาศ

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้เกียรติร่วมเป็นประธานใน พิธีเปิดโครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 สำหรับรถโดยสาร องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ณ อู่ ขสมก. เมกาบางนา ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยมี นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายประยูร ช่วยแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถองค์การ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ และ นายจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด ร่วมทำพิธีเปิดโครงการฯ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงนโยบายว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ที่มีความผันผวนและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น กระทรวงพลังงานได้มีการเตรียมความพร้อมรองรับ เพื่อไม่ให้ราคาน้ำมันส่งผลกระทบต่อค่าขนส่งสินค้า และค่าครองชีพของประชาชน ในขณะเดียวกันก็เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันด้วย จึงมีนโยบายให้จัดจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 โดยจำหน่ายสำหรับรถเฉพาะกลุ่มเท่านั้น คือ กลุ่มรถบรรทุก รถโดยสาร และเรือโดยสาร ซึ่งมีเป้าหมายในการจำหน่ายที่ 15 ล้านลิตรต่อวัน และคาดว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มดิบได้มากขึ้นจากเดิม 1.3 ล้านตันต่อปีเป็น 1.7 ล้านตันต่อปี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการให้บริการให้ผู้ใช้บริการรถขนส่งสาธารณะได้รับความสะดวกยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ตระหนักถึงการช่วยเหลือลดภาระของผู้มีรายได้น้อย แก้ไขปัญหาของสังคม จึงยินดีสนับสนุนนโยบายของกระทรวงพลังงานในการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 สำหรับรถโดยสารสาธารณะ โดยนำร่องจากรถโดยสารของหน่วยงานในสังกัด
กระทรวงคมนาคม คือ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.) จำนวน 5 คัน และ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) จำนวน 3 คัน ภายใต้การจัดจำหน่ายเชื้อเพลิงดีเซลหมุนเร็ว บี20 โดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
รองผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถองค์การ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ กล่าวถึงความร่วมมือในโครงการฯ ว่า ขสมก. มีความยินดีในการเข้าร่วมโครงการศึกษาการใช้น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมไบโอดีเซล ร้อยละ 20 ในเครื่องยนต์รถโดยสารของ ขสมก. เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยจะทำการทดลองในรถโดยสารธรรมดาสาย 145 อู่เมกาบางนา ถึง อู่หมอชิต 2 จำนวน 5 คัน ประมาณการใช้น้ำมันอยู่ที่ 400 ลิตรต่อวัน หรือ 12,000 ลิตรต่อเดือน และจะมีรถคู่เทียบในรุ่นเดียวกันอีก 5 คัน เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ รวมถึงผลกระทบที่มีต่อเครื่องยนต์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และด้านอื่นๆ ด้วย โดยพร้อมขยายการใช้งานในรถของ ขสมก. ให้ครอบคลุมต่อไป
กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า บขส. มีภารกิจในการให้บริการประชาชนในเส้นทางสัญจรระหว่างเมืองทั่วประเทศ และมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ในการสนับสนุนโครงการทดลองใช้น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมไบโอดีเซล ร้อยละ 20 โดยได้จัดเตรียมรถโดยสารประจำทางของ บขส. จำนวน 3 คัน ในเส้นทาง กรุงเทพฯ-กำแพงเพชร กรุงเทพฯ-บุรีรัมย์ และ กรุงเทพฯ-สระบุรี ซึ่งมีปริมาณการใช้น้ำมันรวมอยู่ที่ 19,500 ลิตรต่อเดือน โดย บขส. ได้จัดเตรียมจุดตั้งถังน้ำมันที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) ถนนกำแพงเพชร 2 และจะเข้าร่วมโครงการทดสอบอย่างเป็นทางการเป็นระยะเวลา 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม ศกนี้
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวในตอนท้ายว่า ปตท. ได้รับการสนับสนุนจากระทรวงการคลัง และกองทุนน้ำมันอุดหนุนส่วนต่าง ทำให้มีส่วนลดราคาน้ำมันดีเซลเกรดพิเศษ B20 เป็นลิตรละ 3 บาท เพื่อลดผลกระทบต่อราคาค่าโดยสาร ค่าบริการขนส่งสินค้า และค่าครองชีพของประชาชน นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพทางราคาของปาล์มน้ำมัน ถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรปาล์มน้ำมัน และยังสามารถลดมลภาวะทางอากาศได้อีกด้วย สำหรับ ปตท. ในฐานะรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงพลังงาน ได้ดำเนินภารกิจเพื่อสร้างความมั่นคง และความมีเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศควบคู่กับการดูแลชุมชน สังคม ตลอดจนสิ่งแวดล้อม ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

วันนี้ (18 ตุลาคม) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ร่วมพบปะและพูดคุยกับสื่อมวลชนสายอุตสาหกรรม – พลังงาน

วันนี้ (18 ตุลาคม) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ร่วมพบปะและพูดคุยกับสื่อมวลชนสายอุตสาหกรรม – พลังงาน เพื่อทำความรู้จักและสร้างความคุ้นเคยต่อสื่อมวลชน โดยได้ชี้แจงถึงภาพรวมนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานของกระทรวงพลังงาน ซึ่งเบื้องต้นจะยึดถือผลประโยชน์ของประเทศ และประชาชนเป็นหลัก อยู่บนพื้นฐานความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งจะสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาวต่อไป

กระทรวงพลังงาน ร่วมทำบุญตักบาตรบำเพ็ญกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

วันนี้ (13 ต.ค. 61 ) ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรบำเพ็ญกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ บริเวณพระลานพระราชวังดุสิต

 

กระทรวงพลังงาน บำเพ็ญกุศลเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรเนื่องในวาระแห่งการสวรรคต 2 ปี

วันนี้ (11 ตุลาคม 2561) ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นำคณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงพลังงาน ร่วมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 89 รูป เนื่องในวันพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 2 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงอุทิศพระวรกายประกอบพระราชกรณียกิจซึ่งนำมายังประโยชน์สุขและความเจริญรุ่งเรืองแก่ประชาชนชาวไทยและประเทศชาติตลอดช่วงเวลาที่พระองค์ทรงครองราชย์ ณ บริเวณลานพระพรหม ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์

ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในการประชุมคณะทำงานพิเศษประสานเชื่อมโยง คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ

วันนี้ (10 ต.ค.61 ) นายกุลิศ  สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในการประชุมคณะทำงานพิเศษประสานเชื่อมโยง คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ กระทรวงพลังงาน ครั้งที่4/2561 ณ ห้องประชุม9 ชั้น15 กระทรวงพลังงาน  โดยมีพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช  นายดนุชา พิชยนันท์ นายกวิน ทังสุพานิช คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน  ผู้บริหารกระทรวงพลังงาน ผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง  ซึ่งที่ประชุมมีวาระสำคัญเกี่ยวกับการบริหารจัดงานงบประมาณโครงการ การติดตามประเมินผลโครงการ และโครงการสำคัญเร่งด่วนที่ต้องขับเคลื่อนตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด