ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธี ในพิธี kick off friendly design พลังงานไทย ในเวทีโลก

วันนี้ (2 ธันวาคม 2559) พลเอก สุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ให้เกียรติมาเป็นประธาน ในพิธี kick off friendly design พลังงานไทย ในเวทีโลก ซึ่งเป็นหนึ่งกิจกรรมในงาน Thailand Friendly Design Expo 2016 มหกรรมอารยสถาปัตย์ และนวัตกรรมสุขภาพเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 1 พร้อมกันนี้ประธานในพิธีได้มอบป้าย อารยสถาปัตย์ ให้กับองค์กร ที่ส่งเสริมการจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆให้กับประชาชน และยังได้ร่วมเดินชม บูธสินค้า ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี นวัตกรรม อุตสาหกรรม รวมถึงธุรกิจบริการ และการออกแบบที่เกี่ยวกับอารยสถาปัตย์ ณ ฮอลล์ 6 อิมแพ็ค เมืองทองธานี



รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานพิธีเปิดโครงการโซลาร์รูฟท็อป ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขนาดใหญ่อันดับหนึ่งของมหาวิทยาลัยในเอเชีย และที่ 4 ของมหาวิทยาลัยโลก

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน         เป็นประธานในพิธีเปิด “การจ่ายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ จาก Solar Rooftop เข้าสู่ระบบใน                อาคารราชการขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย” ซึ่งเป็นโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในอาคารราชการ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นที่หนึ่งของมหาวิทยาลัยในเอเชีย และเป็นที่ 4 มหาวิทยาลัยของโลก                  ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ บริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด (มหาชน) โดยมีเป้าหมายผลิตไฟฟ้าให้ได้ 15 เมกะวัตต์ ภายในปี 2560 ซึ่งโครงการดังกล่าวนับเป็นต้นแบบที่ดีในด้านการพึ่งพาตนเอง          ในด้านพลังงาน ซึ่งสอดรับกับนโยบายของกระทรวงพลังงานที่รณรงค์ให้ภาครัฐ เอกชน ชุมชน มีการพัฒนาพลังงานทดแทน เพื่อลดรายจ่าย และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานได้ด้วยตัวเอง โดยมี ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  พร้อมด้วย รศ.นพ.จิตตินัดด์ หะวานนท์  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ประธานคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาล                      นายเชิดพงษ์ สิริวิชช์ ประธานกรรมการ  บริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด (มหาชน)   ให้การต้อนรับ ณ บริเวณโถง ชั้น 1 อาคาร ม.ร.ว.สุวพรรณ สนิทวงศ์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์              ศูนย์รังสิต

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้เยี่ยมชมนิทรรศการ การออกบูธ ให้ความรู้เกี่ยวกับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และเยี่ยมชมระบบติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา บริเวณดาดฟ้า                          อาคารดุลโสภาคย์อีกด้วย












 

เตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อธุรกิจขายตรง แผ่นการ์ดประหยัดพลังงาน

 

 

 

กระทรวงพลังงาน เตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อธุรกิจขายตรง แผ่นการ์ดประหยัดพลังงาน ที่อ้างลดใช้ไฟฟ้า น้ำมัน ก๊าซหุงต้ม ได้ 10-30% ชี้ยังไม่มีหน่วยงานใดรับรอง ยันไม่สามารถลดใช้พลังงานได้จริง เตรียมให้พลังงานจังหวัดแจ้งประชาชนในพื้นที่ หากพบอย่าหลงเชื่อ แนะให้ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีฉลากเบอร์ 5 และวิธีประหยัดพลังงาน

ดร.สมภพ พัฒนอริยางกูล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันได้เกิดธุรกิจขายตรงสินค้า แผ่นการ์ดประหยัดพลังงาน ที่แอบอ้างว่า จะช่วยให้เกิดการลดใช้ไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซหุงต้ม ได้สูง 10-30% ซึ่งประชาชนได้หลงเชื่อและซื้อสินค้าดังกล่าวพบว่าไม่สามารถใช้งานได้จริง และเกิดความเสียหายแล้วหลายแสนบาท โดยกระทรวงพลังงาน ขอเตือนว่า อย่าหลงเชื่อธุรกิจแผ่นการ์ดประหยัดพลังงานนี้ เนื่องจากยังไม่มีหน่วยงานใด ออกมาตรวจสอบและยืนยันว่าใช้ได้จริง จึงไม่แนะนำให้ประชาชนนำไปใช้ และหากพบการกระทำดังกล่าว สามารถแจ้งมายังศูนย์บริการร่วมกระทรวงพลังงาน หรือที่พลังงานจังหวัดได้
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน จะได้เร่งทำความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งได้หลงเชื่อธุรกิจแผ่นการ์ดประหยัดพลังงาน และพบผู้เสียหายแล้วหลายราย ซึ่งเบื้องต้นกระทรวงพลังงาน จะได้ประสานไปยังพลังงานจังหวัด ให้ลงพื้นที่ให้ข้อเท็จจริงกับประชาชน รวมทั้งจะได้แนะนำถึงวิธีการประหยัดพลังงานที่เห็นผลได้จริง อาทิ การเลือกซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้น การลดใช้น้ำมัน เช่น การขับรถไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การเติมลมยางให้พอดี การตรวจเช็คเครื่องยนต์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง การตรวจสอบเส้นทางสภาพจราจรก่อนเดินทาง เป็นต้น

“กระทรวงพลังงาน ได้มีการติดฉลากประหยัดพลังงาน เบอร์ 5 ในอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่มีการตรวจสอบด้วยมาตรฐานสากล ยืนยันว่าประหยัดพลังงานได้จริง แต่แผ่นการ์ดพลังงานดังกล่าว ไม่สามารถช่วยลดใช้พลังงานได้ตามคำกล่าวอ้าง และมักยกทฤษฎีให้คนเชื่อถือ กระทรวงพลังงานจึงขอให้ประชาชนพิจารณาอย่างรอบคอบโดยไม่ควรหลงเชื่อการโฆษณาเกินจริง” ดร. สมภพกล่าว

กระทรวงพลังงาน ร่วมสืบสานราชประเพณี ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2559 ที่จังหวัดลพบุรี

วันนี้ (4 พฤศจิกายน 59) พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย ดร. อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ เดินทางไปถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2559 ณ วัดกวิศรารามราชวรวิหาร ตำบลท่าหิน อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี
พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ตามราชประเพณีที่ สืบต่อกันมา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน ผ้าพระกฐินให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กร สมาคม มูลนิธิ บริษัทห้างร้าน และประชาชนทั่วไป ที่มีจิตศรัทธานำไปถวายพระสงฆ์ที่จำพรรษาในพระอารามหลวงทั่วประเทศ ซึ่งกรมการศาสนาในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้ออกประกาศเชิญชวนให้รับทราบทุกปี และที่ผ่านมากระทรวงพลังงาน ได้ขอรับพระราชทานผ้าพระกฐิน เป็นประจำต่อเนื่องทุกปี โดยในปีนี้ได้นำผ้ากฐินพระราชทานมาถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษา ที่วัดกวิศราราม ราชวรวิหาร ตำบลท่าหิน อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงาน ยังได้ถวายจตุปัจจัยเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งร่วมทำบุญด้วยการถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย
ในโอกาสเดียวกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและปลัดกระทรวงพลังงาน ยังได้ร่วม มอบทุนการศึกษาและเงินบำรุงเรียนให้กับ 2 โรงเรียนในเขตเทศบาลเมืองลพบุรี คือ โรงเรียนวินิตศึกษาใน พระราชูปถัมภ์ จำนวน 50,000 บาท และโรงเรียนเทศบาล 2 จำนวน 50,000 บาท

รมว.พลังงานให้กำลังใจเจ้าหน้าที่จุดบริการประชาชนที่สนามหลวง

วันนี้ (25 ตุลาคม 2559) พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยนายสำนึก บำรุงสาลี รองปลัดกระทรวงพลังงาน ผู้บริหารกระทรวงพลังงาน และนายกฤษณ์ อิ่มแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ทรัพยากรบุคลและศักยภาพองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และนายวรพจน์ มานะพันธุ์พงศ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการบริการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ร่วมตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่คอยให้บริการประชาชนที่เดินทางมาร่วมลงนามถวายอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ณ บริเวณท้องสนามหลวง จุดบริการประชาชน เต็นท์ที่ 29-30

          พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่ากระทรวงพลังงาน ได้ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ให้บริการและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เดินทางมาร่วมลงนามถวายอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยได้จัดอาหารและเครื่องดื่มบริการฟรี อาทิ ข้าวกล้องไข่เจียว น้ำดื่ม โดนัทแด๊ดดี้โด กาแฟอเมซอน และการให้บริการชาร์จแบตเตอรี่มือถือพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ที่เป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งประชาชนสามารถมารับบริการได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00 น.ถึงเวลาประมาณ 14.00 น.ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้ลงมือทอดไข่เจียวแจกประชาชน ที่มาเข้าแถวรับบริการอีกด้วย

กระทรวงพลังงานเปิดบูธให้บริการประชาชนที่จะไปร่วมสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 

กระทรวงพลังงาน ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และ บริษัท ปตท จำกัด (มหาชน) เปิดบูธให้บริการประชาชนที่จะไปร่วมสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระบรมมหาราชวัง สามารถรับอาหารและเครื่องดื่ม อาทิ กาแฟอเมซอน น้ำดื่ม ข้าวไข่เจียว ที่จุดรับรองประชาชน บริเวณสนามหลวง ฝั่งสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า (ดังตำแหน่งที่แสดงในแผนที่) โดยจะให้บริการเวลา 9.00 – 20.00 น. ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนครบกำหนด 100 วัน (ครบกำหนด 100 วัน 20 ม.ค.2560)

ปลัดกระทรวงพลังงาน เข้าเยี่ยมชมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการประชาชนในบูธกระทรวงพลังงาน

ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เข้าเยี่ยมชมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการประชาชนในบูธกระทรวงพลังงาน ทั้งนี้ ประชาชนที่จะไปร่วมสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระบรมมหาราชวัง สามารถรับอาหารและเครื่องดื่ม อาทิ กาแฟอเมซอน น้ำดื่ม ข้าวไข่เจียว ได้ที่จุดรับรองประชาชนของกระทรวงพลังงาน (ร่วมกับ กฟผ. และ ปตท.) บริเวณสนามหลวง ฝั่งสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า โดยจะให้บริการเวลา 9.00 – 20.00 น. ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมคณะ เข้าร่วมพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพฯ

เช้าวันนี้ (14 ตุลาคม 2559) พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ซึ่งประดิษฐาน ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

ขอเชิญข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และประชาชนทั่วไป เข้าถวายน้ำสรงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

ขอเชิญข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และประชาชนทั่วไป เข้าถวายน้ำสรงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ซึ่งประดิษฐาน ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง วันนี้ (14 ตุลาคม 2559) ตั้งแต่เวลา 8.30 น. ถึง 12.00 น.

แถลงการณ์จาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

พี่น้องประชาชนชาวไทย ที่อยู่ในราชอาณาจักร และในต่างประเทศ ทั่วโลกทุกท่าน วันที่ชาวไทยทั้งปวงไม่ต้องการแม้แต่จะนึกคิด และไม่ปรารถนาแม้แต่จะได้ยิน ก็มาถึง เมื่อสำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตแล้วในวันนี้ ณ โรงพยาบาลศิริราช

ถือว่าเป็นการสูญเสียและความวิปโยคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ นับตั้งแต่การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๘ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙

พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนได้ติดตามข่าวสารและรับทราบมาเป็นลำดับว่า ในห้วงหลายปีที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวร และได้เสด็จฯ ไปประทับที่โรงพยาบาลศิริราช เป็นระยะ เมื่อพระอาการบรรเทาลง ก็จะทรงปฏิบัติพระราชภารกิจตามปกติ ด้วยพระวิริยะอุตสาหะ เพื่อความผาสุกของพสกนิกร

ตลอดเวลาที่ผ่านมา คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิด จนพระอาการดีขึ้นเป็นลำดับ ยังความปลาบปลื้มแก่ประชาชนคนไทยทั้งชาติ แต่ในที่สุดพระอาการประชวรหาคลายไม่ ประกอบกับพระชนมพรรษามาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต พระชนมพรรษาปีที่ ๘๙ เสด็จดำรงสิริราชสมบัติ ๗๐ พรรษา ในวันที่ ๑๓ ตุลาคม ซึ่งจะเป็นวันที่อยู่ในความทรงจำของประชาชนชาวไทยตลอดไปนานแสนนาน ดุจวันปิยมหาราช ๒๓ ตุลาคม

พี่น้องที่เคารพทั้งหลาย ระยะเวลา ๗๐ ปี ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เริ่มต้นขึ้นภายหลังจากที่มหาสงครามโลกเพิ่งสิ้นสุดลง ประเทศชาติกำลังฟื้นตัวจากภัยสงคราม ประชาชนเปี่ยมด้วยความหวัง เมื่อประเทศไทยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ใหม่ครองราชย์ เป็นผู้นำ เปลี่ยนความท้อแท้ของผู้คน กลายเป็นความแน่วแน่ มั่นคง องอาจ ที่จะยืนหยัดต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ตลอดรัชสมัย เป็นช่วงเวลาที่มีการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ทรงเป็นกษัตริย์ผู้เป็นที่รัก เทิดทูน ทรงเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติ นับเป็น ๗๐ ปี ที่ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม โดยแท้

บัดนี้ ๗๐ ปี ในรัชสมัยของสมเด็จพระภัทรมหาราช พระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐยิ่ง ของปวงชนชาวไทย ได้สิ้นสุดลงแล้ว พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย มากมาย ล้นพ้น หาที่สุดมิได้ มากเพียงใด ความวิปโยคอาลัยของพสกนิกรชาวไทยก็มากมาย ท่วมท้น หาที่สุดมิได้เพียงนั้น

รัฐบาลขอเชิญชวนให้พวกเราทุกคนร่วมกันตั้งจิตภาวนาตามศาสนาที่ทุกท่านนับถือ ดังที่เราเคยร่วมกันภาวนาถวายพระพร และอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกท่านเคารพนับถือ ให้อภิบาลคุ้มครองตลอดเวลาที่ทรงพระประชวร เพื่ออธิษฐาน ภาวนา ขอให้ดวงพระวิญญาณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ สถิตในสรวงสวรรค์ และทรงอภิบาลคุ้มครองราชอาณาจักรไทย ประชาชนชาวไทย ผู้เป็นพสกนิกรของพระองค์ ให้มีความสงบสุขและความสันติสุข ดุจดังที่ประเทศไทยและประชาชนชาวไทยมีมาโดยตลอด ภายใต้ร่มพระบารมียาวนาน ๗๐ ปี

พี่น้องประชาชนที่เคารพ ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในยามทุกข์โศก น้ำตานองหน้าทั่วกันเพียงใด ประเทศไทยอันเป็นที่รักของพวกเรา และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ ต้องดำรงต่อไป อย่าให้การเสด็จสวรรคตครั้งนี้ทำให้พระราชปณิธานที่จะเห็นราชอาณาจักรของพระองค์มีความเจริญรุ่งเรือง พสกนิกรมีความผาสุกสวัสดี มีเมตตาและไมตรีต่อกัน ต้องหยุดชะงักลง

การจะแสดงความจงรักภักดีและความอาลัยที่ดีที่สุด คือเจริญรอยตามพระยุคลบาท สืบสานพระราชปณิธานที่จะรักษาเอกราช อธิปไตย ความสมบูรณ์พูนสุข และความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง ตลอดจนการปฏิบัติตามพระบรมราโชวาท พระราชดำรัส ที่เคยพระราชทานไว้

ภารกิจสำคัญที่จะต้องดำเนินการในวันนี้ มี ๒ ประการ คือ การดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และตามกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช ๒๔๖๗ ตลอดจนตามพระราชประเพณี ในส่วนของการสืบราชสันตติวงศ์ ซึ่งสอดคล้องกับเพื่อให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจะแจ้งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม สถาปนาพระรัชทายาท ตามกฎมณเฑียรบาลไว้แล้ว เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๑๕ จากนั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

อีกประการหนึ่ง คือ การเตรียมงานพระบรมศพ ในส่วนของรัฐบาลและประชาชน ให้สมพระเกียรติยศ และสมกับความจงรักภักดีของประชาชนชาวไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ

ทั้งนี้ การดำเนินการทั้ง ๒ ประการนี้ รัฐบาลจะแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบเป็นระยะต่อไป

ในช่วงเวลาต่อจากนี้ เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการเรื่องต่างๆ ให้เป็นไปตามกฎหมายและราชประเพณี รัฐบาลจึงขอให้พี่น้องประชาชนทั้งหลายรับฟังข่าวสารอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานราชการ อย่าเชื่อข่าวที่ลือ ที่ไม่ปรากฏแหล่งอ้างอิง พร้อมกันนี้ รัฐบาลขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนคนไทยที่รักทุกท่านแต่งกายถวายความอาลัยเป็นเวลา ๑ ปี สถานที่ราชการลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา ๓๐ วัน และทุกภาคส่วนควรพิจารณางดการจัดงานรื่นเริงต่างๆ เป็นเวลา ๓๐ วัน

ทั้งนี้ ท่านทั้งหลายอาจเข้าร่วมพิธี หรือจัดกิจกรรมทางศาสนาของตน ถวายเป็นพระราชกุศล หรือจัดเป็นพระบรมราชานุสรณ์ อีกทั้งควรใช้โอกาสนี้ให้กำลังใจแก่กันและกัน เพราะทุกคนต่างก็มีหัวอกเดียวกัน เพราะมีพ่อของแผ่นดินร่วมกัน และโปรดช่วยกันรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง มิให้ผู้ใดฉวยโอกาสแทรกเข้ามาก่อความขัดแย้งจนกลายเป็นความวุ่นวาย

ขอพี่น้องประชาชนทุกคนร่วมส่งเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ ด้วยการรักษาแผ่นดินของพ่อด้วยความรักและความสามัคคีตลอดไป

พี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งหลาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ ๙ เสด็จสวรรคตแล้ว ขอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลใหม่ ทรงพระเจริญ

ปลัดกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมงาน World Energy Council ณ กรุงอิสตันบุล ประเทศตุรกี

วันนี้ (10 ตุลาคม 2559) นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยนายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมคณะ เข้าร่วมงาน World Energy Council ณ กรุงอิสตันบุล ประเทศตุรกี ทั้งนี้ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ได้กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ Asia Regional Crossroads: Resilence and Regional Integration

 

 

กล้าลองกล้าลุย : กว่าจะเป็นคนบนแท่นขุดเจาะน้ำมัน

กล้าลองกล้าลุย : กว่าจะเป็นคนบนแท่นขุดเจาะน้ำมัน ตอน 1 โดย ต้นกล้า ชัยอนันต์ ปันชู
พาไปดูเบื้องหลังของอีกหนึ่งอาชีพ ที่ต้องออกไปทำงานอยู่กลางทะเลของ “คนบนแท่นขุดเจาะน้ำมัน” อีกหนึ่งอาชีพที่ต้องใช้ทั้งประสบการณ์และความชำนาญในหลายด้าน แต่กว่าจะไปทำงานบนแท่นขุดเจาะน้ำมันได้ ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ไปติดตามชม..   http://news.ch7.com/detail/195582?refid=line

การบริหารและกำกับกิจการพลังงานของสหภาพยุโรปในสังคมโลกยุคใหม่

การบริหารและกำกับกิจการพลังงานของสหภาพยุโรปในสังคมโลกยุคใหม่

วันที่ 19 กันยายน 2559 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เป็นประธานกล่าวเปิดการบรรยายพิเศษของสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ในโอกาสครบรอบ 30 ปี ของการก่อตั้งสถาบันปิโตรเลียมฯ

ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าว ในเรื่องเกี่ยวกับการเสริมสร้างประสิทธิภาพและความมั่นคงด้านพลังงานของสหภาพยุโรป โดยนายวอลเทอร์ โบ้วส์ (DI Walter Boltz) อดีตผู้อำนวยการ Energie Control Austria (E-Control) ได้กล่าวในการบรรยายว่า “การบริหารจัดการและการกำกับกิจการพลังงานของสหภาพยุโรป ซึ่งครอบคลุมทั้งภาคไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ ที่มีการดำเนินการตลอดช่วงเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ได้บรรลุถึงเป้าหมายการเปิดเสรีระบบพลังงานให้มีการแข่งขันโดยผู้ประกอบการมากราย ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อจากผู้จำหน่ายที่มีหลายรายแข่งขันกันในราคาพลังงานที่สะท้อนการแข่งขัน รวมทั้งการเชื่อมโยงโครงข่ายพลังงานให้สามารถรับส่งพลังงานข้ามพรมแดนระหว่างประเทศในสหภาพยุโรปได้อย่างเสรี ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานแล้ว ยังช่วยทำให้ตลาดพลังงานมีการแข่งขันกันอย่างมีประสิทธิภาพทั้งภูมิภาค และเมื่อดำเนินการไปพร้อมกับการมีระบบการกำกับกิจการพลังงานที่ดี ก็จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภคและสังคม” ทั้งนี้ นายวอลเทอร์ โบ้วส์ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “อย่าถอดใจโดยง่าย การเปิดเสรีระบบพลังงานต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะสัมฤทธิ์ผล และหวังว่าประสบการณ์ในการบริหารและกำกับกิจการพลังงานของสหภาพยุโรปที่ได้นำเสนอในวันนี้ จะเป็นประโยชน์ในการพิจารณาการปรับโครงสร้างการบริหารและกำกับกิจการพลังงานของประเทศไทย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและสังคมในอนาคตได้เช่นกัน”
ทั้งนี้ ในระหว่างการกล่าวเปิดการบรรยาย พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวถึงนโยบายของกระทรวงพลังงานว่า “กระทรวงพลังงานได้มีการทบทวนยุทธศาสตร์ในการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง เพราะการเปลี่ยนแปลงในภาคพลังงานเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา หากการกำหนดนโยบายและการกำกับดูแลไม่สามารถพัฒนาได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงก็ย่อมส่งผลกระทบต่อภาคพลังงาน ซึ่งในด้านนโยบายก็ได้กำหนดทิศทางใหม่ๆ ที่จะสร้างภาคพลังงานให้มีความมั่นคง มีประสิทธิภาพ และมีความยั่งยืน อาทิ การเพิ่มการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติ การปฏิรูปการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ที่ปัจจุบันมีการผลิตอย่างกว้างขวาง ซึ่งในอนาคตไฟฟ้าที่จะส่งเข้าระบบต้องมีลักษณะ Firm การพัฒนาด้าน Smart City และ Smart Grid การพัฒนาเพื่อรองรับยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในภาค
พลังงานของไทย จึงมีความจำเป็นที่การกำกับดูแลจะต้องมีความทันสมัยรองรับสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ด้วย การบรรยายในวันนี้จึงเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญด้านการกำกับดูแลในระดับสากล ซึ่งกระทรวงพลังงานสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้”
ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมฯ กล่าวในตอนท้ายว่า “การบรรยายพิเศษครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดการบรรยายพิเศษภายใต้หัวข้อ “อนาคตโลกที่สัมผัสได้ด้านพลังงาน – ยานยนต์ – วัสดุ – สังคม” หรือ “The Smart Future in Energy – Transport – Materials –Society: A Far Away Reality?” ที่จัดขึ้นในวาระการครบรอบ 30 ปี ของการก่อตั้งสถาบันปิโตรเลียมฯ โดยเป็นการเสนอมุมมองเกี่ยวกับวิวัฒนาการด้านการกำกับกิจการพลังงานในสหภาพยุโรปในสังคมโลกยุคใหม่ ที่นำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดหาพลังงาน และความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งการบรรยายในวันนี้ เป็นการบรรยายต่อเนื่องจากการบรรยายของนายโทนี่ เซบา (Mr. Tony Seba) ในหัวข้อเรื่อง “Clean Disruption: Why Current Energy and Transport System Will Be Obsolete by 2030” ที่จะผลักดันประเทศไทยให้เป็นเมืองอัจฉริยะด้านพลังงานและยานยนต์ในอนาคต และการบรรยายของ ดร. คริสเตียน ฮัสเลอร์ (Dr. Christian Haessler) จากบริษัท โคเวสโตร จำกัด ในหัวข้อเรื่อง “Materials from CO2: How Will CO2 Replace Petroleum in Polymers” ซึ่งนำเสนอนวัตกรรมการรักษ์โลกด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ด้วยการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตวัสดุพอลิเมอร์เชิงพาณิชย์ แทนการใช้น้ำมันและก๊าซฯ เป็นวัตถุดิบ”

รมว.พน. ลงพื้นที่ ตรวจติดตามสถานการณ์พลังงานอีสานเหนือ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

วันนี้ (16 กันยายน 2559) พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์พลังงานครอบคลุมพื้นที่ 12 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และศักยภาพการดำเนินงานสถานีผลิตก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม ของบริษัท พีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด จำกัด เพื่อสร้างความมั่นใจด้านพลังงานให้กับประชาชนในพื้นที่ พร้อมเยี่ยมชมอาคารต้นแบบที่ใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์ และระบบน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่นในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งในการติดตามภาพรวมการขับเคลื่อน 5 แผนบูรณาการพลังงานระยะยาว
ในพื้นที่ปฏิบัติจริง และติดตามสถานการณ์พลังงานในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เพื่อสร้างความมั่นใจในด้านพลังงานให้กับประเทศและประชาชนในพื้นที่ โดยในวันนี้ได้เยี่ยมชมอาคารกองสื่อสารองค์กร
ซึ่งถูกก่อสร้างและพัฒนาให้เป็นอาคารต้นแบบที่ใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Energy Building) และระบบน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งถือเป็นต้นแบบด้านการอนุรักษ์พลังงานในหน่วยงานราชการ โดยอาคารต้นแบบที่ใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Energy Building) เป็นโครงการที่กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ให้การสนับสนุนทุนวิจัยด้านการพัฒนาเทคโนโลยีให้สามารถใช้พลังงานสุทธิภายในอาคารเป็นศูนย์ (Net Zero Energy Building) เพื่อเป็นอาคารต้นแบบและเป็นแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีด้านการอนุรักษ์พลังงานที่เหมาะสมสำหรับอาคารในประเทศไทย

สำหรับโครงการระบบน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ เป็นอีกโครงการที่กระทรวงพลังงาน โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานสนับสนุนในการติดตั้งระบบผลิต
น้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ ทดแทนการใช้น้ำมันเตาในกระบวนการผลิตน้ำร้อนเพื่อใช้สำหรับอุปโภคและบริโภคในโรงพยาบาล ซึ่งได้ดำเนินการติดตั้งระบบใหม่ จำนวน 2 ระบบ ได้แก่ ระบบผลิตน้ำร้อนสำหรับป้อนหม้อไอน้ำ สำหรับอาคารหม้อไอน้ำ และระบบผลิตน้ำร้อนเพื่อการอุปโภคของหอพักผู้ป่วย ซึ่งภายหลังจากการปรับเปลี่ยนระบบดังกล่าวสามารถลดค่าใช้จ่ายรวมกันทั้ง 2 ระบบ คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.4 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ โครงการอนุรักษ์พลังงานของทั้ง 2 หน่วยงาน เป็นมาตรการหนึ่งตามกรอบแผนอนุรักษ์พลังงานหรือ EEP 2015 ที่ขับเคลื่อนสู่เป้าหมายสำคัญในการลดความเข้มการใช้พลังงานของประเทศลง 30% ภายในปี 2579

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวต่อว่า สำหรับการลงพื้นที่ติดตามศักยภาพของแหล่งก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม เป็นการติดตามในส่วนของแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติในด้านภาพรวมศักยภาพการผลิต เนื่องจากแหล่งก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เป็นสถานีการผลิตที่รองรับก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้จากแหล่งก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ปัจจุบันแหล่งก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม มีปริมาณการผลิตแบ่งเป็นก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยประมาณ 108-135 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน และก๊าซธรรมชาติเหลว (Condensate) ประมาณ 400-500บาร์เรล/วัน และคาดว่ามีปริมาณสำรองในส่วนของก๊าซธรรมชาติ ณ สิ้นปี 2558 อยู่ที่ 623.32 พันล้านลูกบาศก์ฟุต และก๊าซธรรมชาติเหลวปริมาณ 1.69 ล้านบาร์เรล คาดว่าจะใช้ได้อีก 10-14 ปี

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ สามารถจัดเก็บค่าภาคหลวงปิโตรเลียมจากแหล่งก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม ตั้งแต่ปี 2550 – 2558 จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 9,481 ล้านบาท โดยจัดสรรไปพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ทั้งเป็นรายได้แผ่นดิน สัดส่วน 40% หรือประมาณ 3,792.4 ล้านบาท อีก 60% จัดสรรไปยังองค์กรส่วนท้องถิ่น โดยจัดสรรให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่มีการผลิต 2 แห่ง สัดส่วน 20% หรือประมาณ 1,896.2 ล้านบาท จัดสรรให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือเทศบาลในพื้นที่ที่มีการผลิต 11 แห่ง สัดส่วน 20% ประมาณ 1,896.2 ล้านบาท จัดสรรให้องค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลในจังหวัดที่มีการผลิตสัดส่วน 10% ประมาณ 948.1 ล้านบาท และที่เหลืออีก 10% หรือประมาณ 948.1 ล้านบาท จัดสรรกระจายไปยัง อบต. และเทศบาลอื่นๆ อีกทั่วประเทศ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแหล่งก๊าซธรรมชาติที่สำคัญ 2 แหล่ง คือ แหล่งก๊าซธรรมชาติน้ำพอง และแหล่งก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม โดยที่แหล่งก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อมมีการผลิตก๊าซธรรมชาติ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 4.1% ของอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติของทั้งประเทศ ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้จากแหล่งก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อมจะนำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมด โดยนำไปผลิตไฟฟ้าและผลิตเป็นก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV)

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้ติดตามเรื่องการเตรียมความพร้อม กรณีการปิดซ่อมโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 17 – 26 กันยายน 2559 ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า กฟผ. ได้มีการเตรียมการรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว จึงไม่มีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่แต่อย่างใด

สำหรับกรณีการปิดซ่อมบำรุงประจำปีของแหล่งก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม ระหว่างวันที่ 25-26 กันยายน 2559 จะส่งผลกระทบต่อการผลิตก๊าซ NGV ประมาณ 450 ตัน/วัน (มาจากแหล่งสินภูฮ่อมประมาณ 10-15 ล้านลูกบาศก์ฟุต) ซึ่งแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าว คือ จะนำเข้าก๊าซ NGV จากสระบุรี และภาคกลางเข้ามาทดแทนทั้งหมด โดยยืนยันว่าในช่วงเวลาที่มีการปิดซ่อมจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ก๊าซ NGV ในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างแน่นอน

………………







กระทรวงพลังงาน สรุปผลงานรอบ 2 ปี ลดค่าครองชีพคนไทย

กระทรวงพลังงาน สรุปผลงานรอบ 2 ปี ลดค่าครองชีพคนไทย


ก.พลังงาน สรุปผลงานรอบ 2 ปี ลดค่าครองชีพคนไทย ประหยัดค่าน้ำมัน 306,000 ล้านบาทต่อปี ค่าไฟฟ้าลด 92,103 ล้านบาท ผลักดันการลงทุนด้านพลังงานสูงสุดในประวัติศาสตร์กว่า 1 ล้านล้านบาท สร้างงาน-อาชีพแก่วิศวกรยันเกษตรกร พร้อมเปิดมิติประชารัฐร่วมกับชุมชนเปลี่ยนพลังงานทดแทนเป็นรายได้เพิ่ม ยันวางรากฐานบูรณาการแผนพลังงานระยะยาว 5 ด้าน ไทยมีพลังงานอย่างมั่นคงพร้อมก้าวสู่เมืองอัจฉริยะ คู่ดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงผลงานในรอบ 2 ปีของกระทรวงพลังงานภายใต้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยมีผลงานที่สำคัญๆ ได้แก่
1. การลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชน กระทรวงพลังงานได้เร่งแก้ไขปัญหาโครงสร้างราคาพลังงาน โดยยกเลิกการอุดหนุนราคาพลังงาน ปลดภาระหนี้สินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นปัญหาค้างคามายาวนานกว่า 7,000 ล้านบาท โดยได้บริหารจัดการให้ราคาน้ำมันปรับลดลงทุกประเภท ส่งผลให้ประชาชนลดค่าน้ำมันได้ 306,000 ล้านบาท นอกจากนี้ในส่วนของค่าไฟฟ้า ได้ปรับราคาลดลงต่อเนื่องเช่นกันสูงถึง 52.68 สตางค์ต่อหน่วย ช่วยให้ประชาชนลดค่าไฟฟ้าลงได้ 92,103 ล้านบาท
2. เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพให้คนไทยเพิ่มขึ้น โดยถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ภาคพลังงานเกิดการลงทุนสูงสุดถึง 1 ล้านล้านบาท จากการพัฒนาโรงไฟฟ้าควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้า การสำรวจและผลิตปิโตรเลียม การพัฒนาระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อ การขยายโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติ และการลงทุนขยายท่าเรือรับส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลวหรือ LNG Receiving Terminal รวมทั้งการปลดล็อกกฎระเบียบ ใบอนุญาต การแก้ไขปัญหาผังเมือง ส่งผลให้เกิดการลงทุนพลังงานต่อเนื่อง โดยมีการจ่ายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเข้าระบบสูงถึง 2,213 เมกะวัตต์ คิดเป็นมูลค่า 139,739 ล้านบาท ซึ่งภาพรวมการลงทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้น ได้ช่วยให้เกิดการสร้างงานตั้งแต่ระดับวิศวกรไปจนถึงภาคการเกษตร เกิดการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศต่อเนื่อง
3. กระทรวงพลังงานได้เปิดมิติด้านประชารัฐ โดยส่งเสริมการลงทุนพลังงานทดแทนในระดับชุมชน เพื่อลดรายจ่ายและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าการเกษตร ซึ่งได้ช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ภาคการเกษตร ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้ดำเนินการ อาทิ โครงการสนับสนุนระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ที่อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก จนเกิดสินค้าประชารัฐที่สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนเพิ่มขึ้น รวมทั้งการทำให้สินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น เยื่อไผ่ ลำไย มะม่วง มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเช่นกัน การส่งเสริมนำมูลสัตว์ น้ำเสีย ขยะ มาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ เพื่อทดแทนการใช้ก๊าซหุงต้มในครัวเรือน ก็ได้ช่วยให้ชุมชนหลายแห่งทั่วประเทศ สามารถลดรายจ่ายด้านพลังงานและมีรายได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน
4. เกิดการวางรากฐานด้านพลังงานในระยะยาว จากการริเริ่มจัดทำแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว (พ.ศ.2558-2579) ขึ้นเป็นครั้งแรก และได้เชี่อมโยงข้อมูลแผนทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ไฟฟ้า พลังงานทดแทน อนุรักษ์พลังงาน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นคงด้านพลังงาน โดยภายใต้แผนฯ ดังกล่าวนอกจากจะตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยมีการใช้พลังงานทดแทนทั้งจากไฟฟ้า ความร้อน และภาคขนส่งเพิ่มขึ้น 30 % เกิดการลดใช้พลังงานลง 30% ในปี 2579 เกิดการกระจายแหล่งเชื้อเพลิงอย่างสมดุลย์ในการผลิตไฟฟ้าแล้ว ในอนาคตจะเกิดโครงการสำคัญที่พาประเทศไทยไปสู่ เมืองอัจฉริยะ (Smart Cities – Clean Energy) ซึ่งจะเกิดการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนควบคู่ไปด้วย อาทิ โครงการไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) โครงการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และโครงการส่งเสริมระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) เป็นต้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดการสัมมนาวิชาการประจำปี Energy Symposium 2016

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดการสัมมนาวิชาการประจำปี Energy Symposium 2016 พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “พลังงานไทยในกระแสพลังงานโลก” การสัมมนาฯ ครั้งนี้ จัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพ โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม และผู้ที่เกี่ยวข้องกว่า 200 คน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแถลงผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

วันนี้ (7 กันยายน 2559) พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่า ที่ประชุม กบง. ได้มีการพิจารณาวาระสำคัญ และรับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานด้านพลังงาน ดังนี้

โครงสร้างราคาก๊าซ LPG เดือนกันยายน 2559
สถานการณ์ราคาก๊าซ LPG ตลาดโลก (CP) เดือนกันยายน 2559 อยู่ที่ระดับ 305 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 18 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน และอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยเดือนสิงหาคม 2559 แข็งค่าขึ้นจากเดือนก่อน 0.3515 บาท/เหรียญสหรัฐฯ มาอยู่ที่ 34.8938 บาท/เหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาต้นทุนเฉลี่ยการจัดหาก๊าซ LPG ทั้งระบบ ซึ่งเป็นราคาซื้อตั้งต้นของก๊าซ LPG (LPG Pool) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2341 บาท/กก. จาก 12.9282 บาท/กก. เป็น 13.1623 บาท/กก. แต่เพื่อไม่ให้การผันผวนของราคาก๊าซ LPG ในตลาดโลก ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกก๊าซ LPG ในประเทศ ประกอบกับฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนของก๊าซ LPG ยังคงมีเสถียรภาพ ดังนั้น ที่ประชุม กบง. จึงเห็นควรให้คงราคาขายปลีกก๊าซ LPG เดือนกันยายน 2559 ไว้ที่ 20.29 บาท/กก. โดยปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ลง 0.2341 บาท/กก. จากเดิมเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ 0.3908 บาท/กก. เป็นเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ที่ 0.1567บาท/กก. ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2559 เป็นต้นไป
จากการปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ดังกล่าว ส่งผลทำให้กองทุนน้ำมันฯ ในส่วนของก๊าซ LPG มีรายรับลดลง 82 ล้านบาท/เดือน จาก 137 ล้านบาท/เดือน คงเหลือรายรับประมาณ 55 ล้านบาท/เดือน โดยฐานะสุทธิของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 4 กันยายน 2559 อยู่ที่ 41,707 ล้านบาท แบ่งเป็น 1) ในส่วนของบัญชีก๊าซ LPG อยู่ที่ 7,411 ล้านบาท และ 2) ในส่วนของบัญชีน้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ 34,296 ล้านบาท

การเตรียมความพร้อมภายใต้ร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ….
เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการปฏิบัติงานภายใต้ร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. …. ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการประชุมเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2559 ได้มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยคาดว่าร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันฯ ดังกล่าว จะสามารถประกาศในราชกิจจานุเบกษา ประมาณเดือนเมษายน 2560 ที่ประชุม กบง. จึงเห็นชอบการเตรียมความพร้อมภายใต้ร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. …. ระหว่างเดือนกันยายน 2559 – เมษายน 2560 สรุปได้ดังนี้
1. การบริหารกองทุน และการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย การจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์การบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ร่างแผนรองรับกรณีเกิดวิกฤติน้ำมันเชื้อเพลิง และร่างแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันเชื้อเพลิง การศึกษา ทบทวนกฎหมายลำดับรอง ระเบียบ ประกาศ และข้อบังคับต่างๆ เกี่ยวกับการบริหารจัดการกองทุนฯ
2. การจัดตั้งสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบด้วย การกำหนดโครงสร้างการบริหารสำนักงาน อัตรากำลัง และสถานที่ตั้ง นโยบายการบริหารงานของสำนักงาน การออกกฎหมายรองและระเบียบข้อบังคับต่างๆ ในการบริหารสำนักงาน รวมทั้งการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้ปฏิบัติงานของสำนักงาน
3. การสร้างความรู้ความเข้าใจระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการการทำงานให้ไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

พร้อมกันนี้ ที่ประชุม กบง. ยังได้เห็นชอบให้แต่งตั้ง “อนุกรรมการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการปฏิบัติงานภายใต้ร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. …. ” โดยมีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่ในการพิจารณาจัดเตรียมการดำเนินงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการเตรียมความพร้อมรองรับการปฏิบัติงานภายใต้ร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. …. ดังกล่าวข้างต้น และรายงานผลการปฏิบัติงานให้ กบง. ทราบเป็นระยะ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงนามในบันทึกความเข้าใจด้านพลังงานไฟฟ้ากับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

วันนี้ (6 กันยายน 2559) พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ ดร.คำมะนี อินทิราด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจด้านพลังงานไฟฟ้าระหว่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและราชอาณาจักรไทย ซึ่งสาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจฉบับดังกล่าวประกอบด้วย
1. ขยายกรอบการซื้อไฟฟ้าเป็น 9,000 MW
2. ตั้งคณะทำงานร่วมด้านน้ำ
3. ต่อยอดวิสัยทัศน์ ASEAN Power Grid
ทั้งนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ให้เกียรติเข้าร่วมเป็นสักขีพยานด้วยการลงนามในบันทึกความเข้าใจครั้งนี้ด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เยี่ยมชมศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือ

วันที่ 19 สิงหาคม 2559 พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมคณะ เยี่ยมชมศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือกรมการพลังงานทหาร ณ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้เข้ารับฟังการการบรรยายการดำเนินงานการผลิตน้ำมัน และเยี่ยมชมโรงกลั่น และโครงการผลิตก๊าซมีเทนจากชั้นถ่านหิน ของกรมพลังงานทหาร

 






และต่อมาได้ พลเอกอนันตพร พร้อมคณะได้เข้าเยี่ยมชม โรงงานผลิตไฟฟ้าพลังความร้อนใต้พิภพฝาง ซึ้งเป็นโรงงานผลิตไฟฟ้า จากการนำน้ำร้อนไปถ่ายเทความร้อนให้กับของเหลวกระทั่งเดือดเป็นไอ แล้วนำไอนี้ไปหมุนกังหันเพื่อขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าผลิตไฟฟ้าออกมา






รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตรวจราชการจังหวัดเชียงใหม่

พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินทางตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้โครงการพลังงานชุมชนจัดการตนเองด้านพลังงาน เพื่อปลูกฝัง และสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนในพื้นที่ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ที่เป็นชุมชนต้นแบบเทคโนโลยีพลังงานเพื่อลดปัญหาหมอกควัน และลดโลกร้อน

“โครงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีพลังงานเพื่อลดปัญหาหมอกควันและลดโลกร้อนจะช่วยลดปัญหาหมอกควันของจังหวัดเชียงใหม่ โดยนำซังข้าวโพดมาแปลงเป็นพลังงานชีวมวล และสามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืน อีกทั้ง ยังสามารถปลูกฝัง และสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนในพื้นที่ให้เกิดการยอมรับ สนับสนุนโครงการด้านพลังงานที่ถูกต้องเหมาะสม ตลอดจนสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในชุมชนอีกด้วย” พลเอกอนันตพร กล่าว

 

     

 

 

ขอเชิญร่วมงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2559”

มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2559

กระทรวงพลังงาน ขอเชิญร่วมงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2559” พบกับกิจกรรมและนิทรรศการด้านพลังงาน บูธบ้านประหยัดพลังงาน การขับรถประหยัดพลังงาน แผนบูรณาด้านพลังงานระยะยาว (TIEB) นอกจากนั้น ยังมีบูธนิทรรศการจากหลากหลายหน่วยงาน โดยงานจะมีขึ้น ณ ฮอลล์ 2 – 8 เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 18 – 28 สิงหาคม 2559

ถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 12 สิงหาคม 2559

วันนี้ (12สิงหาคม 2559) พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ลงนามถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 12 สิงหาคม 2559 ณ พระบรมมหาราชวัง
และต่อมา เมื่อเวลา 19.19 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อม ภริยา เป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะ จุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล และถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา โดยมีผู้ร่วมงานประกอบด้วย คณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ คณะกรรมการมูลนิธิ 5ธันวามหาราชคณะกรรมการจัดงานบำเพ็ญกุศลฯ ตลอดจนประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมพร้อมกันที่บริเวณพิธี

      

ประธานบริษัท J-Power ประจำสำนักงานใหญ่ เข้าเยี่ยมคารวะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

เมื่อวานนี้ (3 สิงหาคม 2559) พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวต้อนรับประธานบริษัท J-Power ประจำสำนักงานใหญ่ นายโทชิฟุมิ วาตานาเบะ และคณะ รวมทั้งกล่าวขอบคุณที่เดินทางมาเยือนกระทรวงพลังงาน ทั้งนี้ ประธานบริษัท J-Power ได้กล่าวว่า บริษัท J-Power ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2495 และมีความสัมพันธ์อันดีกับกระทรวงพลังงานมาเป็นระยะเวลาเกือบ 60 ปี โดยในอดีตได้มีความร่วมมือในการให้คำปรึกษาในโครงการด้านพลังงานทดแทน อาทิ โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังงานน้ำ และระยะหลังก็มีการร่วมลงทุนกับ กฟผ. ในการสร้างโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะโรงไฟฟ้า Combine cycle gas ซึ่งขณะนี้ได้มีการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าร่วมกับ กฟผ. แล้วจำนวน 16 โรง และทุกโรงสามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่นดี

ทั้งนี้ รมว.พน. ได้กล่าวถึงนโยบายของกระทรวงพลังงานที่มุ่งเน้นความโปร่งใสในการบริหารนโยบายพลังงาน รวมทั้งส่งเสริมให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยหากภาคเอกชนพบสิ่งที่ไม่ถูกต้องเป็นธรรม สามารถแจ้งกระทรวงพลังงานได้โดยตรง นอกจากนั้น ได้เชิญชวนให้บริษัท J-Power พิจารณาลงทุนเพิ่มเติม ตามแผนการลงทุนของกระทรวงพลังงานทั้งในปีนี้และปีต่อไป ซึ่งบริษัท J-Power ได้แจ้งตอบรับว่ามีความสนใจเข้าร่วมลงทุนในโครงการต่างๆ ของประเทศไทยในอนาคต โดยปัจจุบันบริษัท J-Power ได้เข้าไปลงทุนเพิ่มเติมในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ในเทคโนโลยีถ่านหิน พลังงานลม พลังงานน้ำ รวมทั้งมีการลงทุนในระบบสายส่งเองอีกด้วย

ในโอกาสนี้ ประธานบริษัท J-Power ได้แจ้งเชิญ รมว.พน. เข้าร่วมงานฉลองครบรอบ 10 ปีการก่อตั้งบริษัท J-Power เป็นนิติบุคคลในประเทศไทย ในวันที่ 1 กันยายน 2559 เวลา 18.00 น. ณ โรงแรมพลาซาแอทธินี รวมทั้งเชิญ รมว.พน. เยือนเมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น พร้อมเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดที่มีการนำเทคโนโลยีล่าสุดมาใช้ ซึ่งมีประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าสูงและมีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมสูงมาก ซึ่ง รมว.พน. แสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 10 ปีการก่อตั้งบริษัท J-Power ในประเทศไทย และตอบรับเชิญการเยือนประเทศญี่ปุ่นในโอกาสต่อไป

พลเอก อนันตพร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมคณะ เยี่ยมชม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) จ.ระยอง

พลเอก อนันตพร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยัง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) จ.ระยอง เพื่อเยี่ยมชมกิจการภายในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ในเครือของกลุ่ม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) โดยมีคุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการบริษัทฯ คุณสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าทึ่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ให้การต้อนรับ
ภายหลังจากการเยี่ยมชม พลเอก อนันตพร พร้อมคณะ ได้ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับคณะผู้บริหารของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงเดินทางลงพื้นที่เยี่ยมชมศูนย์ปฏิบัติการ ปตท. จ.ชลบุรี

วันที่ 8 กรกฎาคม 2559 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงเดินทางลงพื้นที่เยี่ยมชมศูนย์ปฏิบัติการ ปตท. จ.ชลบุรี โดยมี นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง และนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ โอกาสนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้เดินชมห้องปฏิบัติการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ. ซึ่งสายงานท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ศูนย์ปฏิบัติการชลบุรี เป็นหน่วยงานหนึ่งของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ทำหน้าที่เป็นศูนย์หลักในการควบคุมการขนส่งก๊าซธรรมชาติ เป็นศูนย์กลางในการประสานงานกับเขตปฏิบัติการระบบท่อส่งก๊าซที่กระจายตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไปยังลูกค้า โดยศูนย์ปฏิบัติการชลบุรีก่อตั้ง ตั้งแต่ปี 2524
หลังจากนั้น พลเอก อนันตพร พร้อมคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมสถาบันวิทยสิริเมธี-โรงเรียนกำเนิดวิทย์ พร้อมไปพบปะพูดคุยกับนักเรียนและนักศึกษา โดยมี ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานกรรมการบริหารโรงเรียนกำเนิดวิทย์ ดร.ธงชัย ชิวปรีชา ผู้อำนวยการโรงเรียนกำเนิดวิทย์ ให้การต้อนรับ และพาเยี่ยมชมตามสถานที่ต่างๆ ภายในโรงเรียน

 

 

 

 

ผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.)


วันนี้ (7 กรกฎาคม 2559) ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมี พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ว่า ที่ประชุม กบง. ได้มีการพิจารณาวาระสำคัญต่างๆ ดังนี้

*** โครงสร้างราคาก๊าซ LPG เดือนกรกฎาคม 2559
สถานการณ์ราคาก๊าซ LPG ตลาดโลก (CP) เดือนกรกฎาคม 2559 อยู่ที่ระดับ 301 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อน 43 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยเดือนมิถุนายน 2559 แข็งค่าขึ้นจากเดือนก่อน 0.1418 บาท/เหรียญสหรัฐฯ มาอยู่ที่ 35.4733 บาท/เหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาต้นทุนเฉลี่ยการจัดหาก๊าซ LPG ทั้งระบบ ซึ่งเป็นราคาซื้อตั้งต้นของก๊าซ LPG (LPG Pool) ปรับตัวลดลง 0.6607 บาท/กก. จาก 13.9150 บาท/กก. เป็น 13.2543 บาท/กก. แต่เนื่องจากในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา (ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – มิถุนายน 2559) ได้มีการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ชดเชยราคาเพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกก๊าซ LPG ในประเทศ ดังนั้น ที่ประชุม กบง. จึงเห็นควรให้คงราคาขายปลีกก๊าซ LPG เดือนกรกฎาคม 2559 ไว้ที่ 20.29 บาท/กก. โดยปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพิ่มขึ้น 0.6607 บาท/กก. จากเดิมกองทุนน้ำมันฯ ชดเชย 0.5960 บาท/กก. เป็นส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ที่ 0.0647 บาท/กก. ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นไป

จากการปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ดังกล่าว ส่งผลทำให้กองทุนน้ำมันฯ ในส่วนของก๊าซ LPG มีรายรับประมาณ 22 ล้านบาท/เดือน โดยฐานะสุทธิของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 3 กรกฎาคม 2559 อยู่ที่ 44,461 ล้านบาท แบ่งเป็น 1) ในส่วนของบัญชีก๊าซ LPG อยู่ที่ 7,128 ล้านบาท และ 2) ในส่วนของบัญชีน้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ 37,333 ล้านบาท

*** การปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
มติ ครม. เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 ได้เห็นชอบหลักการของร่างประกาศกระทรวงการคลังเรื่อง ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) เพื่อปรับอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินและน้ำมันอื่นที่คล้ายกัน และน้ำมันดีเซลและน้ำมันอื่นที่คล้ายกัน โดยเป็นการดำเนินการให้มีผลบังคับสอดคล้องกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันและเสริมสร้างเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ ซึ่งมีรายละเอียดในการปรับอัตราภาษีสรรพสามิต ดังนี้
ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับการปรับอัตราสรรพสามิตในข้างต้น และไม่กระทบกับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งจะเป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้บริโภค ที่ประชุม กบง. จึงเห็นชอบให้ปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของน้ำมันเบนซิน น้ำมันแก๊สโซฮอล และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ดังนี้ (ตามรูปตาราง)


จากการปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ดังกล่าว จะส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯ มีสภาพคล่องลดลงประมาณ 383 ล้านบาทต่อเดือน จากมีรายรับ 13 ล้านบาทต่อเดือน เป็นมีรายจ่าย 371 ล้านบาทต่อเดือน
ทั้งนี้ จากการโอนอัตราเงินกองทุนน้ำมันฯ เป็นอัตราภาษีสรรพสามิตจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น 800 ล้านบาทต่อเดือน จาก 15,252 ล้านบาทต่อเดือน เป็น 16,053 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ รักษาสิ่งแวดล้อม ก่อสร้างและซ่อมบำรุงถนน และลดอุบัติเหตุจากการจราจร

*** รายงานการบริหารจัดการกรณีแหล่งก๊าซธรรมชาติ JDA – A18 ปิดซ่อมบำรุง ปี 2559
ที่ประชุม กบง. รับทราบแนวทางการบริหารจัดการและมาตรการรองรับกรณีแหล่งก๊าซธรรมชาติในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA – A18) หยุดซ่อมบำรุงประจำปี ระหว่างวันที่ 20 – 31 สิงหาคม 2559 รวม 12 วัน ซึ่งจะทำให้ปริมาณก๊าซหายไปจากระบบ ประมาณ 421 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน และจะส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ ได้แก่ โรงไฟฟ้าจะนะ จังหวัดสงขลา ที่ต้องเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงอื่นทดแทน และบางส่วนจำเป็นต้องหยุดผลิต และผลกระทบต่อการจำหน่ายก๊าซฯ ของสถานีบริการก๊าซ NGV ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง (จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และสงขลา) จำนวน 14 สถานี

เพื่อรองรับผลกระทบจากการหยุดซ่อมแหล่งก๊าซฯ ดังกล่าว กระทรวงพลังงานจึงได้เตรียมความพร้อม ดังนี้
– ด้านพลังงานไฟฟ้า –
—– ระบบผลิต ดำเนินการโดยให้โรงไฟฟ้าจะนะพร้อมเดินเครื่องด้วยดีเซล ตรวจสอบโรงไฟฟ้าภาคใต้ทั้งหมดให้พร้อมใช้งาน งดการหยุดเครื่องบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า และประสานการไฟฟ้ามาเลเซียขอซื้อไฟฟ้าในกรณีฉุกเฉิน
—– เชื้อเพลิงสำรอง เตรียมการโดยให้มีการสำรองน้ำมันให้เพียงพอและเต็มความสามารถในการจัดเก็บ พร้อมทั้งประสานงานให้ ปตท. จัดส่งน้ำมันระหว่างการดำเนินงานเพื่อให้สามารถรองรับความล่าช้า 3 วัน
—– ระบบส่ง เตรียมความพร้อมโดยให้มีการตรวจสอบสายส่งและอุปกรณ์สำคัญในภาคใต้ให้พร้อมใช้งาน และงดการทำงานบำรุงรักษาระบบส่งในช่วงเวลาหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ

– ด้านก๊าซ NGV –
—– การสำรอง NGV โดยให้มีการจัดส่งก๊าซ NGV จากสถานีหลักในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล พร้อมสำรองก๊าซฯ ไว้ล่วงหน้าที่สถานีก๊าซฯ หลักจะนะ

– ด้านการประชาสัมพันธ์ –
เพื่อรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดพลังงานในช่วงที่มีการหยุดจ่ายก๊าซฯโดยเฉพาะการลดใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลา 18.00 – 21.30 น. ซึ่งเป็นชั่วโมงที่ในพื้นที่ภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของวัน ผ่านช่องทางการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ อาทิ การติดป้าย Banner โปสเตอร์ การแจกใบปลิว การเผยแพร่ข่าวผ่านสื่อวิทยุและโทรทัศน์ การจัดประชุม/สัมมนา การพบปะสื่อมวลชนท้องถิ่น และการส่งจดหมายแจ้งผู้ที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ

รับสมัครหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาของรัฐ เปลี่ยนหลอดไฟเก่าเป็นหลอด LED

รับสมัครหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาของรัฐ เปลี่ยนหลอดไฟเก่าเป็นหลอด LED

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน รับสมัครหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาของรัฐ เปลี่ยนหลอดไฟเก่าเป็นหลอด LED ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2559

– รับสมัครหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาของรัฐ
– วงเงินสนับสนุน 20 ล้านบาทต่อโครงการ
– วงเงินสนับสนุน รวมจำนวนทั้งสิ้น 203,400,000 บาท

สอบถามรายละเอียด”โครงการสนับสนุนหลอดประหยัดพลังงาน LED ในหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาของรัฐ”
เพิ่มเติม
เบอร์โทรศัพท์ 0-2223-2593-5 ต่อ 1547, 1045
www.dede.go.th
FB : facebook.com/dedeofthailand
Line : dedeofthailand

“พลังงานทดแทนในไทยยังมีศักยภาพสูงหลายด้าน และพร้อมส่งเสริมตามแผน AEDP”

ก.พลังงาน เผยข่าวดีภาคเอกชนสนใจลงทุนผลิตไฟฟ้าจากกระแสน้ำ ซึ่งเป็นพลังงานทดแทนรูปแบบใหม่ที่คาดว่าจะมีศักยภาพในหลายพื้นที่ ย้ำศักยภาพพลังงานทดแทนในไทยยังมีเหลือ และพร้อมส่งเสริมรอบด้านตามแผน AEDP

​นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ในฐานะรองโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า นอกจากกลุ่มพลังงานทดแทนหลัก ๆ อาทิ แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ ที่ประเทศไทยมีศักยภาพ และได้พัฒนาจนถือได้ว่า อยู่ลำดับต้นๆ ของกลุ่มประเทศในระดับอาเซี่ยนแล้วนั้น กระทรวงพลังงานพบว่า ขณะนี้ได้มีผู้ประกอบการภาคเอกชนได้สนใจและเริ่มลงทุน การผลิตไฟฟ้าจากกระแสน้ำ (Hydro kinetic electrical generation system) ซึ่งเป็นเทคโนโลยพลังงานทดแทนที่ใช้กังหันน้ำสร้างพลังงานจากการเคลื่อนไหวของน้ำ โดยแรงดันของน้ำจะส่งผลให้ใบพัดกังหันหมุน ซึ่งหากกระแสน้ำไหลแรงเท่าไร แรงหมุนของใบพัดก็จะแรงขึ้น โดยการหมุนของใบพัดดังกล่าวจะทำให้เกิดพลังงานไฟฟ้า
​ทั้งนี้ เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากกระแสน้ำนี้ เป็นเทคโนโลยีที่ไม่มีความซับซ้อน ซึ่งขณะนี้ได้มีภาคเอกชน ได้ประยุกต์และเริ่มทดลองลงทุนติดตั้งระบบไว้แล้ว 2 จุด ประกอบด้วย ในบริเวณแพกลางแม่น้ำ จ.หนองคาย และในทะเล ที่พัทยา จ.ชลบุรี เป็นโครงการนำร่อง ขนาดกำลังผลิตประมาณ 330 กิโลวัตต์ โดยถือเป็นพลังงานทดแทนที่สร้างขึ้นจากการไหลของแม่น้ำในธรรมชาติ ซึ่งโดยปกติเทคโนโลยีนี้ ต้องการการไหลของน้ำอยู่ที่ 2.2 เมตรต่อวินาที และการผลิตพลังงานทดแทนจากกระแสน้ำนี้ จะสามารถผลิตพลังงานได้คงที่ และอาจจะผลิตได้ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อลดข้อจำกัดของพลังงานทดแทน ซึ่งปัจจุบันต่อ 1 เมกะวัตต์ จะต้องลงทุนประมาณ 300- 350 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาถึงความคุ้มค่าในอนาคตต่อไป

คณะผู้บริหารกระทรวงพลังงาน ได้เดินทางมาเยี่ยมชม โครงการพลังงานทดแทน ของบริษัท เอสซีไอ อีโค่ เซอร์วิสเซส จํากัด

พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงพลังงาน ได้เดินทางมาเยี่ยมชม โครงการพลังงานทดแทน ของบริษัท เอสซีไอ อีโค่ เซอร์วิสเซส จํากัด ในเครือ SCG ที่โรงปูนซีเมนต์ไทย แก่งคอยจังหวัดสระบุรี

 

โดยเอสซีไอ อีโค่ ได้ มีการแปรรูปขยะอุตสาหกรรม และแปรรูปขยะมูลฝอยชุมชนเป็นขยะเชื้อเพลิง RDF ให้สามารถใช้งานในเตาเผาอุตสาหกรรมได้อย่างปลอดภัย ทั้งยังได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ในการบริหารจัดการขยะแบบครบวงจร

นอกจากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะ ยังได้ เยี่ยมชม โครงการวิจัยด้านพลังงานทดแทนเพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย รวมทั้งโครงการโซล่าฟาร์มลอยน้ำ ภายในโรงปูนซีเมนต์ไทย แก่งคอย อีกด้วย

 

  

สัมภาษณ์ ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน “ผลิตไฟฟ้า พัฒนาเศรษฐกิจ ต้องหมั่นคิดให้รอบด้าน”

สกู๊ปสารคดีสั้น 2 นาที ชุด “เศรษฐกิจเดินหน้า ไฟฟ้ามั่นคง ส่งผลยั่งยืน” ตอน “ผลิตไฟฟ้า พัฒนาเศรษฐกิจ ต้องหมั่นคิดให้รอบด้าน” สัมภาษณ์ ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ออกอากาศในรายการ “เจาะประเด็นข่าวค่ำ”

กระทรวงพลังงาน เข้าร่วมแสดงความยินดีในโอกาสเฉลิมฉลองวันสถาปนาหรือวันชาติของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2559 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้ พลเอก สุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นผู้แทนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมแสดงความยินดีในโอกาสเฉลิมฉลองวันสถาปนาหรือวันชาติของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ครบรอบ 118 ปี

 

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานหารือข้อราชการด้านพลังงานกับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย

เช้าวันที่ 15 มิถุนายน 2559 ณ กระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน(พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์) ได้หารือข้อราชการด้านพลังงานกับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย (นายการิล โยฮันเนิส ฮาร์โตค) โดยท่านเอกอัครราชทูตได้แจ้งว่านักลงทุนด้านปิโตรเลียมชาวดัทช์สนใจที่จะเข้ามาแข่งขันในช่วงการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ของไทยในอนาคต และอยากทราบนโยบายและแผนงานในเรื่องนี้ที่ชัดเจน ตลอดจนยินดีแชร์ประสบการณ์ของเนเธอร์แลนด์ในเรื่องการเป็นศูนย์กลางการค้าด้านก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคยุโรป เรื่อง R&D ทางด้านปิโตรเลียมขั้นปลาย พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะเทคโนโลยีผลิตพลังงานจากขยะที่สะอาด ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 

 

ปลัดกระทรวงพลังงานของไทยประชุมร่วมกับปลัดกระทรวงพลังงานและไฟฟ้าของเมียนมาร์

ปลัดกระทรวงพลังงาน (ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม)เป็นประธานการประชุม The 4th Myanmar-Thailand Joint Working Committee Meeting on Electric Power Cooperation และ The 2nd Joint Working Committee Meeting on Energy Cooperation โดยมี U Htein Lwin ปลัดกระทรวงพลังงานและไฟฟ้าของเมียนมาร์เป็นประธานร่วม โดยหารือโอกาสในการลงทุน/ความร่วมมือทางด้านโรงไฟฟ้าพลังน้ำ การเชื่อมโยงโครงข่ายสายส่งพลังงาน/ปิโตรเลียม การพัฒนาบุคลากร เพื่อส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของทั้งสองประเทศและในภูมิภาคนี้ ณ กระทรวงพลังงาน เมื่อเช้าวันที่ 10 มิถุนายน 2559

 

ขอเชิญเยาวชนร่วมส่งผลงานเข้าประกวดโครงงาน “นวัตกรรมพลังงานเพื่อโลกสีเขียว 2559”

ขอเชิญเยาวชน นักเรียน ระดับ ม.ต้น ม.ปลาย และ ปวช. ร่วมส่งผลงานเข้าประกวดโครงงาน “นวัตกรรมพลังงานเพื่อโลกสีเขียว 2559”

เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 25 กรกฎาคม 2559

กติกาการสมัคร

ใบสมัครและหนังสือรับรอง

นายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิธีตักบาตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี

นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีตักบาตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในงานครองราชย์ 70 ปี


พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วยภริยา เป็นประธานในพิธีตักบาตรถวายพระราชกุศลและพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559 ที่บริเวณพระบรมมหาราชวัง ด้านถนนสนามไชย และถนนหน้าพระลาน
โดยมีปลัดกระทรวงพลังงาน ดร. อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม พร้อมภริยา และคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมพิธี

หน่วยงานสังกัดกระทรวงพลังงาน ร่วมเปิดโครงการคุ้งบางกะเจ้าเฉลิมพระเกียรติฯ

กระทรวงพลังงาน จับมือ กลุ่ม ปตท. และ กฟผ. และภาคีเครือข่าย ร่วมเฉลิมฉลอง
3 โอกาสสำคัญแห่งปีมหามงคล เปิดโครงการคุ้งบางกะเจ้าเฉลิมพระเกียรติฯ

(วันนี้ 8มิถุนายน 59) พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดโครงการคุ้งบางกะเจ้าเฉลิมพระเกียรติฯพร้อมด้วย นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานนายเทวินทร์ วงศ์วานิชประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยมีนายลลิต ถนอมสิงห์ ผู้ช่วยเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เข้าร่วมงานและนายสยาม ศิริมงคล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการให้การต้อนรับ ณ บริเวณสวนสุขภาพลัดโพธิ์ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า โครงการคุ้งบางกะเจ้าเฉลิมพระเกียรติฯ เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถจัดทำขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงพลังงาน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่าย เพื่อเฉลิมฉลองปีมหามงคลยิ่งของประชาชนคนไทยทุกคนระหว่างปี 2559-2560 เนื่องใน 3 โอกาสสำคัญ ประกอบด้วย เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี ในวันที่ 9 มิถุนายน 2559 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงพระเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2559 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 90 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2560ซึ่งในการดำเนินงานจะร่วมมือกับภาคีเครือข่ายและชุมชนอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศคุ้งบางกระเจ้า 3 กิจกรรมหลักคือ
การพัฒนาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย การฟื้นฟูสวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา การฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวเพิ่มได้ประมาณ 700 ไร่ และการพัฒนาระบบคลองคุ้งบางกะเจ้าระยะทางประมาณ 58 กิโลเมตร
การส่งเสริมวิถีชีวิตชุมชนประกอบด้วย การปรับปรุงท่าเรือต่างๆเพื่อเชื่อมการเดินเรือระหว่างฝั่งกรุงเทพฯ กับคุ้งบางกระเจ้าเพื่อให้การใช้เส้นทางคมนาคมอย่างปลอดภัยเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ปรับปรุงเส้นทางจักรยาน การติดตั้งป้ายสัญจร และป้ายข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว การส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว คือ ผู้ประกอบการ ร้านค้า บริการโฮมสเตย์ร้านจักรยาน และสร้างระบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการจัดการองค์ความรู้ต่างๆ สู่ชุมชน ประกอบด้วย การรวบรวมงานวิจัยและผลงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับคุ้งบางกะเจ้าทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและวิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อม การวิเคราะห์ สังเคราะห์ เป็นองค์ความรู้ของคุ้งบางกะเจ้าทั้ง 6 ตำบลเพื่อเผยแพร่เป็นองค์ความรู้ภูมินิเวศบางกะเจ้า

นายเทวินทร์ วงศ์วานิชประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่ากลุ่ม ปตท. แสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและถวายความจงรักภักดีเนื่องในปีมหามงคลทั้ง 3 วาระ ผ่านการเข้าร่วม “โครงการคุ้งบางกะเจ้าเฉลิมพระเกียรติฯ”โดยที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท.ได้ดำเนินงานสนองแนวพระราชดำริด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าอย่างต่อเนื่องมากว่า 10 ปี อาทิ การขับเคลื่อนตำบลวิถีพอเพียงในพื้นที่บางน้ำผึ้ง การจัดทำโครงการฟื้นฟูป่าเพื่อการเรียนรู้เชิงนิเวศสวนศรีนครเขื่อนขันธ์ ซึ่งการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้มุ่งหวังที่จะนำความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ และชุมชนในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า โดยมีแผนการดำเนินงาน 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมวิถีชุมชน และการจัดการองค์ความรู้ เพื่อให้คุ้งบางกะเจ้ามีระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ ชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดี มีเศรษฐกิจเข้มแข็ง และให้คุ้งบางกะเจ้าเป็นสถานที่เชิดหน้าชูตา เป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว (Travel Destination)แก่นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถต่อไป

นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการดำเนินงานในส่วนของ กฟผ.ว่า ใน ปี 2559 ได้สนับสนุนอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าแสงสว่างบริเวณลานจอดรถ อาคาร และสวนเฉลิมพระเกียรติฯ พร้อมทั้งติดตั้งระบบ Solar Lamp และ Solar Roof Top สำหรับปี 2560-2561จะดำเนินการติดตั้งระบบไฟแสงสว่าง บริเวณเส้นทางจักรยานท่องเที่ยว ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชน พร้อมทั้งจะพิจารณาการดำเนินการศึกษาแผนการฟื้นฟูวิถีเกษตรสวนมะม่วงโดยกฟผ.จะนำโครงการชีววิถีซึ่งเป็นการทำการเกษตรโดยปราศจากสารเคมีเข้าไปแนะนำแก่เกษตรกร เพื่อให้ทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืนต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

การตัดสินใจของกระทรวงพลังงาน โดยมติ กพช. เปิดประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใกล้สิ้นอายุสัมปทาน

การตัดสินใจของกระทรวงพลังงาน โดยมติ กพช. เปิดประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใกล้สิ้นอายุสัมปทาน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธานพิธีเปิดตัวโครงการเยาวชนกับการอนุรักษ์พลังงาน

(6 มิถุนายน 2559) พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิดตัวโครงการเยาวชนกับการอนุรักษ์พลังงาน ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านความรับผิดชอบต่อสังคมระหว่าง 3 การไฟฟ้า โดยมี ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน, ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน, นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), นายสมชาย โรจน์รุ่งวศินกุล ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), นายเสริมสกุล ค…ล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมในพิธีเปิดตัวโครงการ และมอบทุนสนับสนุนให้กับโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ณ สโมสรทหารบก กรุงเทพฯ

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า โครงการเยาวชนกับการอนุรักษ์พลังงาน เป็นโครงการภายใต้บันทึกข้อตกลงโครงการความร่วมมือด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ระหว่างกระทรวงพลังงาน โดย สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.), กฟผ., กฟน. และ กฟภ. เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 89 พรรษา ในปี 2559 จึงกำหนดกิจกรรมให้ความรู้ด้านพลังงานกับครูและนักเรียนโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 89 โรงเรียน ใน 77 จังหวัด โดยบูรณาการกิจกรรมเพื่อพัฒนาเยาวชนด้านการอนุรักษ์พลังงาน ระหว่างปี 2558-2560 ในการพัฒนาองค์ความรู้ของเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของชาติให้เกิดการเรียนรู้การใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ร่วมปลูกจิตสำนึกการประหยัดพลังงานให้แก่เยาวชน และสร้างเครือข่ายการอนุรักษ์พลังงานสู่ครอบครัว โรงเรียน และชุมชนในระยะยาว ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าอย่างรู้คุณค่าและปลอดภัย ซึ่งกระทรวงพลังงานพร้อมที่จะขับเคลื่อนโครงการเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง เคียงคู่กับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และประชาชน

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า โครงการเยาวชนกับการอนุรักษ์พลังงาน มุ่งเน้นสร้างความรู้ความเข้าใจในระบบพลังงานไฟฟ้าแก่เยาวชนและประชาชน ซึ่งจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาและจัดหาพลังงานไฟฟ้าของประเทศในอนาคต สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกระทรวงพลังงาน ส่งผลให้ทั้ง 89 โรงเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมจะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพลังงานมากขึ้น และต่อยอดเป็นเครือข่ายอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้า เผยแพร่ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าแก่คนรอบข้างต่อไป

 

 

 

 

กระทรวงพลังงานเชิญชวนดาวน์โหลดไฟล์ภาพ “ประหยัดพลังงาน”

กระทรวงพลังงาน ได้จัดทำไฟล์ภาพ “ประหยัดพลังงาน” จำนวน 7 ภาพ อย่าลืมดาวน์โหลดแล้วพิมพ์ไปติดตามจุดต่างๆ เช่น สวิทช์ไฟ , ลิฟท์ , จุดวางรีโมทแอร์ ฯลฯ เพื่อย้ำเตือนให้ช่วยกันประหยัดพลังงานนะครับ link สำหรับดาวน์โหลดhttp://energy.go.th/…/wp-con…/uploads/2016/06/newsticker.zip

 

ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมทั้งคณะเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

วันนี้ (2 มิถุนายน 2559) ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมทั้งคณะเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ให้พระองค์ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อประเทศชาติและปวงชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้

กระทรวงพลังงาน ร่วมเปิดงาน “ASEAN Sustainable Energy Week 2016” มั่นใจเป็นเวทีแสดงบทบาทไทย ในฐานะผู้นำด้านพลังงานทดแทนในภูมิภาคอาเซียน

พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เป็นประธานเปิดงาน “ASEAN Sustainable Energy Week 2016” งานแสดงเทคโนโลยีและการประชุมด้านพลังงานหมุนเวียน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ใหญ่สุดในอาเซียน พร้อมเปิดงาน Renewable Energy Asia ซึ่งถือเป็นงานสำคัญในการจัดประชุมสัมมนาด้านพลังงานทดแทน และแสดงนวัตกรรมด้านพลังงานทดแทนระดับนานาชาติ เพื่อให้เห็นถึงศักยภาพการเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานทดแทนของไทยในภูมิภาคอาเซียน โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดงานเข้าร่วม

พลเอกอนันตพร กล่าวว่า การจัดงาน ฯ ครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการ นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ที่จะได้สัมผัสนวัตกรรมด้านพลังงาน รวมทั้งจะได้มีโอกาสเข้าร่วมการจัดประชุมสัมมนาวิชาการด้านพลังงานทดแทน และด้านอื่นๆ ซึ่งจะได้เรียนรู้ถึงนวัตกรรมเทคโนโลยีพลังงงานล่าสุด นอกจากนี้ จะเป็นเวทีสำคัญเพื่อผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมของไทย เติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการใช้พลังงาน และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อีกทั้งจะช่วยส่งเสริมนโยบายของประเทศไทยด้านการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เพื่อก้าวไปสู่ความเป็นศูนย์กลางด้านการพัฒนาพลังงานทดแทนในระดับภูมิภาคอาเซียนต่อไป

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานมีนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยปัจจุบัมมีแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก หรือ AEDP 2015 ซึ่งได้กำหนดแผนการดำเนินงาน และเป้าหมายชัดเจนที่ประเทศไทยจะต้องเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน ทั้งในรูปแบบไฟฟ้า ความร้อน และเชื้อเพลิงชีวภาพ เพิ่มเป็นร้อยละ 30 จากความต้องการใช้พลังงานของทั้งประเทศภายในปี 2579

“กระทรวงพลังงานมีนโยบายที่จะสร้างความสมดุลย์ด้านพลังงานในสามด้าน ได้แก่ ด้านความมั่นคง เสรษฐกิจ และความยั่งยืน ซึ่งจะต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าสูงสุดของแหล่งพลังงาน และการใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกันนั้นยังต้องสร้างสมดุลย์ให้กับภาคการผลิตคำนึงถึงปัจจัยด้านราคาอีกด้วย งาน “Renewable Energy Asia 2016” ที่จะขึ้นพร้อมกับงาน ASEAN Sustainable Energy Week 2016” ครั้งนี้ จะช่วยตอบโจทย์ความยั่งยืน และช่วยสร้างสมดุลด้านพลังงานให้กับทุกภาคส่วนได้อย่างครบครัน” พลเอกอนันตพรกล่าว
สำหรับงาน “ASEAN Sustainable Energy Week 2016” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 -4 มิถุนายน 2559 นี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา มีกิจกรรมที่น่าสนใจ อิท จัดแสดงเทคโนโลยีสีเขียว จากบริษัทชั้นนำระดับสากล ซึ่งมีผู้ประกอบการเข้าร่วมจาก 35 ประเทศ มีพาวิลเลียนชั้นนำจากประเทศเยอรมนี สิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี โดยจะมีกิจกรรมสัมมนามในหลากหลายประเด็น และจะมีกลุ่มผู้เข้าร่วมงานจาก 40 ประเทศโดยเฉพาะประเทศในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน

Page 11 of 11
1 9 10 11