ปลัดกระทรวงพลังงาน ชี้แจงความก้าวหน้าการจัดทำแผนพลังงานแห่งชาติโดยเน้นพลังงานสะอาด สร้างชาติ สร้างเศรษฐกิจ

“กระทรวงพลังงาน เร่งเดินหน้าแผนพลังงานแห่งชาติเน้นพลังงานสะอาด สร้างชาติ สร้างเศรษฐกิจ”

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ชี้แจงความก้าวหน้าการจัดทำแผนพลังงานแห่งชาติว่า ตามที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2564 ได้มีมติเห็นชอบกรอบแผนพลังงานแห่งชาติ (National Energy Plan) และให้ กระทรวงพลังงาน จัดทำรายละเอียดเพื่อเสนอต่อ กบง. นั้น
ขณะนี้ กระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) อยู่ระหว่างเร่งยกร่างรายละเอียด แผนพลังงานแห่งชาติ ที่สอดคล้องกับแนวทางมุ่งไปสู่พลังงานสะอาดที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางการพัฒนาพลังงานที่สำคัญ ประกอบด้วย
ด้านไฟฟ้า เน้นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า พัฒนาและยกระดับเทคโนโลยีระบบไฟฟ้า (Grid Modernization) เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ ตลอดจนการผลิตเอง ใช้เอง (Prosumer) ที่มากขึ้น รวมถึงมุ่งปลดล็อคกฎระเบียบการซื้อขายไฟฟ้าเพื่อรองรับการผลิตเองใช้เองดังกล่าว
ด้านก๊าซธรรมชาติ เป็นเชื้อเพลิงสะอาดที่เป็นพลังงานสำคัญในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะเน้นการเปิดเสรีและการจัดหาเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับระบบพลังงานประเทศ ซึ่ง กระทรวงพลังงาน จะต้องวางแผนสร้างสมดุลระหว่างการจัดหาในประเทศและการนำเข้า LNG
ด้านน้ำมัน ยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักของประเทศในปัจจุบัน แต่จะได้รับผลกระทบจากการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ที่ขยายตัวขึ้น ดังนั้น จะต้องมีการปรับแผนพลังงานภาคขนส่งและพิจารณาการบริหารการเปลี่ยนผ่านให้กระทบต่อ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้น้อยที่สุด
ด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน จะมีการปรับเป้าหมายการผลิตและการใช้พลังงานทดแทน ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากทุกภาคส่วนให้เข้มข้นมากขึ้น
“หาก สนพ. จัดทำรายละเอียดการดำเนินการแล้วเสร็จ กระทรวงพลังงานจะเร่งนำเสนอ กบง. และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้ความเห็นชอบก่อนให้ สนพ. เปิดรับฟังความคิดเห็นถึงแนวทางการขับเคลื่อนกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเพื่อให้การขับเคลื่อนแผนพลังงานแห่งชาติได้รับข้อเสนอแนะอย่างรอบด้านและ เป็นทิศทางการพัฒนาร่วมกันของทุกฝ่ายในประเทศ” ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าว

ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานกิจกรรม “พลังงานร่วมใจ สู้ภัยโควิด-19” ส่งมอบชุด PPE และอุปกรณ์ป้องกันทางการแพทย์

วันนี้ (13 พฤษภาคม 2564) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานใน กิจกรรม “พลังงานร่วมใจ สู้ภัยโควิด-19” ซึ่งกระทรวงพลังงาน ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(สำนักงาน กกพ.)และหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงของแต่ละหน่วยงานเข้าร่วมงาน เพื่อเป็นการส่งมอบชุด PPE และอุปกรณ์ป้องกันทางการแพทย์ ชุด PPE และอุปกรณ์อื่นๆ อาทิ น้ำยาฆ่าเชื้อ หน้ากาก Face shield และถุงมือยาง ให้กับทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานเชิงรุกเร่งช่วยเหลือและตรวจคัดกรองประชาชนในพื้นที่ชุมชนคลองเตย เพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พร้อมร่วมส่งกำลังใจให้ทีมเจ้าหน้าที่และชุมชนชาวคลองเตยให้สามารถก้าวผ่านสถานการณ์ครั้งนี้ไปให้ได้
นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค โควิด-19 ในพื้นที่ชุมชนเขตคลองเตย ซึ่งขณะนี้พบผู้ติดเชื้อรายวันและมีผู้ที่มีความเสี่ยงสูงอีกเป็นจำนวนมาก ทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั้งทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ต่างๆ จำเป็นต้องเร่งปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือเชิงรุกในการตรวจคัดกรองประชาชนในพื้นที่ และส่งต่อการรักษาให้ทันเวลา เพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน กระทรวงพลังงานตระหนักถึงความปลอดภัยและมีความห่วงใยด้านความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน รวมถึงประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมากจึงได้ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงพลังงาน จัดหาชุด PPE และอุปกรณ์ป้องกันทางการแพทย์ ได้แก่ ชุด PPE จำนวน 1,660 ชุด น้ำยาฆ่าเชื้อ จำนวน 40 แกลลอน หน้ากาก Face shield จำนวน 1,005 ชิ้น และถุงมือยางจำนวน 609 กล่องและอุปกรณ์อื่นๆที่เกี่ยวข้องรวมมูลค่ากว่า 800,000 บาท เพื่อส่งมอบให้กับทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ณ สำนักงานเขตคลองเตย ใช้ป้องกันความปลอดภัยในขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมทั้งคาดหวังว่าสถานการณ์ครั้งนี้จะสามารถคลี่คลายไปได้ด้วยดีโดยเร็ว

“กระทรวงพลังงาน หน่วยงานในสังกัด รวมทั้งข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการปฏิบัติงานของทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกๆ ท่าน พร้อมทั้งขอส่งความห่วงใยและกำลังใจให้ประชาชนในชุมชนคลองเตยให้สามารถก้าวผ่านสถานการณ์ครั้งนี้ไปให้ได้ และขอฝากให้ประชาชนทุกท่าน เพิ่มความระมัดระวัง ใส่หน้ากากตลอดเวลา ล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสหรือหยิบจับสิ่งของ การเว้นระยะห่างตามมาตรการสาธารณสุข และผมมีความเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมแรงร่วมใจของคนไทย เราจะข้ามผ่านวิกฤตโรคโควิด-19 นี้ ไปด้วยกัน” นายกุลิศ กล่าว

กระทรวงพลังงาน ดำเนินมาตรการลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 สั่งทุกหน่วยงานในสังกัด 95% Work from Home ตามมาตรการ ศบค.

“กระทรวงพลังงาน” ดำเนินมาตรการลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 สั่งทุกหน่วยงานในสังกัด ให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และพนักงาน 95% Work from Home ตามมาตรการ ศบค. ในระหว่างวันที่ 1-31 พฤษภาคมนี้ พร้อมยืนยันไม่กระทบงานบริการประชาชน เตรียมพร้อมบุคลากรให้บริการประชาชนต่อเนื่องทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.ได้ขอความร่วมมือให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน พิจารณาดำเนินการมาตรการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work from Home) ในมาตรการขั้นสูงสุดอย่างน้อย 14 วัน เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เนื่องจากการระบาดรอบใหม่มีการแพร่กระจายเชื้ออย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ขณะนี้มีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ กระทรวงทรวงพลังงาน จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด ดำเนินมาตรการให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และพนักงานราชการส่วนกลางในสังกัดไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ดำเนินการตามมาตรการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work from Home) เพื่อลดความเสี่ยงการติดและแพร่กระจายของโรคโควิด -19 โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1–31 พฤษภาคม 2564 โดยมอบแนวทางปฏิบัติงานให้หน่วยงานต่างๆ นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ อาทิ การประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ การติดต่อสื่อสารผ่านระบบอีเมล์ หรือ แอปพลิเคชันต่างๆ มาเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงาน เพื่อให้การดำเนินงานทั้งในส่วนงานประจำของแต่ละหน่วยงานและงานบริการประชาชน สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ หากประชาชนที่ต้องการจะติดต่อสอบถามกับทางกระทรวงฯ หรือหน่วยงานในสังกัด สามารถติดต่อได้ตามปกติทั้งทางช่องทางออนไลน์และออฟไลน์
“กระทรวงพลังงาน มีความห่วงใยประชาชน ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกคน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่นี้เป็นอย่างมาก จึงจะขอความร่วมมือให้ทั้งประชาชน ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ทั้งการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาหากจำเป็นต้องเข้ามาปฏิบัติงานหรือมาติดต่อในสถานที่ราชการ โดยให้มีการจัดตั้งจุดคัดกรองวัดอุณหภูมิร่างกายทุกคนก่อนเข้าอาคารทุกครั้ง เพื่อลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสามารถก้าวผ่านสถานการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน” ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าว

กระทรวงพลังงานและสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ร่วมกันจัดงาน Private Sector Engagement Event ผ่านระบบออนไลน์

กระทรวงพลังงานและสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ร่วมกันจัดงาน Private Sector Engagement Event ผ่านระบบออนไลน์ ขึ้นในวันที่ 27 เมษายน 2564 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นสืบเนื่องจากมติที่ประชุม The 1st United States-Thailand Energy Policy Dialogue เมื่อวันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2563 โดย Private Sector Engagement Event จัดขึ้นเพื่อกระชับและเสริมสร้างความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างสองประเทศ ด้วยการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและภาครัฐของทั้งสองฝ่ายได้พบปะและหารือถึงความเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกันในอนาคต โดยมี Mr. Michael G. Heath อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ให้เกียรติเป็นประธานร่วมทั้งสองฝ่ายเสนอที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานระดับทวิภาคี โดยกระชับความร่วมมือและข้อริเริ่มระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาด้านพลังงานของไทยอย่างยั่งยืนและคุ้มค่า จากแหล่งพลังงานที่มีศักยภาพ Mr. Michael G. Heath กล่าวว่า “ด้วยการผลักดันจากนโยบายของภาครัฐ ร่วมกับนวัตกรรมอันล้ำสมัยของภาคเอกชน ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็นผู้นำของภูมิภาคและของโลก ในการกำหนดแนวทางความมั่นคงด้านพลังงาน สหรัฐอเมริกาขอชื่นชมความพยายามของบริษัททั้งฝ่ายสหรัฐฯ และฝ่ายไทยสำหรับการผลิตพลังงานจากแหล่งที่หลากหลาย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้ทันสมัย และช่วยสร้างตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าพลังงานในภูมิภาค”
ทั้งนี้ นายกุลิศ ปลัดกระทรวงพลังงานได้กล่าวว่า “กระทรวงพลังงานไทยเล็งเห็นความสำคัญของความร่วมมือทวิภาคีด้านพลังงานระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทย โดยการประชุมหารือในวันนี้จะเป็นโอกาสสำคัญที่จะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวคิดจากภาคเอกชนด้านพลังงานของทั้งสองประเทศในการพัฒนาแนวทางการทำธุรกิจด้านพลังงานร่วมกันในอนาคต ซึ่งนับว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการผลักดันให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในด้านพลังงานเพื่อให้เกิดการฟื้นตัวทางภาคเศรษฐกิจ รวมถึงการร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นปัญหาสำคัญในระดับโลกซึ่งจะมีการหารือในประเด็นดังกล่าวนี้ในการประชุมครั้งนี้อีกด้วย”
ผู้แทนจากทั้งสองฝ่ายต่างตระหนักถึงบทบาทที่สำคัญของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนนวัตกรรม โดยได้เห็นพ้องที่จะแสวงหาโอกาสในการขยายความร่วมมือด้านการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการผลิตไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติ พลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงาน และรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เน้นย้ำบทบาทของบรรษัทการเงินเพื่อการพัฒนาของสหรัฐอเมริกา (the United States International Development Finance Corporation) ในการช่วยสนับสนุนด้านการค้าและการเงิน และบทบาทของสำนักงานส่งเสริมการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา (the United States Trade and Development Agency) ในการช่วยสนับสนุนด้านเทคนิคที่เกี่ยวข้องด้วย
ในโอกาสเดียวกันนี้ ผู้แทนจากกระทรวงพลังงานได้กล่าวถึงแผนพลังงานแห่งชาติ (National Energy Plan) ที่อยู่ระหว่างการจัดทำแผน โดยมีเป้าหมายหลักในการมุ่งเน้นการพัฒนาไปสู่การใช้พลังงานสะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยผู้เข้าร่วมภาคเอกชนจากทั้งสองฝ่ายต่างให้ความสนใจในแนวทางนโยบายและกฎระเบียบด้านพลังงานของไทย และได้รับทราบถึงบทบาทสำคัญของไทยในการอำนวยความสะดวกด้านการพัฒนาและเชื่อมโยงภาคพลังงานในภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ สหรัฐฯ และไทยมีแผนที่จะจัดการประชุม The 2nd United States-Thailand Energy Policy Dialogue ในช่วงปลายปี 2564 เพื่อต่อยอดความก้าวหน้าความร่วมมือด้านพลังงานจากการจัดประชุมเมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา

รองปลัดกระทรวงพลังงาน ถวายแจกันดอกไม้และลงนามถวายพระพรสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

วันนี้ (2 เม.ย. 64) นางเปรมฤทัย วินัยแพทย์ และนายสมบูรณ์ หน่อแก้ว รองปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารของกระทรวงพลังงาน  ถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2564 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ภายในพระบรมมหาราชวัง

ปลัดกระทรวงพลังงาน บันทึกเทปรายการกะเทาะเปลือกคอร์รัปชัน

วันนี้ (1 เมษายน 2564) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน บันทึกเทปสัมภาษณ์พิเศษในรายการกะเทาะเปลือกคอร์รัปชัน ประเด็น “พน. โปร่งใส ต้านทุจริตคอร์รัปชัน” ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) โดยนำเสนอถึงนโยบายและมาตรการด้านการป้องกันการทุจริตของหน่วยงาน และการสร้างความโปร่งใสในการดำเนินกิจการด้านพลังงาน เช่น กระบวนการอนุมัติ อนุญาต หรือการติดต่อกับหน่วยงานในกระทรวงพลังงานโดยสามารถติดต่อผ่านช่องทางระบบสารสนเทศ เช่น Website  (www.energy.go.th) Facebook (www.facebook.com/ministryofenergy) โทรศัพท์ 02-140-7000 และอีเมล์ inspector_g@energy.go.th อีกทั้ง กระทรวงพลังงานได้เพิ่มช่องทางการแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนทางออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสหรือการที่ไม่ได้รับความสะดวกในการติดต่อกับหน่วยงานในกระทรวงพลังงาน ทั้งนี้ ท่านสามารถติดตามวันและเวลาออกอากาศได้ทาง Facebook กระทรวงพลังงาน

รองปลัดกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาโครงการโซลาร์เซลล์ของกองทุนอนุรักษ์

“ก.พลังงาน” ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาโครงการโซลาร์เซลล์ของกองทุนอนุรักษ์ ย้ำ ประชาชนต้องใช้ประโยชน์ได้เต็มประสิทธิภาพ

“สมบูรณ์ หน่อแก้ว” รองปลัดกระทรวงพลังงาน ประธานคณะทำงานกำกับติดตามผลการดำเนินโครงการเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ นำคณะทำงานฯ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน และสื่อมวลชน ลงพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตรวจติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาโครงการระบบสูบน้ำพลังงานพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ได้รับจัดสรรงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เน้นย้ำว่า ทุกโครงการต้องแก้ไขให้แล้วเสร็จ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จริง

นายสมบูรณ์ หน่อแก้ว รองปลัดกระทรวงพลังงาน ประธานคณะทำงานกำกับติดตามผลการดำเนินโครงการเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงพลังงานมีการตั้งคณะทำงานกำกับและติดตามผลการดำเนินโครงการเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อตรวจติดตามการดำเนินโครงการฯ ที่ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานทั่วประเทศ ในช่วงปี 2557-2562 เพื่อให้ทุกโครงการฯ ดำเนินการให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ตามวัตถุประสงค์ของการจัดสรรงบประมาณอย่างแท้จริง

ในการลงพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนครั้งนี้ เป็นการติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาในส่วนโครงการของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 3 หรือ กอ.รมน.ภาค 3 ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ผ่านกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน หรือ พพ. ปี 2560 เพื่อติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ และระบบกรองน้ำสำหรับอุปโภคขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 10 กิโลวัตต์ และระบบกรองน้ำสำหรับบริโภคขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 2 กิโลวัตต์ ในพื้นที่อำเภอแม่สะเรียง และอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และพื้นที่อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก จำนวนรวม 20 แห่ง

ทั้งนี้ ภายหลังจากการดำเนินโครงการของ กอ.รมน.ภาค 3 แล้วเสร็จ ทาง พพ. ได้ดำเนินการตรวจสอบและประเมินผลโครงการฯ ตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2561-เดือนมิถุนายน 2562 จำนวน 3 ครั้ง พบว่าทั้ง 20 แห่ง สามารถใช้งานได้ตามปกติ และอยู่ภายใต้เงื่อนไขของการรับประกันของผู้รับจ้าง อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากหมดช่วงรับประกัน (กันยายน 2563)  ได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบอีกครั้งในช่วงกุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา พบว่าแต่ละแห่งประสบปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการใช้งานของระบบฯ ตามสภาพการใช้งานที่บางแห่งระบบกรองน้ำอุปโภคใช้ได้หรือบางแห่งระบบกรองน้ำบริโภคใช้ได้ ซึ่งขณะนี้ ได้มีการแก้ไขให้สามารถใช้งานได้ทั้ง 2 ระบบแล้วทั้ง 18 แห่ง และอยู่ระหว่างการเร่งแก้ไขอีก 2 แห่ง ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคมนี้ และหลังจากนั้น จะมีการส่งมอบให้กับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในพื้นที่ของโครงการเพื่อนำไปบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนในพื้นที่ ต่อไป โดยเจ้าของโครงการจะร่วมกับผู้รับจ้างและผู้เกี่ยวข้องจะดำเนินการฝึกอบรมการใช้งาน การดูแลบำรุงรักษาให้แก่ อบต.ผู้นำชุมชน และผู้ใช้งาน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการและใช้งานระบบฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป

“คณะทำงานฯ จะดำเนินการตรวจสอบและติดตามการแก้ไขปัญหาโครงการที่ไม่สามารถใช้งานได้ เมื่อทราบปัญหาแล้วจะได้ประสานหน่วยงานเจ้าของโครงการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนดำเนินการซ่อมบำรุงกลับสู่สภาพเดิมให้ประชาชนสามารถใช้โครงการต่างๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมทั้งจะทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบโครงการทั้งหมดอีกกว่า 788 โครงการทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจว่างบประมาณจากกองทุนดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ส่วนโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น การพิจารณาอนุมัติงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานจะมีความเข้มงวดมากขึ้น  โดยจะมีการตรวจสอบตั้งแต่คำขอโครงการที่จะต้องมีรายละเอียดงบประมาณ แผนงานการดำเนินงานและมีแผนงบประมาณการซ่อมบำรุงที่ชัดเจน คำนึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่ มีความคุ้มค่า ตรงกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่อีกด้วย”   รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าว

ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานกล่าวต้อนรับและเปิดการประชุม the 2nd Workshop on Smart Energy

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2564 ปลัดกระทรวงพลังงานได้ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวต้อนรับและเปิดการประชุม the 2nd Workshop on Smart Energy ในรูปแบบการประชุมออนไลน์ รวมถึงยังได้รับเกียรติจาก Mr. TAKETANI Atsushi (นายอัทสึชิ ทาเคทานิ) ประธาน JETRO กรุงเทพฯ ให้เกียรติกล่าวต้อนรับและเปิดการประชุมดังล่าวด้วย ในโอกาสนี้ ปลัดกระทรวงพลังงานได้ร่วมรับฟังการบรรยายแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการพัฒนาพลังงานอัจฉริยะหรือ Smart Energy ในประเทศไทย จากวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานของไทยและญี่ปุ่น

การประชุม the 2nd Workshop on Smart Energy จัดโดยองค์การส่งเสริมการค้าของประเทศญี่ปุ่น หรือ JETRO กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้บริษัทด้านการพัฒนาพลังงานอัจฉริยะของญี่ปุ่นได้รับทราบนโยบายและแนวทางในการดำเนินความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานอัจฉริยะในประเทศไทย รวมถึงเป็นโอกาสให้บริษัทพลังงานของไทยได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคโนโลยีพลังงานของประเทศญี่ปุ่นเพื่อเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศและส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างไทยและญี่ปุ่นให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องมากจากการประชุม Workshop on Smart Energy เมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา โดยจะช่วยต่อยอดการดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการความร่วมมือด้าน Smart Energy ของทั้งสองประเทศต่อไป

การประชุมได้มีการหารือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี ผลการศึกษาวิจัย และการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานในด้านต่าง ๆ อาทิ การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles: EV) ระบบการกักเก็บพลังงาน การใช้ประโยชน์จากไฮโดรเจน การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีต่าง ๆ มาช่วยในการเสริมสร้างประสิทธิภาพด้านพลังงาน รวมถึงการเชื่อมโยงด้านไฟฟ้าในระดับภูมิภาค เป็นต้น ซึ่งได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากบริษัทด้านการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานของทั้งสองประเทศ รวมถึงสถานศึกษาชั้นนำของไทย อาทิ การไฟฟ้าผ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สถาบันวิทยสิริเมธี สถาบันเทคโนโลยีพลังงาน สถาบันวิจัยแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Mitsubishi Motors Corporation, JERA, Kansai Electric Power ฯลฯ ร่วมบรรยายในการประชุมดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้ ยังมีแทนจากภาครัฐและเอกชน สถานศึกษา สถาบันการเงิน รวมถึงบริษัทด้านการพัฒนาพลังงานของทั้งสองประเทศ สนใจเข้าร่วมการประชุมมากกว่า 300 หน่วยงาน

รองปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุม ITA

วันที่ 3 มีนาคม 2564 นายสมบูรณ์ หน่อแก้ว รองปลัดกระทรวงพลังงาน หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต (ศปท.) เป็นประธานในการประชุมเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจและรับทราบปัญหาอุปสรรคในการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 “More Open, more transparent ยิ่งเปิดเผย ยิ่งโปร่งใส” ของหน่วยงานระดับภูมิภาค ผ่านระบบ Video Conference ร่วมกับพลังงานจังหวัด ผู้แทนจากสำนักงานพลังงานจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ ศปท. และเจ้าหน้าที่ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ศทส.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงถึงที่มาและความสำคัญ รวมถึงหัวข้อของการประเมิน ITA ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ที่จะต้องมีการดำเนินการประสานข้อมูลร่วมกันระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาคต่อไป

รองปลัดกระทรวงพลังงาน ร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านพลังงานสมัยพิเศษ และการประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์พลังงานอาเซียน ครั้งที่ 23

เมื่อวันที่ 21-22 มกราคม 2564 ปลัดกระทรวงพลังงานได้มอบหมายให้นางเปรมฤทัย วินัยแพทย์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยพร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านพลังงาน สมัยพิเศษ (Special Senior Officials Meeting on Energy: Special SOME) และการประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์พลังงานอาเซียน ครั้งที่ 23 (23rd ACE Governing Council) โดยมีวัตถุประสงค์ของการประชุมเพื่อร่วมให้ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินความร่วมมือด้านพลังงานภายใต้กรอบอาเซียน เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนต่อไป

โดยในการประชุมครั้งนี้ เวียดนามในฐานะประธานการประชุม บรูไนในฐานะรองประธานฯ และประเทศสมาชิกได้ร่วมกันพิจารณาการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียน ระยะที่ 2 พ.ศ. 2564-2568 (APAEC Phase II: 2021-2025) ใน 7 สาขา ประกอบด้วย ความร่วมมือด้านแผนพลังงานภูมิภาค การเชื่อมโยงไฟฟ้าอาเซียน การเชื่อมโยงท่อก๊าซอาเซียน พลังงานทดแทน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการอนุรักษ์พลังงาน ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด และความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายเพื่อความมั่นคงและยั่งยืนด้านพลังงานของอาเซียนต่อไป

ปลัดกระทรวงพลังงาน สั่งตรวจสอบย้อนหลังโครงการโซลาร์เซลล์พื้นที่ห่างไกลทุกพื้นที่

ปลัดกระทรวงพลังงานสั่งตรวจสอบย้อนหลังโครงการโซลาร์เซลล์พื้นที่ห่างไกลทุกพื้นที่ ย้ำโครงการใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนอนุรักษ์ฯ จะต้องชัดเจน โปร่งใส สามารถดำเนินการเกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง
     ​นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยหลังการประชุมคณะอนุกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ปีงบประมาณ 2564 (ครั้งที่ 2) ว่า ตามที่มีกระแสข่าวโครงการที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ที่ดำเนินโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ห่างไกล หลายแห่งไม่สามารถดำเนินการได้จริงนั้น ขณะนี้ ได้มีการสั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบติดตามกับหน่วยงานที่ขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯ เร่งดำเนินการตรวจสอบย้อนหลังในทุกพื้นที่ ทุกโครงการ ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุน เพื่อเร่งหาสาเหตุที่เกิดขึ้นว่าเกิดจากปัญหาใด หรือ มีข้อจำกัดในการดำเนินงานอย่างไร และสาเหตุใดที่บางโครงการไม่สามารถใช้งานได้จริงเกิดจากอะไร ซึ่งเบื้องต้นบางพื้นที่ได้จัดส่งรายงานข้อมูลเข้ามาบ้างแล้ว และได้มีสั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบ และประเมินผล ลงพื้นที่ตรวจสอบและติดตามในทันที เพื่อให้สามารถหาแนวทางแก้ไขให้ทุกโครงการสามารถดำเนินการให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยเร็วที่สุด
​      “ในการประชุมคณะอนุกรรมการกองทุนฯ วันนี้ ผมได้เน้นย้ำว่าจะต้องหาเร่งหาสาเหตุที่เกิดขึ้น และดำเนินการแก้ไขอย่างเร็วที่สุด เพราะเป้าหมายของงบกองทุนฯ คือสนับสนุนโครงการและจะต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์สุงสุดต่อประชาชน ซึ่งจะเร่งให้มีความชัดเจน โดยเร็วที่สุด ส่วนโครงการใหม่ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนได้เน้นย้ำให้มีการตรวจสอบให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทุกโครงการ อย่างเข้มงวดเช่นกัน เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ มีการจ้างงาน สร้างอาชีพในพื้นที่ โดยคณะอนุกรรมการฯได้เห็นชอบร่วมกันว่าทุกโครงการที่ขอรับงบประมาณสนับสนุน จะต้องมีแผนงานที่ชัดเจน ตอบสนองความต้องการของชุมชน และเป็นโครงการที่ชาวบ้านได้รับประโยชน์เต็มที่ มีราคากลางที่ตรวจสอบได้ รวมถึงจะต้องมีความโปร่งใสในการอนุมัติโครงการโดยไม่ยึดติดกับหน่วยงานใด ที่สำคัญจะต้องมีระบบการตรวจสอบที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และสำหรับโครงการเศรษฐกิจฐานราก ที่จะกระจายเงินให้จังหวัดทั่วประเทศ จะพิจารณาให้ความสำคัญในด้านความพร้อม การพัฒนาและการซ่อมแซมบำรุงรักษา เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและให้มีการรายงานผลต่อจังหวัดทุกปี จนกว่าจะหมดอายุการใช้งาน” ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าว

ปลัดกระทรวงพลังงาน สั่งเข้มระบบตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลทุกโครงการฯ ยื่นของบกองทุนฯ

“ปลัดพลังงาน” สั่งเข้มระบบตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลทุกโครงการฯ ยื่นของบกองทุนฯ ย้ำ ต้องให้ประชาชนได้ใช้จริง

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ตามที่มีกระแสข่าวโครงการระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ในพื้นที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ปี 2562 นั้น ขณะนี้ ทางกระทรวงพลังงาน ได้มีการสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบโครงการดังกล่าว และโครงการอื่นๆ ในลักษณะเดียวกัน ครอบคลุมตั้งแต่การดำเนินการตรวจรับและส่งมอบให้กับหน่วยงานที่รับผิดในการบริหารจัดการ เพื่อร่วมบูรณาการแก้ไขให้โครงการต่างๆ สามารถดำเนินการให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนตามเป้าหมายโดยเร็วที่สุด
กระทรวงพลังงานได้รับรายงานจาก สำนักงานกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ว่า ปัจจุบัน โครงการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ที่ดำเนินการโดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 โครงการดังกล่าว ทาง กอ.รมน. ได้ส่งคำขอโครงการจำนวน 54,972,750 บาท ซึ่งสำนักงานกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้พิจารณามาตรฐานราคาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และราคากลางจากบัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ สำนักงบประมาณ ธันวาคม 2561 จึงได้อนุมัติงบประมาณที่ 45,205,000 บาท
ส่วนสถานะโครงการในปัจจุบันนี้ ส.กทอ แจ้งว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบรายงานจาก กอ.รมน. ว่าครบถ้วน ถูกต้องตามหนังสือยืนยันหรือไม่ และยังไม่มีการอนุมัติจ่ายงบประมาณงวดสุดท้ายจำนวน 18,082,000 บาท
“ นอกจากนี้ ผมยังได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง สำนักงานกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และพลังงานจังหวัดทุกจังหวัด มีการตรวจสอบการดำเนินโครงการในพื้นที่จริงอย่างเข้มงวด และตั้งแต่ปี 2564 จะมีการตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบทุกขั้นตอน หากมีการขอรับการสนับสนุนประเภทเดียวกันนี้ จะต้องมีแผนงานที่ชัดเจน มีความพร้อมในการบำรุงรักษา และประชาชนจะต้องใช้งานได้จริง พร้อมทั้งต้องดำเนินการอย่างเข้มงวดตั้งแต่ระบบตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลในทุก ๆ โครงการ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่” ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าว

ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงเข้าลงนามถวายพระพร กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

วันนี้ (13 ม.ค. 63) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง เข้าถวายแจกันดอกไม้และลงนามถวายพระพร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขอให้ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์หายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสสำหรับการปฏิบัติราชการและให้บริการด้านการอนุญาตการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง ครั้งที่ 1/2564

คณะกรรมการขับเคลื่อนบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสสำหรับการปฏิบัติราชการและให้บริการด้านการอนุญาตการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง จัดการประชุมครั้งที่ 1/2564
วันนี้ (7 มกราคม 2564) นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสสำหรับการปฏิบัติราชการและให้บริการด้านการอนุญาตการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง ครั้งที่ 1/2564 ผ่านระบบ VDO Conference ซึ่งการประชุมในวันนี้ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ของกระทรวงพลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) โดยที่ประชุมได้มีมติร่วมในเรื่องของการคัดเลือกกระบวนการนำร่องตามกฏหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ในส่วนของกระบวนการที่เกี่ยวกับรถขนส่งน้ำมัน เพื่อนำมาจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงและพัฒนาให้สามารถให้บริการได้อย่างโปร่งใส เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการในการได้รับบริการที่ดีและโปร่งใสจากหน่วยงานภาครัฐ

ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่

วันนี้ (1 ม.ค. 64) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงและรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

กระทรวงพลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน และสำนักงาน ป.ป.ท. ร่วมลงนาม “บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสสำหรับการปฏิบัติราชการ และให้บริการด้านการอนุญาตการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง”

กระทรวงพลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) ร่วมลงนาม “บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสสำหรับการปฏิบัติราชการ และให้บริการด้านการอนุญาตการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง” หวังยกระดับการให้บริการของหน่วยงาน ส่งเสริมข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ตามหลัก Good Governance  สอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เชื่อเป็นทิศทางการพัฒนาที่ทำให้ประเทศชาติได้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

วันนี้ (18 ธ.ค.63) เวลา 12.30 น. ณ ห้องประชุม 9 ชั้น 15 ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคารบี นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมกับ นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน และ พันตำรวจโท วันนพ สมจินตนากุล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เข้าร่วมในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสสำหรับการปฏิบัติราชการ และให้บริการด้านการอนุญาตการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง ระหว่าง กระทรวงพลังงาน (พน.) กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริม สนับสนุน บูรณาการและประสานการปฏิบัติราชการร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสสำหรับการปฏิบัติราชการและให้บริการด้านการอนุญาตการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ลดความเสี่ยงการทุจริต พัฒนาศักยภาพบุคลากร ยกระดับการให้บริการของหน่วยงาน รวมทั้งการส่งเสริมให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ โดยยึดหลักธรรมาภิบาล (Good Governance)  เพื่อตอบสนองกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แผนปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกภาคส่วน สำหรับแนวทางในการขับเคลื่อนการดำเนินการจะมีอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานเป็นผู้รับผิดชอบหลัก โดยกรมธุรกิจพลังงาน และสำนักงานพลังงานจังหวัดจะเป็นหน่วยดำเนินงานมีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นผู้กำกับดูแล และสำนักงาน ป.ป.ท. เป็นหน่วยสนับสนุน

“วันนี้หลังจากลงนาม MOU แล้ว ผมได้ลงนามตั้งคำสั่งคณะทำงานทันที โดยมีองค์ประกอบจากหน่วยงานทั้ง 3 หน่วย เพื่อเร่งผลักดันการจัดทำแผนการศึกษา วิเคราะห์ คัดเลือกกระบวนงานด้านการอนุญาตการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง นำมาจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงและพัฒนาให้สามารถให้บริการได้อย่างโปร่งใส เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นในการทำงานของภาครัฐ โดยให้มีการติดตามและประเมินผลรายงานต่อผม อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน และเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐเป็นระยะด้วย

ซึ่งผมเชื่อว่าเมื่อมีการยกระดับพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน นอกจากจะเป็นการปิดช่องทางการทุจริตได้แล้ว ที่สำคัญคือจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนหรือผู้ประกอบการในการได้รับบริการที่ดีและโปร่งใสจากภาครัฐ   อันจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเจริญก้าวหน้าให้ประเทศชาติต่อไป”ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าว

กระทรวงพลังงานจัดประชุมเวิร์กช็อปเปิดโอกาส “คนพลังงานร่วมใจ สู่ทิศทางไทยในอนาคต” ระดมแนวคิดและมุมมองกำหนดทิศทางนโยบาย และจัดทำแผนพัฒนาด้านพลังงาน

กระทรวงพลังงานจัดประชุมเวิร์กช็อปเปิดโอกาส “คนพลังงานร่วมใจ สู่ทิศทางไทยในอนาคต” ระดมแนวคิดและมุมมองกำหนดทิศทางนโยบาย และจัดทำแผนพัฒนาด้านพลังงานของประเทศแบบบูรณาการรับมือยุค New Normal และยุค Smart & Green Energy

วันนี้ (14 ธ.ค.63) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2563 เห็นชอบแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 พร้อมด้วยแผนที่เกี่ยวข้อง และให้นำแผนทั้งหมดที่เสนอไปรวมให้เป็นแผนเดียวกันอย่างมีเอกภาพและนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในปี 2564 ประกอบกับการวางแผนพลังงานโดยเฉพาะแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าที่ผ่านมาใช้การประมาณการเศรษฐกิจระยะยาวเป็นสมมติฐาน ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนอันมาจากผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 จำเป็นต้องมีการทบทวนให้สอดคล้องกับสถานะความเป็นจริง และแผนควรมีการกำหนดการดำเนินการให้มีความยืดหยุ่น มีเป้าหมายในระยะสั้น ระยะปานกลาง 5-10 ปี มากกว่าการวางแผนในระยะยาว 20 ปี นอกจากนี้ ปัจจุบันแผนพลังงานของไทยต้องมีการวางแผนเตรียมการรองรับการเปลี่ยนแปลงยุค Digital Disruption ทั้งในด้านสภาวะโลกร้อนและพลังงานสะอาดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

เพื่อเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี และสถานการณ์ Digital Disruption ให้ทันท่วงที กระทรวงพลังงานจึงได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “คนพลังงานรุ่นใหม่ ร่วมใจสู่ทิศทางไทยในอนาคต” เป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งเดินหน้าจัดทำแผนพัฒนาด้านพลังงานของประเทศแบบบูรณาการในวันนี้ โดยมีเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจากบริษัท แมคคินซี่ แอนด์ คอมพานี ประเทศไทย มาร่วมแบ่งปันข้อมูลสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน และการคาดการณ์การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ทิศทางการพัฒนาและความท้าทายด้านพลังงานโลกและของไทยในอนาคต เพื่อสร้างความเข้าใจและกำหนดกรอบภาพอนาคตของพลังงาน นอกจากนี้ การวางแผนและกำหนดเป้าหมายในแต่ละช่วงเวลา คือ เป้าหมาย 3 ปี 5 ปี 10 ปี และ 20 ปี จำเป็นต้องอาศัยบุคลากรคนรุ่นใหม่ซึ่งมีทักษะแห่งอนาคต เข้าใจในเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย แนวทางการดำเนินธุรกิจรองรับ Digital Disruption อย่างทันท่วงที อีกทั้งบุคลากรเหล่านี้จะก้าวขึ้นสู่ผู้บริหารเป็นผู้นำในเรื่องพลังงานในอนาคตอีกด้วย  การประชุมระดมสมองครั้งนี้จะเป็นการให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ ทั้งส่วนราชการในสังกัดกระทรวงพลังงานทั้ง 4 แห่ง รวมถึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกลุ่ม บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน มาร่วมแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะกรอบแนวทางการเตรียมการรองรับการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจในยุค New Normal และด้านพลังงานในยุค Digital Disruption ได้อย่างมีศักยภาพ

“การจัดทำแผนพัฒนาด้านพลังงานของประเทศแบบบูรณการครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นการจัดทำแผนแบบบูรณาการครบวงจรทั้งด้านก๊าซธรรมชาติ ไฟฟ้า น้ำมัน พลังงานทดแทน และการอนุรักษ์พลังงานในลักษณะ Bottom Up เสนอจากผู้ปฏิบัติงานมาสู่ระดับนโยบาย ซึ่งจะได้นำผลจากการระดมความเห็นครั้งนี้มาร่วมกันกำหนดนโยบายและจัดทำแผนแล้วนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมต่อไป” ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าวในตอนท้าย

“Zero Tolerance คนไทยไม่ทนต่อการทุจริต”

วันนี้ (วันที่ 9 ธันวาคม 2563) ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงพลังงาน ได้จัดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ภายใต้แนวคิด “Zero Tolerance คนไทยไม่ทนต่อการทุจริต” โดยมีนายกุลิศ  สมบัติศิริ  ปลัดกระทรวงพลังงาน และนายสมบูรณ์ หน่อแก้ว หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต  พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ร่วมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ภายในหน่วยต่างๆ ในสังกัดกระทรวงพลังงาน  เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน รวมทั้งกระตุ้นจิตสำนึกให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานไม่ยอมรับและไม่ทนต่อการทุจริต อันจะนำไปสู่การเป็นองค์กรที่มีความโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับต่อไป

 

รองปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นตัวแทนมอบเงินให้แก่โรงพยาบาลสงฆ์

นายสมบูรณ์ หน่อแก้ว รองปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นตัวแทนมอบเงินจำนวน 50,000 บาท จากการจัดแข่งขันกอล์ฟการกุศลเพื่อสวัสดิการ สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน ให้แก่โรงพยาบาลสงฆ์ เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป (วันนี้ 8 ธ.ค. 63)

ปลัดกระทรวงพลังงานเยี่ยมชมบูธนิทรรศการ “พลังงานที่พ่อให้”

วันนี้ (5 ธ.ค. 63) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยนายสมบูรณ์ หน่อแก้ว รองปลัดกระทรวงพลังงาน ได้ให้เกียรติเยี่ยมชมบูธกระทรวงพลังงาน ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดนิทรรศการภายใต้แนวความคิด “พลังงานที่พ่อให้” เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติและวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2563 นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้านพลังงานซึ่งยังประโยชน์ต่อประชาชนคนไทยทั่วประเทศ อาทิ เขื่อนพระราชา พลังแห่งสายน้ำสู่แสงสว่างของปวงประชา , พลังงานชีวภาพ…พลังแห่งพระปรีชาญาณ, พลังงานจากอ่าวไทย..สร้างเศรษฐกิจพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย พร้อมทั้งจับฉลากมอบรางวัลให้กับผู้ที่ลงทะเบียน และผู้เล่นเกมตอบคำถามในบูธ โดยนิทรรศการ “พลังงานที่พ่อให้” จะมีตั้งแต่วันที่ 1-6 ธันวาคม 2563 เวลา 10.00 – 21.00 น. บริเวณถนนสนามไชย ฝั่งวัดโพธิ์

 

กระทรวงพลังงาน จัดกิจกรรมการบรรยายให้ความรู้สื่อมวลชน หัวข้อ “แนวทางการดำเนินการ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2561 – 2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1

วันนี้ (6 พฤศจิกายน 2563) กระทรวงพลังงาน จัดกิจกรรมการบรรยายให้ความรู้สื่อมวลชน หัวข้อ “แนวทางการดำเนินการ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2561 – 2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 โดยได้รับเกียรติจาก นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายกวิน ทังสุพานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เป็นผู้บรรยาย ณ ห้องประชุม 9 ชั้น 15 ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ กระทรวงพลังงาน โดยมีสื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังการบรรยายในครั้งนี้

 

มติบอร์ดกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เห็นชอบ 6,500 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนแผนและมาตรการ ปีงบประมาณ 2564

มติบอร์ดกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เห็นชอบ 6,500 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนแผนและมาตรการ ปีงบประมาณ 2564
     นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2563 ได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ปีงบประมาณ 2564 วงเงิน 6,500 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์ ในการนำไปใช้ส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือ อุดหนุนโครงการต่างๆ ที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์การใช้เงินกองทุนฯ ตามความในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยในปีนี้ได้ให้ความสำคัญลำดับต้นกับการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนเศรษฐกิจฐานราก เพื่อสนับสนุนการสร้างงานและสร้างรายได้ รวมถึง ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทนในภาคส่วนต่างๆ อาทิ กลุ่มโรงงาน อุตสาหกรรม อาคาร บ้านอยู่อาศัย เป็นต้น ตลอดจนการสร้างงานวิจัย สร้างนวัตกรรมใหม่ และการสร้างบุคลากร
     ทั้งนี้ การจัดสรรเงินกองทุนฯ ในปีงบประมาณ 2564 ประกอบด้วย 2 แผน คือ แผนอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน มีกรอบวงเงินสนับสนุน จำนวน 6,305 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 7 กลุ่มงานย่อย ดังนี้
(1) กลุ่มงานตามกฎหมาย วงเงินสนับสนุน 200 ล้านบาท (2) กลุ่มงานสนับสนุนนโยบายอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน วงเงินสนับสนุน 500 ล้านบาท (3) กลุ่มงานศึกษา ค้นคว้าวิจัย นวัตกรรม และสาธิตต้นแบบ วงเงินสนับสนุน 355 ล้านบาท (4) กลุ่มงานสื่อสาร และข้อมูล ข่าวสาร วงเงินสนับสนุน 200 ล้านบาท (5) กลุ่มงานพัฒนาบุคลากร วงเงินสนับสนุน 450 ล้านบาท (6) กลุ่มงานส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในกลุ่มโรงงาน อุตสาหกรรม อาคาร บ้านอยู่อาศัย ภาคขนส่ง ธุรกิจฟาร์มเกษตรสมัยใหม่ และพื้นที่พิเศษ วงเงินสนับสนุน 2,200 ล้านบาท และ (7) กลุ่มงานส่งเสริมอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนเศรษฐกิจฐานราก วงเงินสนับสนุน 2,400 ล้านบาท ส่วนอีกหนึ่งแผน คือ แผนบริหารจัดการ ส.กทอ. วงเงินสนับสนุน 195 ล้านบาท
สำหรับกลุ่มงานส่งเสริมอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนเศรษฐกิจฐานราก คณะกรรมการกองทุนฯ เห็นชอบแนวทางบริหารจัดการในหลักการ โดยให้คณะกรรมการบริหารจังหวัดแบบบูรณาการพิจารณากลั่นกรองข้อเสนอโครงการระดับจังหวัดและจัดลำดับความสำคัญของกลุ่มเป้าหมายในระดับพื้นที่ โดยมอบหมายให้กระทรวงพลังงานหารือกับกระทรวงมหาดไทยในรายละเอียดและนำเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ พิจารณา ต่อไปทั้งนี้ ในปีต่อไปคณะกรรมการกองทุนฯ มีมติเห็นควรให้ทบทวนแนวทางการสนับสนุนโครงการภายใต้กลุ่มงานส่งเสริมอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนเศรษฐกิจฐานราก โดยให้กำหนดเงื่อนไขด้านการร่วมสมทบทุนทั้งด้านตัวเงิน (in cash) และด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตัวเงิน (in kind) เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการส่งเสริม
     โดยหลังจากนี้ กระทรวงพลังงานจะนำแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไขฯ ที่คณะกรรมการกองทุนฯ มีมติเห็นชอบแล้วเสนอให้เสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานซึ่งคาดว่าจะมีการประชุมภายในเดือนพฤศจิกายน 2563 ซึ่งหลังจาก กพช. มีมติเห็นชอบก็จะเข้าสู่กระบวนการจัดสรรเงินกองทุนฯ โดยคาดว่าจะสามารถประกาศยุทธศาสตร์การจัดสรรฯ และประกาศเปิดรับข้อเสนอโครงการได้ประมาณเดือนธันวาคม 2563

ปลัดกระทรวงพลังงาน ประชุมหารือเชิงนโยบายด้านพลังงานระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทย ครั้งที่ 1

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2563 ได้มีการเปิดตัวการประชุมหารือเชิงนโยบายด้านพลังงานระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทย ครั้งที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ โดยมีนายฟรานซิส อาร์ แฟนนอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศด้านทรัพยากรพลังงานของสหรัฐอเมริกา และนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ทำหน้าที่หัวหน้าคณะของทั้งสองฝ่าย พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากฝ่ายสหรัฐอเมริกาและผู้แทนจากกระทรวงพลังงานไทยเข้าร่วมการประชุม

การประชุมหารือเชิงนโยบายด้านพลังงานระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทย ครั้งที่ 1 เป็นเวทีที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนด้านพลังงานระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา โดยมุ่งเน้นความร่วมมือในการสร้างการเติบโตของตลาดพลังงาน เสริมสร้างโอกาสในการพัฒนาด้านพลังงานทดแทน และขยายการเชื่อมโยงไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียนและภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ตระหนักถึงความสำคัญของกรอบการหารือทวิภาคีระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาที่ได้มีการดำเนินกิจกรรมความร่วมมือมาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมข้อตกลงเชิงการค้าด้านพลังงาน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้นำเสนอความก้าวหน้าของโครงการความร่วมมือด้านพลังงานในประเทศไทย รวมทั้งได้มีการหารือแนวทางการจัดลำดับความสำคัญและความเร่งด่วนของกิจกรรมความร่วมมือและการสนับสนุนทางด้านเทคนิคที่สามารถดำเนินการต่อไปได้ในอนาคต

ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบร่วมกันให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการประชุมหารือเชิงนโยบายด้านพลังงานระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทย ครั้งที่ 2 ณ ประเทศไทย ในกรณีที่ผู้เข้าร่วมการประชุมสามารถเดินทางระหว่างประเทศได้ตามปกติ และได้เห็นชอบที่จะขยายกิจกรรมความร่วมมือเพื่อพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของพลังงานสะอาด น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ การอนุรักษ์พลังงาน และการผลิตไฟฟ้าอีกด้วย

ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน เป็นตัวแทนรับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2563

วันนี้ 16 ก.ย. 63 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีรับมอบรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2563 โดยมี นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน เป็นตัวแทนรับรางวัล ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ชั้น 1 อิมแพค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี
โอกาสนี้ กระทรวงพลังงานได้รับรางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทรางวัลสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม ระดับดี 3 โครงการได้แก่
1. โครงการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการสูบน้ำเพื่อการเกษตร ภายใต้โครงการพลังงานชุมชนจัดการตนเองด้านพลังงาน ปี 2560 ของสำนักงานพลังงานจังหวัดกำแพงเพชร
2. โครงการก้อนเส้าเขย่ามูลสัตว์และแสงแดดเป็นอาหารและเงินตรา@คำแคน ของสำนักงานพลังงานจังหวัดขอนแก่น
3. โครงการร่วมคิดร่วมสร้างเส้นทางสู่ Krabi Goes Green ด้านพลังงานของสำนักงานพลังงานจังหวัดกระบี่

 

ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดงาน “ตลาดนัดพลังงานร่วมใจ”

กระทรวงพลังงานจัดงาน “ตลาดนัดพลังงานร่วมใจ” หนุนนำร่อง 4 ผลิตภัณฑ์แปรรูปของชุมชน กล้วยตาก-ข้าวแตน-ข้าวฮาง-กะปิ ที่กระจายทั่วประเทศกว่า 200 ชุมชนติดตราสัญลักษณ์ “ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน” หวังโปรโมตสินค้าที่ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพให้รู้จักวงกว้าง พร้อมช่วยเพิ่มยอดขาย กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

วันนี้ (14 ก.ย.63) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังการเป็นประธานเปิดงาน “ตลาดนัดพลังงานร่วมใจ” ว่า กิจกรรมนี้อยู่ภายใต้โครงการสร้างมาตรฐานการตรวจวัดและรับรองคุณภาพการแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อลดการใช้พลังงาน ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจระดับชุมชนท้องถิ่นช่วยสร้างความเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ สามารถสร้างศักยภาพการแข่งขัน ช่วยยกระดับมาตรฐานการครองชีพและความเป็นอยู่ของประชาชนในชุมชนต่างๆ ให้ดีขึ้น ตามเป้าหมายการพัฒนายุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561 -2580 ในด้านเศรษฐกิจฐานราก “การจัดงานวันนี้มีบทบาทช่วยผลักดัน และยกระดับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆของชุมชนที่ผ่านเกณฑ์รับรองและได้รับตราสัญลักษณ์ “ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน” จากกระทรวงพลังงานให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะทำให้ชุมชนต่างๆ ได้เห็นความสำคัญของการจัดการพลังงานในกระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นการลดตันทุนในการผลิต กระตุ้นยอดจำหน่ายสินค้า และทำให้มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าของชุมชนที่มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัยไปสู่ผู้บริโภค ส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจฐานรากของประเทศได้อย่างยั่งยืนต่อไป” นายกุลิศ กล่าว งาน “ตลาดนัดพลังงานร่วมใจ” นี้ จัดขึ้นภายใต้“โครงการสร้างมาตรฐานการตรวจวัดและรับรองคุณภาพการแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อลดการใช้พลังงาน” โดยสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กระทรวงพลังงาน ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เป้าหมายเพื่อสร้างมาตรฐานการตรวจวัดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตและการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรภายในชุมชนต่างๆ พร้อมจัดทำเกณฑ์การมอบตราสัญลักษณ์ “ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน” มอบให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้าน หรือ กลุ่มชุมชนอื่นๆที่สามารถลดการใช้พลังงานในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ลงได้ ซึ่งเป็นการช่วยลดต้นทุนด้านการผลิตและเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน โดยการนำเทคโนโลยีพลังงานมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตและแปรรูป
จากการดำเนินงานในปี 2562-2563 ที่ผ่านมา คณะทำงานได้ลงพื้นที่สำรวจและเก็บข้อมูลการใช้พลังงานของกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์นำร่อง 4 ประเภท ที่มีการกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ คือ กล้วยตาก ข้าวแตน ข้าวฮาง และกะปิ จำนวนรวมทั้งสิ้น 206 ชุมชน เพื่อนำมาวิเคราะห์หาค่าดัชนีการใช้พลังงานต่อหน่วยผลิต และค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละผลิตภัณฑ์ สำหรับจัดทำเป็นเกณฑ์การรับรอง “ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน” ซึ่งกระทรวงพลังงาน ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่มีหน้าที่ให้การรับรองและออกเครื่องหมายรับรองมาตราฐานผลิตภัณฑ์ เช่น กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม มาร่วมเป็นคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานตราสัญลักษณ์ “ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน” โดยมีผู้ผ่านการรับรองผลิตภัณฑ์ฯและได้ตราสัญลักษณ์ฯ จำนวนทั้งสิ้น 141 แห่ง จาก 206 แห่ง
การจัดงาน “ตลาดนัดพลังงานร่วมใจ” ในวันนี้ มีกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชนจากทุกภาคทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 20 แห่ง มาร่วมการจำหน่ายสินค้าประกอบด้วย ตัวแทนของกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์การรับรองและได้รับตราสัญลักษณ์ฯ จำนวน 8 แห่ง ส่วนอีก 12 แห่งนั้น เป็นกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ฯ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของโครงการที่จะดำเนินการขยายผลในปีต่อๆไป

ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการสัมมนา “สรุปผลการศึกษาโครงการศึกษาการจัดทำแผนยุทธศาสตร์และออกแบบการพัฒนาศูนย์สารสนเทศพลังงานแห่งชาติ เพื่อรองรับการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ในการขับเคลื่อนแผนพลังงานของประเทศไทย”

ก.พลังงานเปิดโรดแมป “ศูนย์สารสนเทศพลังงานแห่งชาติ” เร่งรองรับยุค Big Data เชื่อมโยงข้อมูลพลังงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

กระทรวงพลังงาน พร้อมเดินหน้าจัดตั้งศูนย์สารสนเทศพลังงานแห่งชาติ หลังได้ข้อสรุปจากผลการศึกษา วางภารกิจหลักเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยน เชื่อมโยง บูรณาการและเผยแพร่ข้อมูลด้านพลังงานให้กับทุกภาคส่วน เพื่อนำไปใช้วิเคราะห์ คาดการณ์ด้านพลังงานได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ พร้อมเปิดโรดแมป 3 ระยะหนุนขับเคลื่อนแผนบูรณาการพลังงานระยะยาวของประเทศ

​     นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการสัมมนา “สรุปผลการศึกษาโครงการศึกษาการจัดทำแผนยุทธศาสตร์และออกแบบการพัฒนาศูนย์สารสนเทศพลังงานแห่งชาติ เพื่อรองรับการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ในการขับเคลื่อนแผนพลังงานของประเทศไทย”ว่า แนวทางการจัดทำยุทธศาสตร์และการออกแบบในการจัดตั้ง “ศูนย์สารสนเทศพลังงานแห่งชาติ” (National Energy Information Center : NEIC) ซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการศึกษาและขณะนี้มาถึงบทสรุปผลการศึกษาของโครงการฯ แล้ว โดยวันนี้ (9 ก.ย.63) ได้จัดสัมมนาขึ้นเพื่อนำเสนอสรุปผลการศึกษาเกี่ยวกับการจัดตั้งศูนย์สารสนเทศพลังงานแห่งชาติต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ร่วมให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมก่อนที่จะนำผลสรุปที่ได้ดำเนินการต่อไป

​     สำหรับผลการศึกษาได้วางวิสัยทัศน์ของศูนย์สารสนเทศพลังงานแห่งชาติให้เป็นผู้ให้บริการข้อมูลและสารสนเทศด้านพลังงานของประเทศที่ตรงตามความต้องการและเป็นที่เชื่อถือของผู้ใช้ทุกกลุ่ม ทุกประเด็น โดยวางพันธกิจสำคัญในการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้มาตรฐานสากล ตามหลักธรรมาภิบาลและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ข้อมูลทุกกลุ่ม โดยประสานความร่วมมือและสร้างเครือข่ายในการรับและเผยแพร่ข้อมูลพลังงาน สามารถให้บริการข้อมูล บทวิเคราะห์ การคาดการณ์ด้านพลังงานให้แก่ผู้สนใจนำไปใช้ประโยชน์ เสริมสร้างความเข้าใจ สร้างการเข้าถึงแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

​     ทั้งนี้ได้วางแนวทางที่เป็น Road Map ในการพัฒนาศูนย์ฯ เป็น 3 ระยะคือ ระยะที่ 1 ปี 2564-2566 เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานภายในกระทรวงพลังงาน เพื่อจัดทำธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐด้านพลังงานให้เป็นรากฐานที่สำคัญ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศเพื่อเชื่อมต่อระบบคลาวด์กลางภาครัฐ ระยะที่ 2 ปี 2567-2569 เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานภายนอกกระทรวงพลังงาน เตรียมความพร้อมตามแนวทางของรัฐบาลในการมุ่งสู่แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ และระยะที่ 3 ปี 2570-2579 เป็นการเชื่อมโยงคลังข้อมูลแห่งชาติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการให้บริการข้อมูลสารสนเทศเชิงพาณิชย์แก่ผู้ที่สนใจ เพื่อผลักดันให้ศูนย์ฯ เป็นหน่วยงานที่มีความอิสระและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

​     “ในสถานการณ์ที่ประเทศต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 การบริหารจัดการกับข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data จึงมีความจำเป็นต้องเร่งประยุกต์นำ Big Data มาใช้กับเทคโนโลยี เพื่อช่วยบริหารจัดการ วางนโยบายและมาตรการด้านพลังงานให้สอดคล้องกับวิถีแบบใหม่หรือ New Normal เพื่อสามารถตอบสนองได้ทันท่วงทีต่อสถานการณ์ และพฤติกรรมของผู้คนที่จะปรับเปลี่ยนไปหลังผ่านวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ซึ่ง สนพ. เชื่อมั่นว่าการนำผลการศึกษาที่ได้เป็นข้อเสนอการพัฒนาศูนย์สารสนเทศพลังงานแห่งชาติ จะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงข้อมูลแผนบูรณาการพลังงานระยะยาวของประเทศต่อไป” ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวในท้ายที่สุด

ปิดฉาก SOME ครั้งที่ 38 ชูประเด็นฟื้นฟูเศรษฐกิจ เร่งจ้างงานในภูมิภาค เตรียมส่งต่อที่ประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนปลายปีนี้

การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านพลังงาน หรือ SOME ครั้งที่ 38 ในรูปแบบออนไลน์เสร็จสิ้นลงแล้ว เปิดผลการประชุมเน้นแนวทางความร่วมมือด้านการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนสาขาพลังงานในยุคเปลี่ยนผ่าน ที่ประชุมหนุนนโยบาย “พลังงานร่วมใจ รวมไทยสร้างชาติ”ที่จะมีส่วนช่วยกระตุ้นการลงทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจและเพิ่มอัตราการจ้างงานภายในภูมิภาค พร้อมเตรียมสรุปผลประชุมนำเสนอสู่การพิจารณาระดับรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน หรือ AMEM ครั้งที่ 38 ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 63 ต่อไป
นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การประชุมออนไลน์เจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 38 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (The 38th Senior Officials Meeting on Energy and Associated Meetings : The 38th SOME) ที่มีขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 27 สิงหาคม 2563 ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยการประชุมครั้งนี้มีประเด็นการประชุมที่สำคัญ ดังนี้
1. การกำหนดแนวทางการดำเนินงานในแผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียนระยะที่ 2 (APAEC PHASE II) ซึ่งจะใช้ในปี 2021-2025 พร้อมทั้งสรุปผลการดำเนินงานโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียนระยะที่ 1 (APAEC PHASE I) และโครงการที่จะดำเนินการต่อเนื่องไปในอนาคต ที่อยู่ภายใต้กรอบความร่วมมือ 7 สาขา คือ ความร่วมมือด้านไฟฟ้า ความร่วมมือด้านปิโตรเลียม ความร่วมมือด้านถ่านหิน ความร่วมมือด้านพลังงานทดแทน ความร่วมมือด้านการอนุรักษ์พลังงาน ความร่วมมือด้านนโยบายและแผนพลังงาน และความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์ โดยมุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมทางพลังงานในการขับเคลื่อนสาขาพลังงานในยุคเปลี่ยนผ่าน (Energy transition)
2. การอภิปรายแนวโน้มและสถานการณ์พลังงานโลก ปัญหาที่เผชิญและแนวทางการฟื้นฟูทางด้านพลังงานภายหลังจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นประเด็นที่กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ประเทศคู่เจรจา รวมถึงองค์กรด้านพลังงานระหว่างประเทศให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากผลกระทบของโรคโควิด-19 ส่งผลในวงกว้างต่อเศรษฐกิจการจ้างงานและรูปแบบการใช้และจัดหาพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือแนวทางการรับมือในกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจมีผลกระทบต่อด้านพลังงานในอนาคตอีกด้วย
3. ประเทศไทยได้เสนอนโยบาย “พลังงานร่วมใจ รวมไทยสร้างชาติ” ซึ่งเป็นนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อเป็นแนวทางในการกระตุ้นการลงทุนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและเพิ่มอัตราการจ้างงานภายในภูมิภาค
“ประเทศผู้เข้าร่วมการประชุมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งให้การสนับสนุนโยบายดังกล่าว เพราะจะเป็นแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่สำคัญ และก่อให้เกิดการจ้างงานภายในภูมิภาค โดยจะเตรียมเสนอต่อที่ประชุมในระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงานครั้งที่ 38 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 6 พฤศจิกายน 2563 นี้ต่อไป” ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าว
ทั้งนี้ กล่าวโดยสรุปการประชุมในครั้งนี้เน้นประเด็นที่การฟื้นฟูเศรษฐกิจและการจ้างงานภายในภูมิภาค การส่งเสริมการค้าขายพลังงานทั้งด้านไฟฟ้าและ LNG การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคพลังงานในอนาคต รวมถึงการกำหนดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานเพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่ยุคพลังงานสะอาด เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน รวมทั้งให้มีความสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ขององค์การสหประชาชาติอีกด้วย

ปลัดกระทรวงพลังงาน เผยประชุมออนไลน์ SOME ครั้งที่ 38 สำเร็จ ชาติอาเซียนเร่งขยายความร่วมมือ 7 สาขาพลังงานกู้วิกฤตโควิด

วันนี้ (วันที่ 25 ส.ค.63) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ 24 – 27 สิงหาคม 2563 จะมีการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 38 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (The 38th Senior Officials Meeting on Energy and Associated Meetings : The 38th SOME) โดยประเทศไทยได้ส่งมอบการเป็นประธานอาเซียนปี 2562 ให้ประเทศเวียดนามประธานอาเซียนปี 2563 ซึ่งประเทศเวียดนามเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอาเซียนในปี 2563 นี้ และการประชุมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการจัดประชุม SOME รูปแบบออนไลน์ ที่ถือเป็น New Normal จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประเทศไทยได้นำนโยบาย “พลังงานร่วมใจ รวมไทยสร้างชาติ” ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่เน้นการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ และรองรับนวัตกรรมด้านพลังงานอนาคต เสนอต่อที่ประชุมเพื่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียนสนับสนุนและร่วมมือกันลงทุนด้านพลังงานในโครงสร้างพื้นฐาน (สายส่งและท่อก๊าซธรรมขาติ) รวมถึงธุรกิจพลังงานสะอาดและนวัตกรรมใหม่ด้านพลังงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 โดยได้ยกตัวอย่างนโยบายโรงไฟฟ้าชุมชนที่ใช้เชื้อเพลิงจากพลังงานทดแทน (RE) และการนำน้ำมันปาล์มดิบมาผสมน้ำมันดีเซลกับการนำเอทานอลมาผสมน้ำมันเบนซินที่ทำเป็นนโยบายหลักของประเทศ

การประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักที่จะผลักดันร่างแผนปฏิบัติการความร่วมมือพลังงานอาเซียน ระยะที่ 2 (ASEAN Plan of Action on Energy Cooperation : APAEC Phase 2) 2021 – 2025 ซึ่งแผนนี้เป็นแผนใหม่ที่ต่อเนื่องจากแผนระยะที่ 1 เพื่อที่ประเทศสมาชิกอาเซียนจะได้นำแผนปฏิบัติการนี้ไปดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จเริ่มตั้งแต่ปี 2564 (2021) เป็นต้นไป ภายใต้ 7 สาขาความร่วมมือ ดังนี้

  1. ความร่วมมือการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid: APG) การขยายการซื้อขายไฟฟ้าแบบพหุภาคีไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค รวมถึงการเพิ่มศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการดำเนินการเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในอาเซียน
  2. ความร่วมมือด้านปิโตรเลียม (Trans ASEAN Gas Pipeline: TAGP) ที่ประชุมเห็นชอบการพัฒนาตลาดร่วมก๊าซธรรมชาติในภูมิภาค (Common Gas Market) และการเชื่อมโยงขยายการซื้อขายก๊าซธรรมชาติโดยใช้ Small Scale LNG พร้อมทั้งสนับสนุนการใช้ก๊าซ ในการเดินเรือ หรือ LNG Bunkering
  3. ความร่วมมือด้านถ่านหิน (Coal and Clean Coal Technology: CCT) ที่ประชุมเห็นชอบและพร้อมที่จะลงนามในบันทึกข้อตกลงจัดตั้งศูนย์ข้อมูลพลังงานถ่านหินสะอาดอาเซียน (ASEAN Coal Centre of Excellence) ณ ประเทศอินโดนีเซีย และระบบข้อมูลพลังงานถ่านหินอาเซียน (ASEAN Coal Data and Information System: ACDIS)
  4. ความร่วมมือในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการอนุรักษ์พลังงาน (Energy Efficiency & Conservation: EE&C) ที่ประชุมเห็นชอบการเพิ่มเป้าการลดความเข้มการใช้พลังงานจากที่กำหนดไว้เดิมร้อยละ 30 เป็นร้อยละ 32 ภายในปี 2025 เนื่องจากในปัจจุบันประเทศสมาชิกได้ดำเนินการสำเร็จแล้วร้อยละ 24.4 ในปี 2019
  5. ความร่วมมือด้านพลังงานทดแทน (Renewable Energy: RE) ที่ประชุมเห็นชอบเป้าสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนร้อยละ 23 เทียบกับปริมาณพลังงานที่ผลิตได้ทั้งหมด (Total Primary Energy Supply) และร้อยละ 35 เทียบกับปริมาณกำลังการผลิตติดตั้งของโรงไฟฟ้าทั้งหมด (Installed Power Capacity) ในปี 2025 ซึ่งเป้าที่กำหนดเป็นเป้าหมายที่ท้าทายประเทศสมาชิกอาเซียนเนื่องจากในปัจจุบัน (2018) อาเซียนดำเนินการได้เพียงร้อยละ 13.3 เทียบกับปริมาณพลังงานที่ผลิตได้ทั้งหมด (Total Primary Energy Supply) และร้อยละ 27.1 เทียบกับปริมาณกำลังการผลิตติดตั้งของโรงไฟฟ้าทั้งหมด (Installed Power Capacity) ณ ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตติดตั้งจากพลังงานทดแทน 11,890 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นร้อยละ 18 ของกำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนของทั้งอาเซียน และมีการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่งมากที่สุดในอาเซียน และมีการใช้เอทานอลอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านลิตรต่อวัน ในขณะที่การใช้ไบโอดีเซลอยู่ที่ 5.22 ล้านลิตรต่อวัน
  6. ความร่วมมือด้านนโยบายและแผนพลังงานอาเซียน (Regional Energy Policy & Planning: REPP) จัดทำ ASEAN Energy Outlook ฉบับที่ 7 เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาความมั่นคงด้านพลังงาน เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและความร่วมมือระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบที่จะพิจารณาแนวทางการเพิ่มการค้าการลงทุนด้านพลังงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานเป็นการเพิ่มเติมด้วย
  7. ความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์ (Civilian Nuclear Energy: CNE) ที่ประชุมสนับสนุนการสร้างความร่วมมือด้านการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในภูมิภาคอาเซียนสำหรับประชาชนอย่างปลอดภัยและยั่งยืน แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อสร้างขีดความสามารถและเครือข่ายความร่วมมือเชิงเทคนิคและเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ มุ่งสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจแก่สาธารณชนเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์เพื่อการผลิตไฟฟ้าในภูมิภาค

นอกจากนี้ อาเซียนจะได้ประชุมหารือร่วมกับประเทศคู่เจรจา อาทิ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รัสเซีย เป็นต้น เกี่ยวกับความร่วมมือในการเชื่อมโยงทางพลังงานเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของอาเซียน รวมถึงการหารือกับองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ อาทิ ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (IRENA) เกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานโลกและผลกระทบ พร้อมทั้งการรับมือจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในภาคพลังงาน

สำหรับการประชุม SOME ครั้งที่ 38 มีประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วม 10 ประเทศ และประเทศคู่เจรจา 8 ประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศ 2 องค์กร โดยผลการประชุมในครั้งนี้จะได้นำเสนอต่อที่ประชุมระดับรัฐมนตรีพลังงานอาซียนครั้งที่ 38 ที่ประเทศเวียดนาม ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2563 ซึ่งอาจจะต้องใช้รูปแบบการประชุมออนไลน์เช่นเดียวกัน หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดยังไม่คลี่คลายลง

ปลัดกระทรวงพลังงานเปิด “การประชุม SOME 38 “

วันที่ 24 สิงหาคม 2563 นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวเปิดการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านพลังงานในวาระการส่งต่อการเป็นประธานการประชุมให้แก่เวียดนาม โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้
– ปีนี้เป็นปีที่พิเศษสำหรับเหล่าประเทศอาเซียนเนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ทำให้ไม่สามารถจัดการประชุมประจำปีในรูปแบบปกติเหมือนทุกๆ ปีได้ แต่ด้วยความสามารถ และความมุ่งมั่นของทุกๆฝ่ายภายในภูมิภาคในการร่วมมือเพื่อที่จะพัฒนาภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่มาของการประชุมในรูปแบบ new normal ในวันนี้ ให้สามารถทำงานให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปกติขณะนี้ได้อย่างต่อเนื่อง

– เป็นที่ทราบกันดีว่าการแพร่ระบาดของ COVID-19 นี้ส่งผลกระทบต่อเป้าหมาย ความมั่นคง ยั่งยืนและเข้าถึงได้ในด้านพลังงาน ดังนั้น นับเป็นโอกาสอันเหมาะสมในการหารือร่วมกันของประเทศในภูมิภาคร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อหารือเกี่ยวกับเเนวทางที่จะรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ และแนวทางการฟื้นฟูทางด้านพลังงาน โดยให้มีความยืดหยุ่น และสามารถดัดแปลงได้เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

– ทั้งนี้ ผมขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จของแผนปฏิบัติการความร่วมมืออาเซียนด้านพลังงานระยะที่ 1 APAEC Phase I 2016-2020 และขอขอบคุณประเทศสิงคโปร์ในฐานะประธานคณะกรรมการร่างแผนปฏิบัติการความร่วมมืออาเซียนด้านพลังงานระยะที่ 2 และทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมกันร่างแผนปฏิบัติการดังกล่าวให้สำเร็จพร้อมสำหรับนำมาใช้ในปี 2021 – 2025 ต่อไป

– ในฐานะ Outgoing chair ผมขอขอบคุณเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านพลังงานของอาเซียนทุกท่าน เลขาธิการอาเซียน และศูนย์ความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียน รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกๆท่าน ที่ได้ให้การสนับสนุน ความร่วมมือ และความช่วยเหลือในทุกๆด้าน ตลอดวาระการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปีที่ผ่านมาเป็นอย่างดี

ในการนี้ เพื่อให้ความร่วมมือของภูมิภาคเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ผมขอส่งต่อการเป็นประธานให้แก่ประเทศเวียดนาม ให้เป็นผู้นำความร่วมมือของอาเซียนที่จะนำมาซึ่งความมั่นคงและยั่งยืนทางด้านพลังงานของภูมิภาคของเราในอนาคตสืบไป

กระทรวงพลังงาน ร่วมจัดนิทรรศการงาน“วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2563 รักเอยรักลูก” ภายใต้ธีม “พลังงานร้อยดวงใจ…เราคนไทยไม่ทิ้งกัน”

     กระทรวงพลังงาน ร่วมกับ กฟผ. และบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) นำนวัตกรรมพลังงาน “โรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์” จัดแสดงนิทรรศการเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา “วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2563 รักเอยรักลูก”ระหว่างวันที่ 12 – 14 สิงหาคม 2563 ณ ท้องสนามหลวง
     นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีให้เกียรติเยี่ยมชมบูธกระทรวงพลังงาน โดยมีนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้บริหาร กฟผ.และ ปตท.ให้การต้อนรับ ซึ่งรองปลัดกระทรวงพลังงานเปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง “วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2563 รักเอยรักลูก” กระทรวงพลังงาน ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ได้ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ระหว่างวันที่ 12 – 14 สิงหาคม 2563 ณ ท้องสนามหลวง โดยจัดนิทรรศการภายใต้แนวคิด “พลังงานร้อยดวงใจ…เราคนไทยไม่ทิ้งกัน” โดยจัดแสดงนวัตกรรมพลังงาน “โรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์” เพื่อส่งเสริมต่อยอดผลผลิตทางการเกษตรที่หลากหลายด้วยการลดต้นทุน สร้างมูลค่าเพิ่มยกระดับราคาให้สูงขึ้น มุ่งเน้นผลักดันสินค้าคุณภาพเข้าสู่ช่องทางการตลาดเป็นการสนับสนุนการสร้างเสริมอาชีพให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบแนวคิด “ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า สร้างอาชีพ”
     ในด้านการลดต้นทุน จะแสดงให้เห็นหลักการทำงานของโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ในขนาดต่างๆ ซึ่งจะมีข้อดีในการช่วยลดต้นทุนการผลิต ทั้งระยะเวลาการตากแบบดั้งเดิม ลดการสูญเสียวัตถุดิบที่นำมาแปรรูปลดการใช้พลังงานเพื่อดึงความชื้นออกจากวัตถุดิบ เพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความสะอาด ปลอดภัยจากแมลงและฝุ่นละออง ได้มาตรฐาน
     นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มมูลค่าจากการนำวัสดุ หรือผลผลิตทางการเกษตรต่างๆผ่านกรรมวิธีอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบ ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้มีราคาสูงขึ้น และประการที่สำคัญคือ การสร้างอาชีพ โดยการสนับสนุนสินค้าจากเกษตรที่มีคุณภาพเข้าสู่ช่องทางการจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมัน อาทิ โครงการไทยเด็ด ที่สถานีบริการน้ำมันของ ปตท. หรือช่องทางจำหน่ายแบบออนไลน์ ซึ่งเป็นการสนับสนุนด้านช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้เกษตรกร หรือวิสาหกิจชุมชนสามารถค้าขายผลผลิตได้อย่างจริงจังและยั่งยืน ต่อไป

ปลัดกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรและลงนามถวายพระพร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันนี้ (12 ส.ค. 63) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปี 2563 ณ บริเวณท้องสนามหลวง
ต่อมา ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมลงนามถวายพระพร ณ พระบรมมหาราชวัง

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ได้เข้าชี้แจงผลการดำเนินงานแผนปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน

วันนี้ (11 สิงหาคม 2563)
หัวหน้ากลุ่มปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป) กระทรวงพลังงาน โดยนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ได้เข้าชี้แจงผลการดำเนินงานแผนปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ต่อคณะอนุกรรมาธิการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัด การปฏิรูปประเทศและการจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติด้านพลังงาน คณะกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา ซึ่งมี พลเอก สำเริง ศิวาดำรงค์ เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ
 
โดยในที่ประชุมได้กล่าวถึงแผนปฏิรูปประเทศด้านพลังงานซึ่งมีความคืบหน้าไปมาก หลายโครงการเริ่มมีผลสำเร็จเป็นรูปธรรมขึ้น
 
ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ให้ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ ที่เป็นประโยชน์ ซึ่งกระทรวงพลังงานและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพลังงาน ได้รับไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันนี้ (11 ส.ค. 63) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2563 เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพลังงานเข้าร่วมพิธี ณ บริเวณ LOBBY อาคารบี ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์

นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมบูธนิทรรศการกระทรวงพลังงาน ในกิจกรรม “ชีวิตใหม่ใต้ร่มพระบารมี…เราสร้างไปด้วยกัน”

นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมบูธนิทรรศการกระทรวงพลังงาน
ในกิจกรรม “ชีวิตใหม่ใต้ร่มพระบารมี…เราสร้างไปด้วยกัน” โดยกระทรวงพลังงาน กฟผ. ปตท. ร่วมจัดภายใต้แนวคิดพลังงานสร้างชีวิต ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับชุมชนตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ

​     วันนี้ (28 กรกฎาคม 2563) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเยี่ยมชมบูธนิทรรศการของกระทรวงพลังงาน โดยมีนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ผู้บริหารกระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ให้การต้อนรับ ซึ่งกระทรวงพลังงานร่วมจัดงานในกิจกรรมจิตอาสา “ชีวิตใหม่ใต้ร่มพระบารมี…เราสร้างไปด้วยกัน” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2563 ณ ท้องสนามหลวงภายใต้แนวคิด “พลังงานสร้างชีวิต ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก” เน้นให้ความช่วยเหลือประชาชนด้วยนวัตกรรมพลังงานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับผลิตภัณฑ์ ต่อยอดสู่การตลาดแบบครบวงจร
โดยกิจกรรมในส่วนของกระทรวงพลังงาน ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)จัดแสดงนิทรรศการภายใต้แนวคิดพลังงานสร้างชีวิต ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยเน้นกิจกรรมให้ความรู้และสร้างอาชีพจากการนวัตกรรมพลังงาน มาช่วยลดต้นทุนการผลิต แปรรูปวัตถุดิบทางการเกษตร เช่น การผลิตรถเข็นสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ การผลิตตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ การผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ระดับครัวเรือน โดยแต่ละกิจกรรมจะมีเจ้าหน้าที่บรรยายให้ความรู้อย่างละเอียด นอกจากนั้นยังมีการเปิดให้ลงทะเบียนสำหรับชุมชนที่ผลิตสินค้าและต้องการจำหน่ายผ่านช่องทางของสถานีบริการน้ำมัน ปตท.และตลาดออนไลน์
การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากจะประชาชนที่เข้าร่วมงานจะได้แสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ยังมีกิจกรรมให้มีความรู้จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจำนวนมาก ในส่วนของกระทรวงพลังงาน ได้จัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด “พลังงานสร้างชีวิต ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก” ซึ่งเป็นการให้ความรู้กับประชาชนเพื่อสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ ลดต้นทุนด้านพลังงานและส่งเสริมช่องทางการจำหน่าย โดยแบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 ส่วนได้แก่
– ต้นน้ำ เป็นการสาธิตการผลิตรถเข็นสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นการใช้นวัตกรรมพลังงานมาช่วยเหลือเกษตรกรในการบริหารจัดการน้ำใช้ทางการเกษตรอันเป็นหัวใจหลัก รถเข็นดังกล่าวนอกจากจะไม่เสียค่าน้ำมันที่ต้องใช้ในเครื่องสูบน้ำแล้ว การนำแผงโซลาร์เซลล์มาติดบนรถเข็น ทำให้เกษตรกรมีความสะดวกในการเคลื่อนย้ายไปพื้นที่เพาะปลูกที่ต้องใช้น้ำ และที่สำคัญแผงโซลาร์เซลล์นั้น ลงทุนครั้งเดียว สามารถอยู่ได้ถึง 20 ปี
– กลางน้ำ เป็นการสาธิตการผลิตตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ผ่านมามีการใช้ตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์อย่างแพร่หลายตามชุมชนสำหรับอบแห้งผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น กล้วยตาก พริกแห้ง ปลาแห้ง ซึ่งนอกจากจะลดต้นทุนด้านพลังงานได้แล้ว ยังสามารถผลิตสินค้าได้ในปริมาณที่มากขึ้น ลดปริมาณของเสีย และยังช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์ที่สะอาด ควบคุมมาตรฐานได้ และอีกหนึ่งตัวอย่างที่จะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในครัวเรือน คือการผลิตก๊าซชีวภาพจากวัตถุดิบทางการเกษตรหรือมูลสัตว์ หรือ Biogas ซึ่งในปัจจุบัน ระบบก๊าซชีวภาพภายในครัวเรือนเป็นที่นิยมมาก เนื่องจากสามารถติดตั้งได้ด้วยตัวเอง ราคาต้นทุนต่ำและยังได้ประโยชน์จากการใช้ก๊าซทดแทนพลังงานหลัก แถมยังสามารถนำน้ำที่ผ่านกระบวนการหมักไปรดพืชผักแทนการใช้ปุ๋ยได้ด้วย
– ปลายน้ำ คือการช่วยเหลือชุมชนที่มีผลิตภัณฑ์ต่างๆ และต้องการเพิ่มช่องทาง
จำหน่าย ซึ่งกระทรวงพลังงาน โดย บริษัท ปตท. ได้เปิดบูธให้ลงทะเบียนสำหรับชุมชนที่มีผลิตภัณฑ์ เพื่อเพี่มช่องทางจำหน่ายสินค้าในสถานีบริการของ ปตท. ทั่วประเทศและช่องทางออนไลน์
“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประชาชนที่ได้เข้าร่วมชมบูธกิจกรรมของกระทรวงพลังงาน จะสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะชุมชนหรือเกษตรกรในต่างจังหวัด จะทำให้สามารถลดต้นทุนในการผลิตสินค้า เพิ่มรายได้ นำองค์ความรู้ด้านพลังงานไปสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนของตนเองได้อย่างจริงจังและยั่งยืน โดยกิจกรรม “ชีวิตใหม่ใต้ร่มพระบารมี…เราสร้างไปด้วยกัน” จะจัดขึ้น ณ ท้องสนามหลวง ซึ่งบูธกระทรวงพลังงาน (A11) จะตั้งอยู่ตรงข้ามศาลฎีกา ประชาชนสามารถเข้าร่วมชมบูธได้ตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.00 น. ระหว่างวันที่ 28 – 31 กรกฎาคม 2563 จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมชมงานได้ตลอดทั้ง4วัน ” ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าว

ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลพระสงฆ์และสามเณร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปีพุทธศักราช 2563 ณ ท้องสนามหลวง

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 69 รูป เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปีพุทธศักราช 2563 ณ ท้องสนามหลวง

ต่อมาเวลา 07.30 น. ปลัดกระทรวงพลังงานเข้าร่วมในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ประจำปี 2563 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จากนั้นได้ลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ในพระบรมมหาราชวัง ก่อนที่เวลา 09.30 น.ร่วมพิธีเปิดกิจกรรมจิตอาสา “ชีวิตวิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี…เราสร้างไปด้วยกัน”

 

ปลัดกระทรวงพลังงาน ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันนี้ (24 ก.ค. 63) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพลังงาน ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2563 ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT)

 

ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันนี้ (24 ก.ค. 63) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีถวายพระพรชัยมงคล และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2563 โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมในพิธี ณ บริเวณ LOBBY อาคารบี ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงพลังงาน เข้าถวายแจกันดอกไม้และลงนามถวายพระพร

 

วันนี้ (19 มิ.ย. 63) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงพลังงาน เข้าถวายแจกันดอกไม้และลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน ณ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

 

 

ปลัดกระทรวงพลังงาน แถลงข่าวแนวทางการพิจารณากลั่นกรองโครงการที่ขอรับการสนับสนุนเงินจากกองทุนฯ ปี63

กระทรวงพลังงานวางกรอบกติกาเข้ม เร่งพิจารณากลั่นกรองโครงการที่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานปี 63 ซึ่งมีข้อเสนอวงเงินเกินกว่างบจัดสรรถึง 11 เท่า โดยลำดับความสำคัญเน้นให้กับโครงการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก สร้างงาน สร้างอาชีพ และการช่วยเหลือภัยแล้ง เป็นอันดับแรก

วันนี้ (27 พ.ค.63) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในการประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงบประมาณของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งมีการสรุปยอดการยื่นข้อเสนอโครงการปีนี้มีจำนวนทั้งหมด 5,155 โครงการวงเงิน 62,616 ล้านบาท โดยที่กรอบการจัดสรรเงินกองทุนฯ มี 5,600 ล้านบาท หรือเกินจำนวนเงินที่มีประมาณ 11 เท่า ซึ่งโครงการที่ยื่นเขามาแบ่งเป็นในกลุ่มแผนเพิ่มประสิทธิภาพ 1,134 โครงการ วงเงิน 20,874 ล้านบาท (วงเงินจัดสรร 2,400 ล้านบาท) และแผนพลังงานทดแทน 4,021 โครงการ วงเงิน 41,743 ล้านบาท (วงเงินจัดสรร 3,200 ล้านบาท)

คณะอนุกรรมการฯ จะพิจารณาและกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขอย่างละเอียดรอบคอบและให้ครอบคลุมหลายมิติ โดยลำดับแรกจะพิจารณาว่าเป็นไปตามเงื่อนไขการจัดทำข้อเสนอโครงการและเงื่อนไขการใช้จ่ายเงินกองทุนฯ หรือไม่ เช่น ผู้ยื่นขอรับการสนับสนุนไม่เข้าข่ายเป็นผู้ขอรับแทนกัน มีข้อมูลด้านความคุมค่า กรณีเป็นโครงการต่อเนื่องต้องมีผลความก้าวหน้าและผลการเบิกจ่ายมากกว่าร้อยละ 50 ของโครงการในปีที่ผ่านมา มีข้อมูลด้านศักยภาพของหน่วยงานและเชิงพื้นที่ เป็นต้น

ทั้งนี้ การลำดับความสำคัญจะเน้นให้กับโครงการภายใต้กลุ่มงานสนับสนุนลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มเศรษฐกิจฐานรากภายใต้แผนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และแผนพลังงานทดแทน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากทำให้เม็ดเงินกระจายอยู่ในจังหวัด ช่วยสร้างอาชีพ สร้างงาน และสร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งเกิดการนำพลังงานทดแทนมาใช้ก่อเกิดการประหยัดพลังงานให้กับชุมชน ช่วยลดค่าใช้จ่าย โดยในกลุ่มนี้มีข้อเสนอโครงการที่ยื่นตรงมายังสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) รวม 3,605 โครงการ และข้อเสนอผ่านคณะกรรมการระดับจังหวัดซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีจังหวัดที่ยื่นขอมา 54 จังหวัด ซึ่งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ จะกำหนดแนวทางกลั่นกรองโครงการภายใต้กลุ่มงานนี้ต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป็นไปตามเงื่อนไขอย่างเข้มงวด

สำหรับโครงการติดตั้งระบบสูบน้ำพลังแสงอาทิตย์ ซึ่งมีหน่วยงานยื่นข้อเสนอโครงการทั้งหมด 2,339 โครงการ เป็นวงเงิน 9,172 ล้านบาท คณะอนุกรรมการฯ ได้มอบแนวทางพิจารณามิติการบูรณาการ เช่น มีการสูบน้ำเพื่อการเกษตร มีแผนเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ โดยอาจเป็นการแปรรูปผลิตภัณฑ์ และมอบหมาย ส.กทอ.จัดทำบัญชีข้อมูลโครงการที่กองทุนฯ ได้ให้การสนับสนุนไปแล้วรายจังหวัดประเภทโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตร เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ โดยจะให้ความสำคัญกับพื้นที่ประสบภัยแล้งที่ยังไม่เคยได้รับการจัดสรร

ส่วนโครงการประเภทซื้อวัสดุอุปกรณ์ หากไม่มีการต่อยอดบูรณาการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจะได้รับความสำคัญระดับต่ำสุด โดยระยะเวลาในการกลั่นกรองโครงการคณะอนุกรรมการฯ จะเร่งให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมิถุนายน 2563 เพื่อเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ พิจารณาอนุมัติในสัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมิถุนายนต่อไป

ปลัดกระทรวงพลังงาน ชี้แจงมาตรการช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจของภาครัฐ

วันนี้ (15 เม.ย.63) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้ร่วมชี้แจงมาตรการช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจของภาครัฐเพื่อลดผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. โดยในส่วนของมาตรการพลังงานได้ดำเนินการทั้งด้านไฟฟ้า อาทิ การตรึงค่าไฟฟ้า การผ่อนผันค่าไฟฟ้าให้กับโรงงาน ผู้ประกอบการ SMEs โรงแรม การคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้า การเพิ่มปริมาณการใช้ไฟให้กับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟรี ด้านน้ำมันและก๊าซ อาทิ การลดราคาก๊าซ NGV สำหรับรถสาธารณะ การลดราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) รวมทั้งด้านการจัดหาแอลกอฮอล์ ได้มีการผ่อนผันให้โรงงานผลิตเอทานอลสามารถนำเอทานอลเพื่อเชื้อเพลิงไปผลิตเป็นแอลกอฮอล์เพื่อทำความสะอาดได้ และสัปดาห์หน้าเตรียมจัดหาแอลกอฮอล์ส่งมอบให้กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจำนวน 9,863 แห่ง จาก 76 จังหวัดทั่วประเทศ

ปลัดกระทรวงพลังงาน ต้อนรับคณะกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา

เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 63 นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ต้อนรับคณะกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา นำโดยนายศรีศักดิ์ วัฒนพรมงคลรองประธานคณะกรรมาธิการ ประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการกระทรวงพลังงานที่มีความสอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศด้านบริหารราชการแผ่นดิน

คณะกรรมาธิการชื่นชมการปฏิบัติงานของกระทรวงพลังงาน และให้ข้อเสนอแนะที่สำคัญได้แก่ การเร่งผลักดันโรงไฟฟ้าชุมชน ความยั่งยืนของของอาสาสมัครพลังงาน การบริการประชาชนของข้อมูลของศูนย์สารสนเทศด้านพลังงาน

ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว (TIEB) ฉบับใหม่

วันนี้ (18 กุมภาพันธ์ 2563) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว (TIEB) ฉบับใหม่ พ.ศ. 2561-2580 ณ ห้องวอเตอร์เกทบอลรูม โรงแรมอมารี วอร์เตอร์เกท กรุงเทพฯ โดยมีวิทยากรในสังกัดกระทรวงพลังงานนำเสนอภาพรวมการขับเคลื่อนTIEB ฉบับใหม่ จำนวน 4 แผน จาก 5 แผนพลังงาน ได้แก่ แผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (Alternative Energy Development Plan: AEDP2018), แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 (Power Development Plan: PDP2018 Rev.1), แผนอนุรักษ์พลังงานของประเทศ (Energy Efficiency Plan: EEP2018) และแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan2018) พร้อมทั้งร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมสัมมนาที่มาจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และภาคประชาชน

สาระสำคัญของแผน TIEB ฉบับใหม่ ที่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์พลังงานในปัจจุบัน และมีความสอดคล้องกัน ได้แก่ แผน AEDP2018 ได้ปรับเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนในภาคการผลิตไฟฟ้า และความร้อนให้สอดคล้องกับแผน PDP2018Rev.1 เพื่อสนับสนุนนโยบาย Energy For All ในการสร้างโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก โดยในปี 2563 – 2567 จะมีพลังงานชีวมวล, ก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย), ก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน) และ Solar hybrid กำลังผลิตรวม 1,933 เมกกะวัตต์ พร้อมทั้งปรับลดสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพตามทิศทางการใช้พลังงานในอนาคต เช่น การใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นส่งผลให้การใช้น้ำมันลดลง และการสร้างรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแล้วเสร็จ ยังรักษาระดับเป้าหมายสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนต่อการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ในปี 2580

สำหรับแผน PDP2018Rev.1 ได้มีการปรับเป้าหมายคือ (1) รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (ใหม่) ในบางประเภทเชื้อเพลิง โดยยังคงเป้าหมายรวมไว้เท่าเดิมที่ 18,696 เมกกะวัตต์ ปรับลดเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ลง และปรับเพิ่มเป้าหมายโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กของ กฟผ. 69 เมกกะวัตต์ ปรับเพิ่มเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน) (2) เพิ่มนโยบายโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (ชีวมวล), ก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย), ก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน) และ Solar hybrid เข้าระบบตั้งแต่ปี 2563–2567 มีกำลังผลิตรวม 1,933 เมกกะวัตต์ (3) ชะลอโรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐภาคใต้ ปีละ 60 เมกกะวัตต์ จากปี 2564– 2565 ไปเป็นปี 2565–2566 (4) เร่งรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลม จากเดิมปี 2577 มาเป็นปี 2565 (5) สมมติฐานการรับซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (ที่ไม่ใช่โรงไฟฟ้าชุมชน) ภายหลังปี 2567 จะใช้ตามสมมติฐานเดิมในแผน PDP 2018

ในส่วนแผน EEP2018 โดยตั้งเป้าการลด (Energy Intensity: EI) ลงร้อยละ 30 ภายในปี 2580 เมื่อเทียบกับปี 2553 มีเป้าหมายลด Peak 4,000 เมกะวัตต์ หรือลดพลังงาน 49,064 ktoe ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์/5 กลุ่มเป้าหมาย มุ่งเน้นมาตรการเชิงเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับการอนุรักษ์พลังงานเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและรูปแบบการใช้พลังงาน (Disruptive Technology) มีมาตรการที่ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้พลังงานทุกสาขาเศรษฐกิจ และสร้างการมีส่วนร่วมของการอนุรักษ์พลังงานในทุกภาคส่วน

โดยแผน Gas Plan2018 มีความสอดคล้องกับ PDP2018Rev.1 โดยพบว่าความต้องการใช้ก๊าซในภาพรวมในปี 2580 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.7% ต่อปี หรืออยู่ที่ 5,348 MMSCFD โดยมีแนวโน้มการใช้ในภาคการผลิตไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ขณะที่ความต้องการใช้ในโรงแยกก๊าซและภาคขนส่งลดลง ด้านการจัดหาก๊าซฯ สำหรับโรงไฟฟ้าขนอม โรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี และโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผน PDP2018 มีความจำเป็นต้องจัดหา LNG Terminal ในภาคใต้ (5 ล้านตันต่อปี ) ในปี 2570 และการจัดหาก๊าซธรรมชาติผ่านโครงข่ายท่อบนบกจะเพียงพอกับความต้องการใช้ถึงปี 2563 ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป ต้องมีการจัดหา LNG เพิ่มเติมให้เพียงพอกับความต้องการใช้ก๊าซฯ ซึ่งต้องมีการปรับปรุงระบบโครงข่ายก๊าซธรรมชาติให้เหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้ สนพ. เชื่อมั่นว่าการรับฟังความคิดเห็นต่อแผน TIEB ฉบับใหม่ ในครั้งนี้ จะเป็นแผนแม่บทที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน
ของไทย ในการจัดหาพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ต้นทุนพลังงานไม่แพง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และทำให้ประเทศสามารถแข่งขันได้
ในระดับสากล โดยหลังจากนี้จะมีการนำแผน TIEB ฉบับใหม่ เสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณานโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อให้ความเห็นชอบภายในเดือนมีนาคมนี้

 

ปลัดกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมงานนิทรรศการและงานประชุม ฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี่ เอเชีย 2020

วันนี้ (12 ก.พ. 63) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมงานนิทรรศการและงานประชุม ฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี่ เอเชีย 2020 โดยงานได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากกระทรวงพลังงาน และความร่วมมือจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) งานนี้มุ่งหวังในการสร้างการรับรู้ทั่วโลกเกี่ยวกับความต้องการพลังงานอย่างยั่งยืนที่เพิ่มขึ้น และกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาลและผู้ให้บริการด้านพลังงานเพื่อตอบรับกับศักยภาพของเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจดิจิทัลที่เชื่อมต่อถึงกัน

โดยภายในงาน ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวว่า ในวาระการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก ประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ในการเดินหน้าสู่พลังงานแห่งอนาคต การเข้าถึงบริการพลังงานที่ปลอดภัย ราคาสมเหตุสมผล และยั่งยืนถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศของเรา ในขณะที่พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน และพลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิลนั้น ถือเป็นแนวโน้มการปฏิวัติที่เรากำลังดำเนินการในช่วงยุคเปลี่ยนผ่านนี้ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก หนึ่งในนโยบายสำคัญที่กระทรวงพลังงานยึดมั่นและเร่งขับเคลื่อนนั่นก็คือ “Energy for all พลังงานเพื่อทุกคน” ผ่านกลยุทธ์ “Prosumerization” ซึ่งจะสนับสนุนชุมชนและภาคเอกชนในการทำงานร่วมกันเพื่อแบ่งปัน ผลประโยชน์จากการลงทุนในโครงการพลังงานชุมชน ซึ่งสิ่งนี้เองจะช่วยผลักดันความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการเพิ่มขีดความสามารถด้านพลังงานหมุนเวียน และส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานผ่านนโยบาย 4D1E (Decentralization, Digitalization, Decarbonization, Deregulation and Electrification) ผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่างาน ฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี่ เอเชีย ในครั้งนี้ จะมอบโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องด้านพลังงานได้พบปะเพื่อปรึกษา หารือและทำงานร่วมกันเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานและนวัฒกรรมใหม่ๆ ให้ก่อเกิดพันธมิตรที่แข็งแกร่งระหว่างภาคธุรกิจและรัฐบาล

งานนิทรรศการและการประชุม ฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี่ เอเชีย 2020 จัดขึ้น ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค (BITEC) ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 14 ก.พ. 63 ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถชมได้ที่เว็บไซด์ www.futureenergyasia.com

ปลัดกระทรวงพลังงานนำผู้แทนกระทรวงพลังงานเข้าร่วมการประชุมหารือเชิงนโยบายความร่วมมือด้านพลังงานไทย-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 4

วันที่ 30 มกราคม 2563 นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นหัวหน้าคณะนำผู้แทนจากหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงพลังงานเข้าร่วมการประชุมหารือเชิงนโยบายความร่วมมือด้านพลังงานไทย-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 4 หรือ The 4th Japan-Thailand Energy Policy Dialogue (4th JTEPD) ณ เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น

การประชุม 4th JTEPD ในครั้งนี้ได้มีการหารือเชิงนโยบายระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล นโยบายและความก้าวหน้าของการพัฒนาด้านพลังงานทั้งสองประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านนโยบายพลังงาน ด้านไฟฟ้า ด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน รวมทั้งด้านเทคโนโลยีพลังงานสมัยใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของระบบพลังงานของประเทศที่จะก้าวไปสู่ยุคของพลังงานสะอาดแห่งอนาคต อาทิ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ รถ EV ระบบกักเก็บพลังงาน เป็นต้น ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศจะได้นำเสนอแนวทางการพัฒนากิจกรรมความร่วมมือระหว่างกันในสาขาต่างๆ ให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้น อาทิ การร่วมทุนในโครงการด้านพลังงานและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการส่งเสริมโอกาสการซื้อขาย LNG รายย่อยในกลุ่มประเทศอาเซียนในฐานะที่ไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็น LNG Trading Hub ของอาเซียน การร่วมลงทุนในการขยายสายส่งไฟฟ้าในกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนมากขึ้น การเชิญชวนนักลงทุนจากญี่ปุ่นเข้ามาร่วมลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่น AI IoT Big data กับ กฟผ.ในโครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของไทย และการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับ Disruptive Technology เพื่อช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านและความยั่งยืนด้านพลังงาน รวมทั้งส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองประเทศต่อไป

ปลัดกระทรวงพลังงาน “เคาะ” แผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี ของกระทรวงพลังงาน

วันที่ 19 ธันวาคม 2562 ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานการประชุมคณะทำงานพิเศษประสานเชื่อมโยงคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ กระทรวงพลังงาน ครั้งที่ 1/2563 (ครั้งที่ 5)

โดยคณะทำงานประกอบด้วยผู้บริหารหน่วยงานสังกัดกระทรวงพลังงาน พร้อมที่ปรึกษาจากคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ผู้แทนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมพิจารณา (ร่าง) แผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2563-2565) ของกระทรวงพลังงาน รวมถึงรับทราบความก้าวหน้าการขับเคลื่อนงานตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ในการกำหนดยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ Regional LNG Hub

ที่ประชุมได้เห็นชอบแผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี ของกระทรวงพลังงาน ซึ่งแผนระยะต้นจัดทำเป็นแผน 3 ปี ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ มีเนื้อหาประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ 1) ลักษณะที่สำคัญของกระทรวงพลังงาน  2) ภาพรวมสถานการณ์พลังงานในปัจจุบันและอนาคต 3) แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนลำดับรองในประเด็นด้านพลังงาน และ 4) แผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2563-2565) ของกระทรวงพลังงาน โดยได้บรรจุแผนงานโครงการสำคัญเร่งด่วน (Big Rock) ตาม นโยบาย Policy Quick Start ที่รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานเร่งผลักดัน รวมถึงบรรจุแผนงานโครงการตามแผนปฏิบัติราชการด้านต่าง ๆ ของกระทรวงพลังงาน ได้แก่ แผนบูรณาการพลังงานระยะยาว (TIEB) ทั้ง 5 แผน ทั้งนี้ แผนดังกล่าวจะเป็นกรอบในการปฏิบัติราชการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพลังงาน โดยจะมีส่วนขับเคลื่อนเป้าหมายของกระทรวงพลังงานให้สัมฤทธิ์ผล ต่อไป

รายละเอียดแผนฯ ดาวน์โหลดได้ที่ : https://energy.go.th/2015/energy-strategy/

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมการประชุม The International Energy Agency Ministerial Meeting 2019 ณ ศูนย์ประชุม CCM กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

วันที่ 6 ธันวาคม 2562 นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้เข้าร่วมการประชุม The International Energy Agency Ministerial Meeting 2019 ณ ศูนย์ประชุม CCM กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ได้มีการหารือร่วมกันระหว่างผู้นำด้านพลังงานระดับสูงในประเด็นสำคัญระดับโลกด้านพลังงาน อาทิ แนวทางการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งรวมไปถึงการขยายตัวของตลาด LNG ในอนาคต แนวทางการส่งเสริมให้เกิดระบบพลังงานที่ทันสมัย เป็นธรรมและยั่งยืน รวมทั้ง มีการหารือแนวทางการกระชับความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก IEA และการขยายความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรต่างๆ อย่างกว้างขวาง

ทั้งนี้ นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวในที่ประชุมเกี่ยวกับประเด็นนโยบายด้านการสร้างความยั่งยืนด้านพลังงานของไทย ซึ่งมุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดในอนาคต โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม อาทิ เทคโนโลยีโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ การส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานโดยสนับสนุนให้เกิดการผลิตและการใช้พลังงานทดแทนในระดับชุมชน นอกจากนี้ ในฐานะประธานอาเซียนปี 2562 ไทยได้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันเป้าหมายด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานในอาเซียน ผ่านกิจกรรม/โครงการต่างๆ อาทิ การศึกษาการควบรวมพลังงานทดแทนเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน การพัฒนามาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานของเครื่องปรับอากาศในอาเซียน เป็นต้น ซึ่งโครงการเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจาก IEA เป็นอย่างดี

ในที่ประชุม ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้เน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจกรรมด้านการพัฒนาภาคพลังงานร่วมกับ IEA และการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับ IEA ในอนาคต โดยไทยมีความพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในโครงการต่างๆ ร่วมกับ IEA เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและพลังงานเพื่อความยั่งยืนร่วมกันในอนาคต

นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงพลังงาน และ Dr. Fatih Birol ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ ยังได้มีการลงนามร่วมกันในแผนการดำเนินงานระหว่างกระทรวงพลังงานกับทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ ประจำปีพ.ศ. 2563-2564 (Joint Work Programme between the Ministry of Energy of the Kingdom of Thailand and the International Energy Agency 2020-2021) ซึ่งแผนการดำเนินงานดังกล่าวเป็นกรอบและแนวทางความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างกระทรวงพลังงานกับทบวงการพลังงานระหว่างประเทศระหว่างปี พ.ศ. 2563-2564 โดยแผนการดำเนินงานจะประกอบไปด้วยความร่วมมือในประเด็น 8 ด้าน ดังนี้ 1) ข้อมูลและสถิติพลังงาน 2) ความมั่นคงทางพลังงานและการรองรับสภาวะฉุกเฉินทางพลังงาน 3) การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 4) พลังงานไฟฟ้่าและพลังงานหมุนเวียน 5) เทคโนโลยีพลังงานสะอาด 6) ก​ารทบทวนนโยบายพลังงานและการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร 7) การเยือนระดับสูง และ 8) การมีส่วนร่วมในโครงการต่างๆ ของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ ทั้งนี้ กิจกรรมภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในการพัฒนาด้านพลังงานและการบริหารจัดการด้านพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมคณะทำงานเพื่อพลังงานที่เป็นธรรม ครั้งที่ 1

วันนี้ (21 พฤศจิกายน 62) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะทำงานเพื่อพลังงานที่เป็นธรรม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานเพื่อพลังงานที่เป็นธรรม ครั้งที่ 1 เพื่อร่วมหารือถึงแนวทางการพิจารณาโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซ ณ ห้องประชุม 9 ชั้น 15 ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคารบี

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะทำงานเพื่อพลังงานที่เป็นธรรม เปิดเผยหลังการประชุมฯ ว่า การประชุมในวันนี้ ถือเป็นการประชุมครั้งแรกของคณะทำงานเพื่อพลังงานที่เป็นธรรม ภายหลังจากที่ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ลงนามแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งคณะทำงานฯ ดังกล่าว มีเป้าหมายร่วมกันในการก้าวข้ามปัญหาข้อโต้แย้งและความเห็นต่างเรื่องพลังงานที่สะสมมาเป็นระยะเวลานานให้เกิดความเข้าใจที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อลดข้อขัดแย้งทางสังคม และให้เกิดประโยชน์และความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายอย่างสูงสุด

โดยที่ประชุมได้มีข้อสรุปในการหารือให้มีการแบ่งคณะการทำงานจากชุดใหญ่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแต่งตั้งจำนวน 39 คน เป็นคณะย่อยเพื่อแยกหารือในแต่ละประเด็น เพื่อให้การหารือมีความกระชับ และได้ข้อยุติร่วมกันได้เร็วขึ้น ซึ่งได้มีการตกลงกำหนดสัดส่วนคณะย่อยแบ่งเป็น ภาคประชาชน จำนวน 10 คน ได้แก่ ผู้เข้าร่วมประชุม 5 คน และผู้สังเกตการณ์ 5 คน ภาครัฐ จำนวน 10 คน ได้แก่ ผู้เข้าร่วมประชุม 5 คน และผู้ติดตาม 5 คน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หรือ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน พร้อมทั้งมีการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูลในแต่ละประเด็นโดยจะนำข้อสรุปการหารือในคณะย่อยเข้าสู่การประชุมในคณะใหญ่ เพื่อให้ได้ข้อยุติที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่ายและเกิดผลที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง

ด้านนายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกกระทรวงพลังงาน  ในฐานะคณะทำงานฯ เปิดเผยถึงประเด็นที่จะมีการหารือร่วมกันว่า สำหรับประเด็นการหารือแบ่งเป็น 2 เรื่องหลัก คือ 1. โครงสร้างราคาน้ำมัน และ 2. โครงสร้างราคาก๊าซ ซึ่งมีองค์ประกอบในการหารือ ประกอบด้วย ราคาหน้าโรงกลั่น ภาษี การเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและกองทุนอนุรักษ์พลังงาน และค่าการตลาด โดยเรื่องแรกที่จะมีการหารือร่วมกันคือ ประเด็นราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งจะประชุมในวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน 2562 เวลา 09.00 น.

ทั้งนี้ คณะทำงานเพื่อพลังงานที่เป็นธรรมถูกตั้งขึ้นตามคำสั่งกระทรวงพลังงาน ที่ 43/2562 ตามเจตนารมย์ของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญในการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนในการกำหนดนโยบายและแผนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับต่างๆ และตามที่กลุ่มประชาชนได้ขอให้กระทรวงพลังงานพิจารณาทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติให้เป็นธรรม โดยมีองค์ประกอบของคณะทำงานประกอบด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมจำนวน 39 คน ซึ่งมีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานคณะทำงานฯ ภายใต้อำนาจหน้าที่หลักๆ ในการศึกษาวิเคราะห์พร้อมจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการกำหนดโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซ ให้มีความเหมาะสม เป็นธรรม สอดคล้องกับภาวะตลาดน้ำมันของประเทศในปัจจุบันและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

รองปลัดกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมรับรางวัลภายในงาน “Digital Government Awards 2019”

วันนี้ (30 ต.ค. 62) นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมรับรางวัลสนับสนุนโยบายรัฐบาลตามโครงการยกเลิกสำเนาเอกสารราชการ ภายในงาน “Digital Government Awards 2019” โดยได้รับเกียรติจาก พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานและมอบรางวัล ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

ทั้งนี้ Digital Government Award 2019 จัดขึ้นโดย สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นรางวัลที่มอบให้แก่หน่วยงานที่มีความพร้อมเป็นรัฐบาลดิจิทัลและหน่วยงานที่สนับสนุนนโยบายรัฐบาลตามโครงการยกเลิกสำเนาเอกสารราชการอย่างเป็นรูปธรรม โดยดำเนินการสำรวจระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทย ประจำปี 2562 จำนวนทั้งสิ้น 1,858 หน่วยงาน ประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐส่วนกลาง จำนวน 323 หน่วยงาน หน่วยงานภาครัฐส่วนภูมิภาค จำนวน 1,533 หน่วยงาน ครอบคลุมทั้งหมด 76 จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ จำนวน 2 หน่วยงาน เพื่อเป็นฐานข้อมูลด้านการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศ และใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำแผน และนโยบายในการยกระดับการพัฒนาหน่วยงานภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัลทั้งในระดับหน่วยงานและระดับประเทศ รางวัลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างจริงจังของสำนักงานปลัดกระทรวงพลังงานในการสนับสนุนโยบายรัฐบาลตามโครงการยกเลิกสำเนาเอกสารราชการของรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นการสะท้อนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของหน่วยงานให้ดำเนินการสนองตอบต่อนโยบายรัฐบาลด้านดิจิทัลอย่างเต็มที่ และพร้อมเดินหน้าพัฒนางานด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่องต่อไป

 

ผู้บริหารกระทรวงพลังงานเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการพลังงาน

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2562 ณ รัฐสภา คณะกรรมาธิการการพลังงานได้เชิญกระทรวงพลังงานเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการ เพื่อนำเสนอภาพรวมการบริหารงานด้านพลังงานของกระทรวงพลังงาน

โดย นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้แทนจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมธุรกิจพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อนำเสนอภาพรวมกระทรวงพลังงานและประเด็นสำคัญๆ ต่างๆ เช่น การบริหารงานด้านพลังงานของกระทรวงพลังงานที่เชื่อมโยงกับแนวนโยบายแห่งรัฐตามบทบัญญติของรัฐธรรมนูญ นโยบายของคณะรัฐมนตรีซึ่งแถลงต่อรัฐสภา ยุทธศาสตร์ชาติ (พศ. 2561-2580) แผนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

17 ปีกระทรวงพลังงาน มอบเงินสมทบทุนสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา โรงพยาบาลศิริราช เนื่องในโอกาสครบรอบวันสถาปนากระทรวง 3 ต.ค. 2562

วันนี้ (3 ต.ค.62) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงพลังงาน ประจำปี 2562 ซึ่งในปีนี้ถือเป็นปีที่ 17 ในการสถาปนากระทรวงพลังงาน โดยมีผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ และผู้ที่เกี่ยวข้องในแวดวงพลังงาน เข้าร่วมกิจกรรมวันสถาปนากระทรวงพลังงานในวันนี้

สำหรับกิจกรรมที่สำคัญ ได้แก่ พิธีสักการะพระพรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศูนย์เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์  ซึ่งเป็นที่ตั้งของกระทรวงพลังงาน โดยประธานในพิธีได้นำจุดธูปเทียน ถวายพวงมาลัย และเครื่องสักการะ  พระพรหม พร้อมสักการะพระพรหมทั้ง 4 ทิศ  และลำดับถัดมาในพิธีสงฆ์ ประธานในพิธีได้นำคณะผู้บริหาร และผู้ร่วมงานทั้งหมด ร่วมพิธีการอาราธนาศีล อาราธนาพระปริตร ถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ และร่วมพิธีกรวดน้ำ รับพร และพระสงฆ์ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ผู้ร่วมงานทุกคน

ทั้งนี้ ในโอกาสวันสถาปนากระทรวงพลังงานครบรอบ 17 ปีครั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้ประกาศงดรับกระเช้าและของขวัญต่างๆ  ในการแสดงความยินดี โดยกระทรวงพลังงานได้ขอให้ผู้เข้าร่วมงาน ที่จะแสดงความยินดี ให้ร่วมกันสมทบทุนเพื่อซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ อาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา ของโรงพยาบาลศิริราช เป็นการทดแทน โดยประธานในพิธีได้เป็นผู้รับมอบเงินสมทบทุนจากหน่วยงานต่างๆรวม จำนวน 1,711,720 บาท และมอบให้แก่โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งนอกจากจะเป็นการแสดงความยินดีร่วมกันแล้ว ยังเป็นการสร้างกุศลครั้งสำคัญร่วมกับโรงพยาบาลศิริราช อีกด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

Page 1 of 3
1 2 3