การประชุมเตรียมการซ้อมแผนรองรับสภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน ประจำปี ๒๕๖๒

-ระเบียบวาระการประชุม
คลิกที่นี่

-เอกสารประกอบการประชุม
คลิกที่นี่

-คู่มือเตรียมพร้อมและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซปิโตรเลียมเหลว กรณีปิดช่องแคบฮอร์มุซ
คลิกที่นี่

กระทรวงพลังงานหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัยและบูรณาการร่วมกันทั้ง 3 การไฟฟ้า

วันนี้ (18 มิถุนายน 2562 ) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัยและบูรณาการร่วมกันทั้ง 3 การไฟฟ้า

 

กระทรวงพลังงานได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ กรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ถึงแนวทางการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าในอนาคต
มีผู้บริหารระดับสูงที่เข้าร่วมอาทิ กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (นายสุธรรม อยู่ในธรรม) ประธานกรรมการ กฟผ. (นายดิสทัต โหตระกิตย์) ผู้ว่าการ กฟผ. ผู้ว่าการ กฟน. รองปลัดกระทรวงพลังงาน (นายสราวุธ  แก้วตาทิพย์)  ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท) และเลขาธิการสำนักงาน กกพ. ณ สำนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

โดยมีวัตถุเพื่อกำหนดแนวทางและทิศทางของการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้า ให้สอดรับกับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าและรองรับความท้าทายในอนาคต อาทิ การเข้ามาของพลังงานทดแทนที่มากขึ้น การผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Prosumer) การเชื่อมโยงซื้อขายไฟฟ้าในภูมิภาค รวมถึงการพัฒนาสู่สังคมดิจิทัล (Digitalization) และ Big data

ที่ประชุมได้มีการศึกษาทบทวนทิศทางความเปลี่ยนแปลงของระบบไฟฟ้าในโลก  ตัวอย่างการพัฒนาของต่างประเทศ รวมถึงการดำเนินงาน ณ ปัจจุบัน และมีความเห็นสอดคล้องร่วมกันถึงการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าร่วมกันของทั้ง 3 การไฟฟ้าให้สู่ระบบที่ทันสมัยในทิศทางเดียวกันที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย รองรับความเปลี่ยนแปลงของระบบไฟฟ้า ทั้งทางด้านการรองรับพลังงานทดแทนที่จะเข้ามาในระบบมากขึ้น บทบาทของไทยที่มากขึ้นในการเป็นจุดเชื่อมต่อด้านไฟฟ้าของภูมิภาค รวมถึงให้มีการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีความซ้ำซ้อน

การประชุมดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นในการทำงานร่วมกันของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง โดยได้มีการมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานจัดทำกรอบในการหารือร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องต่อไป

การพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าในอนาคต

วาระการประชุมการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าในอนาคต คลิกที่นี่

เอกสารการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าในอนาคต ของ กฟภ. คลิกที่นี่

การพัฒนาระบบ-Smart-Grid-กฟน. คลิกที่นี่

การพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าในอนาคตของ กฟผ คลิกที่นี่

ทิศทางการผลิตภาคไฟฟ้าในอนาคตและกรณีศึกษาจากต่างประเทศ โดย บริษัท McKinsey & Company คลิกที่นี่

การประชุม ทบทวนโครงสร้าง บทบาท อำนาจ พน. 1/2562

วาระการประชุมคณะกรรมการทบทวนโครงสร้าง บทบาท อำนาจ และภารกิจ ของกระทรวงพลังงาน ครั้งที่ 1/2562    คลิกที่นี่

 

คณะกรรมการทบทวนโครงสร้าง บทบาท อำนาจ และภารกิจของกระทรวงพลังงาน  (คำสั่งกระทรวงพลังงานที่ 23/2562)    คลิกที่นี่

 

สรุปผลสำรวจการทับซ้อนการปฏิบัติงานตามภารกิจ   คลิกที่นี่

 

เอกสารประกอบการประชุมคณะกรรมการฯ     คลิกที่นี่


กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน   คลิกที่นี่

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ   คลิกที่นี่

กรมธุรกิจพลังงาน  คลิกที่นี่

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน  คลิกที่นี่

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน  คลิกที่นี่

 

Microgrid เกาะพะลวย

โครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าแบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (Microgrid) บนพื้นที่เกาะพะลวย ล่าสุด    คลิกที่นี่

 

สรุปย่อ FS โครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าแบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (Microgrid)บนพื้นที่เกาะพะลวย  คลิกที่นี่

เอกสารประกอบการประชุมคณะอนุทำงานขับเคลื่อนประเด็นปฏิรูปพลังงานด้านการบริหารจัดการพลังงาน ครั้งที่ 1/2562

วาระการประชุมคณะอนุทำงานฯ    คลิกที่นี่

เอกสารประกอบการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ครั้งที่ 1 /2562  คลิกที่นี่

Code of Conduct

การจัดทำระเบียบปฏิบัติงานตามภารกิจ Code of Conduct ของ กระทรวงพลังงาน คลิกที่นี่

ผลการสำรวจการทับซ้อนการปฏิบัติงานตามภารกิจ (Code of Conduct) คลิกที่นี่

Hot Issue Oil 2562

 

 

 

 

 

– ราคาหน้าโรงกลั่น
– การขึ้นลงราคาน้ำมัน
– ราคาสิงคโปร์
– B20
– การบริหารจัดการปาล์มน้ำมัน
– โครงสร้างราคาน้ำมัน
– ค่าขนส่งเทียม
– การจ้างราคาน้ำมันขึ้นลงล่วงหน้า
– ราคาน้ำมันประเทศเพื่อนบ้าน
– การส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศในราคาถูกกว่าที่ขายในไทย

 

 

 

 

 

ป้องกัน: ็Hot Issue 2562

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผลักดันแผนการบริหารจัดการน้ำมันปาล์มด้านพลังงาน

การผลักดันแผนการบริหารจัดการน้ำมันปาล์มด้านพลังงาน

การนำน้ำมันปาล์มดิบเพื่อการผลิตไฟฟ้า

– กฟผ.ใช้น้ำมันปาล์มดิบผลิตไฟฟ้า ณ โรงไฟฟ้าบางปะกงโดยเพิ่มปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่ใช้น้ำมันปาล์มจากวันละ 1000 ตัน เป็น วันละ 1500 ตัน ซึ่งส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มเพิ่มสูงขึ้น และสามารถลดปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มในระบบได้เร็วขึ้นซึ่งปัจจุบันใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกงไปแล้วกว่า 50,000 ตัน และคาดว่าจะสามารถรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ ตามมติ กนป เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2562 ได้ครบตามเป้า 160,000 ตัน ภายในวันที่
20 เมษายน 2562  และ กฟผ จะใช้น้ำมันปาล์มทั้งหมดในการผลิตไฟฟ้าได้ภายในเดือนปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายนนี้

การส่งออกน้ำมันไบโอดีเซล B100

– ปตท. ได้รับมอบหมาย ให้พิจารณาการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ( CPO) จำนวน 100,000 ตัน มาเก็บสต๊อกไว้เพื่อนำมาผลิตเป็น B100 ส่งออก  โดยให้หารือแนวทางการดำเนินการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในเรื่องแนวทางการชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในกระบวนการดังกล่าว ซึ่งจะมีการรายงานแนวทางการดำเนินการต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อนำเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี เป็นการต่อไป

นโยบายการส่งเสริมน้ำมันดีเซล B20

          -กรมธุรกิจพลังงาน คาดว่าในเดือนมีนาคมนี้จะมีปริมาณการใช้น้ำมัน B20 ปริมาณ 25 ล้านลิตร โดยตั้งเป้าจะขยายกลุ่มผู้ใช้ไปยังกลุ่มรถยนต์ดีเซลขนาดเล็กให้สามารถใช้น้ำมัน B20 ได้ โดยจะทราบผลการหารือกับผู้จำหน่ายรถยนต์ได้ภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งปัจจุบันมีสถานีที่จำหน่ายน้ำมัน B20 จำนวน 116 สถานี และ Fleet ที่ใช้ 173 แห่ง  ในอนาคตกระทรวงพลังงานจะมีการผลักดันให้ใช้ B20 ปริมาณ 15 ล้านลิตร/วัน และ B7 ที่50 ล้านลิตร/วัน ซึ่งจะสามารถดูดซับ CPO ได้ 2 ล้านตัน/ปี

แถลงการณ์กระทรวงพลังงานฉบับที่ 3/2562 สถานการณ์พายุโซนร้อน “ปาบึก”

แถลงการณ์กระทรวงพลังงานฉบับที่ 3/2562
สถานการณ์พายุโซนร้อน “ปาบึก ” ที่ส่งผลต่อการผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย

​กระทรวงพลังงาน : วันที่ 4 มกราคม 2562 เวลา 16.00 น.

รายงานความคืบหน้าสถานการณ์พายุโซนร้อนปาบึก (PABUK) ต่อการผลิตปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทย ขณะนี้พายุได้เคลื่อนตัวผ่านบริเวณแท่นผลิตปิโตรเลียมโดยไม่ได้สร้างความเสียหาย ซึ่งถือว่าผ่านช่วงที่วิกฤตที่สุดต่อการผลิตปิโตรเลียมไปแล้ว และได้ส่งพนักงานเข้าไปสำรวจเพื่อเตรียมการผลิต ส่วนความคืบหน้าการติดตามและบริหารสถานการณ์พลังงานมีรายละเอียด ดังนี้
ด้านการผลิตก๊าซธรรมชาติ การผลิตจากอ่าวไทย พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) และจากสหภาพเมียนมา อยู่ที่ระดับประมาณ 2,725 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าระดับการผลิตตามปกติ โดยได้มีการบริหารจัดการด้วยการส่ง LNG เข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นเป็นระดับ 1,400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และลดการส่งไปในภาคปิโตรเคมี ทำให้สามารถจัดสรรก๊าซฯ ไปยังภาคไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรมและ NGV ได้ตามแผน และมีปริมาณก๊าซฯ เพียงพอที่จะรองรับสถานการณ์จนกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ บริษัทผู้ประกอบกิจการปิโตรเลียมมีแผนที่จะส่งพนักงานเข้าไปสำรวจสภาพแท่นและความพร้อมของอุปกรณ์ และ จะเคลื่อนย้ายพนักงานบางส่วนกลับเข้าไปทำงานนอกชายฝั่งตั้งแต่วันนี้ และมีแผนที่จะเริ่มการผลิตตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม และคาดว่าจะทยอยกลับมาผลิตได้ตามปกติตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม เป็นต้นไป
​ด้านไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยศูนย์บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินดูแลระบบไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมทั้งโรงไฟฟ้า สถานีส่งและระบบส่งไฟฟ้า โดยเฉพาะการเฝ้าระวังระดับน้ำ ที่ท่วมในพื้นที่ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานีส่งไฟฟ้า และมีมาตรการรองรับกรณีระดับน้ำสูงไว้แล้ว
ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซหุงต้ม ประชาชนได้รับทราบว่ามีการจัดเตรียมน้ำมันสำรองเพียงพอต่อความต้องการใช้ ทำให้ไม่เกิดความตระหนกและกักตุนน้ำมันและก๊าซหุงต้ม รวมถึงผู้ค้าน้ำมันได้มีการจัดส่งน้ำมันอย่างเพียงพอ
ด้านการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้จัดเตรียมถุงยังชีพ จำนวน 1,000 ถุง และ กลุ่มบริษัท ปตท. ได้จัดส่งถุงยังชีพ จำนวน 2,000 ถุง ซึ่งจัดส่งถึงพื้นที่ภาคใต้เรียบร้อยแล้ว และจะจัดส่งเพิ่มเติมอีก 4,000 ชุด ลงไปในพื้นที่อีกภายในวันที่ 5 มกราคม ต่อไป
​ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานและหน่วยงานในสังกัด ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกให้ไปศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น

ประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน

เรื่อง ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกให้ไปศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น

Download (PDF, 544KB)

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม  คลิกที่นี่

ประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน เรื่อง ประกวดราคาจ้างบำรุงรักษาศูนย์กลางสั่งการด้านพลังงานประจำกระทรวงพลังงาน ด้วยวิธีการประกวดราคาอิเล็คทรอนิกส์ (e-bidding) ประกาศ ณ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 ยื่นข้อเสนอในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561

แนวทางการดำเนินการตามมาตรการอำนวยความสะดวกและลดภาระแก่ประชาชน

VDOคู่มือ&Driverขั้นตอนการลงทะเบียนระบบข้อมูลทะเบียนราฎร

Download (PDF, 3.15MB)

Download (PDF, 910KB)

Download (PDF, 3.04MB)

Download (PDF, 759KB)

กระทรวงพลังงาน เปิดงาน “พระมิ่งมารดา ศรีแห่งแผ่นดิน” เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

วันที่ 8 สิงหาคม 2561 ณ ล็อบบี้ อาคารซี ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์  กระทรวงพลังงานจัดพิธีเปิดงาน “พระมิ่งมารดา ศรีแห่งแผ่นดิน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 86 พรรษา ภายใต้โครงการตามรอยศาสตร์พระราชาด้านการพัฒนาพลังงาน พร้อมน้อมนำพระราชดำรัสและ พระราชกรณียกิจมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  เป็นประธานในพิธีเปิดงาน

ทั้งนี้ ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลักๆ 3 โซน ได้แก่

โซนที่ 1 การจัดแสดงนิทรรศการ “พระมิ่งมารดา ศรีแห่งแผ่นดิน” ถ่ายทอดเรื่องราวพระราชกรณียกิจที่สื่อให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในบทบาท “แม่ของแผ่นดิน” ได้ทรงมอบความรักความห่วงใยต่อพสกนิกรชาวไทย ให้มีความอยู่ดีกินดี สนับสนุน ภูมิปัญญาท้องถิ่น การสร้างอาชีพ สร้างรายได้อย่างพอเพียง เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่เหล่าประชาชน

โซนที่ 2 การจัดแสดงนิทรรศการผ่านภาพเสมือนจริง เพื่อนำเสนอเรื่องราวของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 จานวน 3 ตอน ได้แก่ คู่พระบารมีศรีแผ่นดิน , พระราชินีแห่งสยาม และสายใยรักจาก “แม่สู่ลูก” เพื่อตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อปวงชนชาวไทย

โซนที่ 3 กิจกรรมเวิร์คช็อป D.I.Y บอกรักแม่ด้วยการทำของขวัญให้กับแม่ ได้แก่ การจัดทำโปสการ์ด ประดิษฐ์ดอกมะลิ และการทำผ้ามัดย้อม

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเวที ที่มีเหล่าศิลปินชื่อดังมาร่วมถ่ายทอดบทเพลงบอกรักแม่ อาทิ กัน-นภัทร อินทร์ใจเอื้อ , ขนมจีน กุลมาศ , เบน ชลาทิศ และยังมีการแสดงจากเหล่าเยาวชนที่มีความสามารถมากมายมาร่วมสร้างสีสันภายในงาน

ทั้งนี้ งาน “พระมิ่งมารดา ศรีแห่งแผ่นดิน” กำหนดจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ – 10 สิงหาคม 2561  ณ ล็อบบี้ อาคารซี ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ กระทรวงพลังงาน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  โทร. 02 140 7000 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊คแฟนเพจ “ศูนย์บริการร่วม กระทรวงพลังงาน”

“เอกสาร ป.ย.ป. กระทรวงพลังงาน”

ประชุมคณะทำงานพิเศษฯ ครั้งที่ 1 – 4  Click here

พ.ร.บ.แนวทางการปฏิรูปประเทศ 2560    Click here

แผนปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน 2560    Click here

ประกาศ พน._22-2561_กลุ่ม ป.ย.ป.     Click here

ประกาศ พน._23-2561_รายชื่อกลุม ป.ย.ป.     Click here

ประกาศ พน._28-2561 คณะอนุทำงานขับเคลื่อนปฏิรูปพลังงาน    Click  here

ฟอร์ม1_รายละเอียดโครงการรายไตรมาส    Click  here

ฟอร์ม2_แบบคำของบประมาณแผ่นดิน    Click  here

ฟอร์ม3_แบบคำของบสัมมปทาน    Click  here

ฟอร์ม4_แบบคำของบกองทุนอนุรักษ์    Click  here

PPT_โครงการขอรับงบกองทุนอนุรักษ์   Click here

ฟอร์ม5_สนย.1-แบบติดตามผลโครงการปฏิรูป  Click here

จุลสาร_แผนปฏิรูปพลังงานย่อ  Click here

ฟอร์ม6-แบบติดตามผลแผนปฏิรูปปี 2562  Click here

แผนปฏิบัติการตามแผนปฏิรูปพลังงาน ระยะ 5 ปี 2561-2565    Click  here

แผนปฏิการด้านพลังงาน ระยะ 5 ปี 2561-2565  Click here

 

 

คู่มือการปฏิบัติงาน ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560

คู่มือปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560   คลิกที่นี่

พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560  คลิกที่นี่

กฎกระทรวง  คลิกที่นี่

ระเบียบ   คลิกที่นี่

ประกาศ   คลิกที่นี่

หนังสือเวียนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง  คลิกที่นี่

คำถาม – คำตอบ  (ที่พบบ่อย)   คลิกที่นี่

 

กระทรวงพลังงาน โดยดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ให้ การต้อนรับ ดร.ฟาร์ตี้ ไบโรล์ ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (Dr.Fatih Birol Executive Director of International Energy Agency : IEA)

 

กระทรวงพลังงาน โดยดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ให้  การต้อนรับ ดร.ฟาร์ตี้ ไบโรล์ ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (Dr.Fatih Birol Executive Director of  International Energy Agency : IEA)  ซึ่งได้ให้เกียรติเยือนกระทรวงพลังงานอย่างเป็นทางการ พร้อมบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ สถานการณ์ทิศทางพลังงานโลก ตลาดน้ำมัน เทคโนโลยีด้านพลังงาน ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  ในประเด็นพลังงานโลกที่สำคัญ ๆ โดยมีผู้บริหารจากกระทรวงพลังงาน รวมทั้งผู้บริหารตลอดจนเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานด้านพลังงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ทั้งนี้ ภายหลังการบรรยายพิเศษ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพลังงาน ได้ทำการหารือร่วมกับ ดร.ฟาร์ตี ไบโรล์ ผู้อำนวยการ IEA ดังกล่าว โดยมีประเด็นและกรอบการหารือด้านพลังงานที่สำคัญ ๆ ประกอบด้วย แนวโน้มและทิศทางของตลาดน้ำมัน ทิศทางของตลาดพลังงานในปัจจุบันและอนาคต  การพัฒนาพลังงานทดแทน ทิศทางของการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน อาทิ เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) และรูปแบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งเทคโนโลยีได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว เป็นต้น

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้ใช้โอกาสในการมาเยือนของผู้อำนวยการ IEA ครั้งนี้  หารือประเด็นสำคัญ เช่น  ทิศทางความร่วมมือระหว่างไทย และทบวงพลังงานระหว่างประเทศ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งเบื้องต้นกระทรวงพลังงาน ได้ขอความร่วมมือให้ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ ร่วมพัฒนาและศึกษานโยบาย องค์ความรู้ ข้อมูล และ การจัดส่งผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานในสาขาต่างๆ เข้ามาให้คำปรึกษากับไทย โดยเฉพาะในด้านการวางแผนแม่บทการพัฒนาพลังงานระยะยาวของไทย การจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals–SDGs) และ  การวางแผนด้านการจัดทำสำรองน้ำมัน เป็นต้น โดยองค์ความรู้จาก IEA กระทรวงพลังงานจะได้นำไปปรับใช้ในกระบวนการวางแผนและกำหนดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานอย่างเป็นมาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้  แก่ประเทศในระยะยาว

สำหรับการมาเยือนของผู้บริหารระดับสูงจากทบวงพลังงานระหว่างประเทศหรือ IEA นี้ แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการกำหนดนโยบายด้านพลังงานของไทยในเวทีโลก และย้ำถึงการเป็นพันธมิตรที่ดีระหว่างไทยและ IEA ที่แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่สมาชิกหลัก แต่ถือได้ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับความร่วมมือและการช่วยเหลือด้านการแบ่งปันองค์ความรู้ด้านพลังงานในระดับสากลด้วยดีมาโดยตลอด

ประชาสัมพันธ์ โครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20

จากสถานการณ์น้ำมันปาล์มดิบล้นตลาดและมีราคาตกต่ำ กระทรวงพลังงานได้หาแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันและส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 ซึ่งมีเป้าหมายในการจำหน่ายที่ 15 ล้านลิตรต่อวัน และคาดว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มดิบได้มากขึ้น จากเดิม 1.3 ล้านตันต่อปี เป็น 2 ล้านตันต่อปี โดยกำหนดให้ราคาขายปลีกน้ำมัน บี 20 ต่ำกว่าน้ำมันดีเซลหมุนเร็วปกติ 3 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนของน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลต่อการลดต้นทุนการขนส่งสินค้าและค่าโดยสาร รวมถึงค่าครองชีพของประชาชนที่จะลดลงได้อีกด้วย ซึ่งจากการศึกษาทดลองใช้น้ำมัน บี 20 ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่บางยี่ห้อบางรุ่น พบว่าไม่มีผลกระทบต่อเครื่องยนต์ อีกทั้งยังทำให้ระบบการเผาไหม้ของเครื่องยนต์สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 

 

 

เชิญร่วมงานสัมมนา และนิทรรศการของ สพธอ. “Future Economy and Internet Governance: Big Change to Big Chance”

ขอเรียนเชิญร่วมงานสัมมนา และนิทรรศการของ สพธอ. ETDA ก้าวสู่ปีที่ 8 จัด BIG EVENT แห่งปี “FUTURE ECONOMY & INTERNET GOVERNANCE : BIG CHANGE TO BIG CHANCE” ชวนทุกคนมาเรียนรู้ เปิดใจ และปรับตัว…วาร์ปไปสู่อนาคต WARP…TO THE FUTURE เต็มอิ่มกับ SPEAKER จากทั่วโลกกว่า 40 SESSIONS ฟังปาฐกถาพิเศษจากผู้กำหนดนโยบายระดับประเทศ ชม EXHIBITION & SHOWCASE จากหน่วยงานและองค์กรชั้นนำเพื่อมุ่งสู่ FUTURE ECONOMY แถลงผลร้อน ๆ ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจ BASELINE ที่บอกว่าประเทศไทยอยู่ตรงไหน ควรรุกต่ออย่างไร พร้อมเปิดเวที PUBLIC HEARING ร่าง กม.สำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล รวมทั้งการทำปฏิญญาความร่วมมือสู่ความพร้อมของธุรกิจไทยในเรื่อง GDPR พบกันวันที่ 23-25 กรกฎาคม 2561 ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน
ผู้สนใจเข้าร่วมงานสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม และลงทะเบียนได้ทางเว็บไซต์ www.etda.or.th/bigchange2018

เชิญชวนส่งประกวดบทความ และวีดีทัศน์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ดาวน์โหลด   ใบสมัครและเงื่อนไข การประกวดบทความ

ดาวน์โหลด   ใบสมัครและเงื่อนไข การประกวดวีดิทัศน์

ดาวน์โหลด   หนังสือรับรองนักเรียน

กระทรวงพลังงาน ขอชี้แจงประเด็นข้อกล่าวหาการบริหารนโยบายพลังงานเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน

กระทรวงพลังงาน ขอชี้แจงประเด็นข้อกล่าวหาการบริหารนโยบายพลังงานเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน

  1. กรณีรัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันที่ไม่มีกฎหมายรองรับเป็นเครื่องมืออำพรางกลไกตลาด แต่สร้างกำไรให้กลุ่มทุนน้ำมันจริงหรือไม่

คำชี้แจง

1.1 การจัดตั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จัดตั้งขึ้นตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2547 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2547 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 และกองทุนฯดำเนินการตั้งแต่ 2519 มิใช่เป็นกองทุนเถื่อนแต่อย่างใด

อนึ่ง พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ฉบับดังกล่าวได้มีการนำเสนอต่อ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งได้ลงมติอนุมัติ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2517 และได้ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การอนุมัติพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2517 เรียบร้อยนานแล้ว

1.2 กองทุนน้ำมันฯ มีวัตถุประสงค์ที่จะเป็นเครื่องมือของรัฐในการรับประกันความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และป้องกันภาวะน้ำมันขาดแคลน ซึ่งกลไกการใช้กองทุนฯ จะใช้ประกอบให้สอดคล้องกับกลไกตลาด ลดการบิดเบือนโครงสร้างการใช้น้ำมัน (ดังเช่น รัฐบาลในอดีต เคยใช้กลไกกองทุนฯ ทำให้ราคาเบนซินและดีเซลบิดเบือนและต่างกันมากถึง 40%) และสร้างความเป็นธรรมให้ทุกภาคส่วน

  1. มีการระบุว่ารัฐบาลทำการชดเชยราคาข้ามเชื้อเพลิง (Cross-Subsidy) เพื่อชดเชยค่าการตลาด E20, E85

คำชี้แจง

2.1 กระทรวงพลังงาน ได้มีนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนอย่างยั่งยืนตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) โดยเป้าหมายภายในปี 2579 ต้องมีการใช้เอทานอล 11.3 ล้านลิตรต่อวัน โดยกรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนดให้น้ำมันแก๊สโซฮอล มีส่วนผสมของเอทานอลตั้งแต่ร้อยละ 10 ถึงร้อยละ 85 และสำหรับกลยุทธ์นโยบายด้านราคาจะ “กำหนดให้น้ำมันแก๊สโซฮอลที่มีส่วนผสมของเอทานอลมากกว่า ให้มีราคาถูกกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอลที่มีส่วนผสมของเอทานอลน้อยกว่า” ทั้งๆ ที่ต้นทุนน้ำมันแก๊สโซฮอล E85 สูงกว่าแก๊สโซฮอล E20 และแก๊สโซฮอล E10 ตามลำดับ แต่เมื่อภาครัฐได้ยกเว้นภาษีสรรพสามิตและใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาสร้างส่วนต่างราคา ตลอดจนบริหารจัดการค่าการตลาดที่เหมาะสม จึงทำให้น้ำมันแก๊สโซฮอล E85 กลับมามีราคาถูกกว่าแก๊สโซฮอล E20 และแก๊สโซฮอล E10 ตามลำดับ

ดังนั้นสิ่งที่กระทรวงพลังงานดำเนินการคือ “การสร้างส่วนต่างราคา” มิใช่ชดเชยค่าการตลาดให้แก่น้ำมันแก๊สโซฮอล E20  และน้ำมันแก๊สโซฮอล E85 ดังที่กล่าวหาแต่อย่างใด

2.2 ทั้งนี้ หากปล่อยให้กลไกราคาเป็นไปตามธรรมชาติ (ราคาเรียงลำดับตามต้นทุนเนื้อน้ำมันของ

แต่ละประเภท) แผน AEDP ที่จะส่งเสริมการใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอลหรือที่ผสมน้อยกว่า (E10) คือ E20 และ E85 จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามนโยบายได้เลย เนื่องจากราคา E85 และ E20 จะสูงกว่าน้ำมันเบนซินที่ไม่ผสมเอทานอล น้ำมัน E85 มีอัตราการสิ้นเปลืองสูงกว่าน้ำมันชนิดอื่น ดังนั้น การสร้างส่วนต่างราคาระหว่าง E10 และ E85 จึงต้องให้ครอบคลุมการชดเชยอัตราสิ้นเปลือง พร้อมทั้งเพื่อเป็นสิ่งจูงใจให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทนเพิ่มมากขึ้น การใช้กลไกของภาครัฐที่ทำให้มีราคาที่ต่ำกว่าก็ถือว่ามีความคุ้มค่า และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอีกทางหนึ่งด้วย

2.3 ภาครัฐได้มีนโยบายสนับสนุนให้คนไทยใช้น้ำมันแก๊สโซฮอลอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเพิ่มสัดส่วนการใช้เอทานอลมากขึ้นเท่าใด ยิ่งเป็นการสร้างทางเลือกในการใช้ประโยชน์จากพืชผลทางการเกษตร เสริมสร้างเสถียรภาพราคาพืชผลการเกษตรในทางอ้อม ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล อีกทั้งช่วยชาติลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศมากเท่านั้น

  1. กล่าวหาว่าบิดเบือนกลไกตลาดของเอทานอล ทำให้มีราคาแพงกว่าปกติ

คำชี้แจง

3.1 ราคาเอทานอลที่ใช้ในการคำนวณโครงสร้างราคาน้ำมันในปัจจุบันเป็นราคาที่มีการปรับกลไกแล้ว จากเดิมที่เป็นระบบประกันต้นทุนการผลิตหรือ Cost Plus มาเป็นระบบที่สะท้อนกลไกตลาดมากขึ้น โดยเป็นระบบที่เลือกราคาต่ำสุดระหว่างราคาที่ผู้ผลิตเอทานอลรายงานต่อกรมสรรพสามิตกับราคาเอทานอลที่ผู้ค้ามาตรา 7 (บริษัทน้ำมันในฐานะผู้ซื้อเอทานอล) รายงานตรงต่อ สนพ. โดยเดิมที่เคยใช้ระบบ Cost Plus จะคำนวณราคาเอทานอลเพื่อนำไปใช้ในการคำนวณโครงสร้างราคาน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล (E10, E20 และ E85) ได้ใช้ระบบการประกันต้นทุนการผลิต (Cost Plus) โดยใช้ต้นทุนวัตถุดิบการผลิต 2 ชนิดคือ

มันสำปะหลังและกากน้ำตาลแต่พบปัญหาของการคำนวณคือราคากากน้ำตาลที่ใช้เป็นราคากากน้ำตาลส่งออกและมีราคาสูงซึ่งไม่สะท้อนตลาดภายในประเทศ อีกทั้งในช่วงต่อๆ มาได้มีจำนวนผู้ผลิตเอทานอลเพิ่มมากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันและการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นจึงได้มีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การคำนวณราคาเอทานอลจากระบบ Cost Plus มาเป็นระบบปัจจุบัน โดยเป็นระบบที่เลือกตัวต่ำสุดของข้อมูลจากสองแหล่ง ทำให้ได้ราคาเอทานอลที่มีฐานต่ำสุดเป็นเกณฑ์ในการนำไปคำนวณโครงสร้างราคาน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล

สำหรับการสร้าง “ส่วนต่างราคา” เป็นกลยุทธ์สำคัญในการส่งเสริมที่ใช้ขับเคลื่อนการใช้เอทานอลในภาคขนส่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP 2015) ในการสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพตามศักยภาพการผลิตของวัตถุดิบทางการเกษตรโดยมีการประมาณว่าจะมีศักยภาพในการผลิตและใช้เอทานอล 11.3 ล้านลิตรต่อวันในปี 2579 ปัจจุบันมีการใช้เอทานอลในประเทศอยู่ในระดับ 3.90 ล้านลิตรต่อวัน ดังนั้นการมีกลไกการสร้าง “ส่วนต่างราคา” ระหว่าง E10, E20 และ E85 จะคำนวณให้สะท้อนถึงค่าความร้อนหรืออัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง รวมทั้งการสร้างความจูงใจในการขยายปั๊มที่จำหน่าย  E20 และ E85 ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชื้อเพลิงชีวภาพ

4.กรณีระบุว่า รัฐบาลบริหารนโยบายพลังงานผิดพลาด เพราะการยกเลิกเพดานราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) จากโรงแยกก๊าซที่เคยกำหนดไว้ต่ำกว่าราคาตลาดโลกที่ 333 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน กำหนดใหม่เป็น 498 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน สูงกว่าราคาตลาดโลก แล้วยังยกเลิกสูตรตั้งราคาก๊าซฯ จากโรงกลั่น 76-24 เปลี่ยนเป็นใช้ราคานำเข้าบวกค่าขนส่ง-ค่าใช้จ่าย-ค่าประกัน ส่งผลราคาก๊าซพุ่งสูงขึ้น ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน พร้อมระบุว่าการใช้กองทุนน้ำมันตรึงราคาก๊าซหุงต้ม ให้อยู่ถังละ 363 บาท เท่ากับเอาเงินประชาชนไปจ่ายให้กลุ่มทุน แทนที่จะกลับไปใช้การสร้างสมดุลแบบเดิม

คำชี้แจง

กระทรวงพลังงาน ได้มีการปรับกลไกราคา LPG มาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนหลายครั้ง ทั้งนี้เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะส่งเสริมการแข่งขัน ลดการผูกขาดและมุ่งหวังให้ราคาสะท้อนต้นทุนอย่างแท้จริง โดย

1) ยกเลิกการควบคุมราคา

2) ปรับให้มีมาตรฐานราคาอ้างอิง – (ปัจจุบันใช้ราคา FOB Arab Gulf หรือที่เรียกย่อว่า LPG Cargo) แทนการควบคุมราคาแบบกำหนดตายตัว ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง พร้อมกับให้มีกลไกการกำกับราคา LPG จากโรงแยกก๊าซ (ซึ่งต้นทุนต่ำ) โดยให้มีราคาตามต้นทุนการผลิตที่แท้จริง (อ้างอิงระบบราคา Cost Plus ที่ สนพ. ศึกษาไว้เมื่อปี 2558) และหากราคาตามต้นทุนฯ นี้ ต่ำกว่าราคาอ้างอิง ก็จะเก็บเงินจากโรงแยกก๊าซฯ เข้ากองทุนน้ำมันฯ (ใช้ย่อว่า “กองทุน#1) เพื่อนำเงินที่เก็บเข้าส่วนนี้มาแบ่งเบาภาระอุดหนุนราคาที่ปลายทาง (ใช้ย่อว่า “กองทุน#2”) ถือว่าเป็นการสร้างสมดุล เพราะเป็นการเก็บเงินจากผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำ นำมาช่วยจ่ายการอุดหนุนราคา ทั้งนี้ ในช่วงแรกเริ่มของการปรับระบบลักษณะนี้ จะปรับปรุงทุกๆ เดือน จนเมื่อพฤศจิกายน 2560 ที่ได้เริ่มทดลองเป็นรายสัปดาห์ ด้วยคาดหวังว่า กลไกการค้าก๊าซ LPG จะคล้ายกลไกการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง และนำมาสู่การแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น

 

ข้อกำหนดการศึกษา (Term of Reference: TOR)การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ฯ (Thai/English)

ข้อกำหนดการศึกษา (Term of Reference: TOR)การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ฯ (Thai Version) คลิกที่นี่

ข้อกำหนดการศึกษา (Term of Reference: TOR)การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ฯ (English Version)
Download  Click

 

ประเด็นคำถาม
การศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์สำหรับพื้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้  คลิกที่นี่

กระทรวงพลังงาน เป็นเจ้าภาพประชุมเวที ASEAN + 3

กระทรวงพลังงาน เป็นเจ้าภาพประชุมเวที ASEAN + 3 ด้านตลาดน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แผนการสำรองน้ำมัน และหารือเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ระหว่าง 27 – 30 มี.ค. ชี้ที่ประชุมฯ เชื่อน้ำมันยังเป็นเชื้อเพลิงสำคัญ ที่มีการลงทุนต่อเนื่องท่ามกลางยุคยานยนต์ไฟฟ้า พร้อม LNG จะเกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง ระบุในอนาคตมีโอกาสสำรองน้ำมันร่วมกันในภูมิภาค

ระหว่างวันที่ 27 – 30 มี.ค. 2561 ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสำคัญด้านตลาดการค้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แผนงานการสำรองน้ำมัน และด้านความมั่นคงด้านพลังงาน ภายใต้ความร่วมมือ ASEAN+3 ได้แก่ การประชุม The 7th ASEAN+3 Oil Market and Natural Gas Forum (OM&NG) and Business dialogue , The 6th Workshop of the ASEAN+3 Oil Stockpiling Road Map (OSRM) , The 15th ASEAN+3 Energy Security Forum (ESF)

การประชุมฯ ครั้งนี้ มีผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนบวก 3 (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) คณะมนตรีอาเซียนด้านปิโตรเลียม หรือ ASEAN Council on Petroleum (ASCOPE) ศูนย์พลังงานอาเซียน ASEAN Centre on Energy (ACE) และสถาบันการเงิน อาทิ Asian Development Bank (ADB) เป็นต้น ซึ่งในที่ประชุม ฯ มีการหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ และข้อคิดเห็น ตลอดจนแนวทางความร่วมมือระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนบวกสามในอนาคต และพิธีเปิดการประชุมฯ เมื่อวันที่ 27 มีค. ได้รับเกียรติจากนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน

ทั้งนี้ ข้อสรุปจากการหารือร่วมกันในประชุม ฯ ที่สำคัญ ๆ ได้แก่
1.) เวทีด้านตลาดน้ำมันก๊าซธรรมชาติ และการหารือภาคธุรกิจพลังงาน
ที่ประชุม ฯ มีความเห็นว่า ปัจจุบันน้ำมันยังเป็นเชื้อเพลิงสำคัญ แม้ว่าจะมีพลังงานทดแทนและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามา เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม รถยนต์ไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงาน โดยโดยสถาบันวิจัยระหว่างประเทศหลายแห่ง คาดการณ์ว่าความต้องการด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และLNG ในภูมิภาคอาเซียนจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 33% ในปี 2573 (หากการดำเนินธุรกิจเป็นเช่นนี้ในอนาคต) และศักยภาพในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานยังมีสูง เช่น ท่าเรือรองรับ LNG และโครงข่ายท่อก๊าซธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการลงทุนที่เพิ่มขึ้นของตลาดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในภูมิภาค

โดยในเวทีการประชุมฯ ยังได้เชิญสถาบันการเงิน เช่น ADB หรือผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นในการนำเสนอแหล่งทุนจากญี่ปุ่น ซึ่งได้เปิดโอกาสให้สมาชิกอาเซียนพบปะ และถือโอกาสรับการสนับสนุนทางด้านการเงิน ในการลงทุนในมิติต่างๆ อาทิ โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติ การขนส่งและกระจายก๊าซธรรมชาติไปยังโรงแยกก๊าซ การกระจายผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม ตลอดจน การพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในด้านการขนส่งน้ำมันและ LNG ซึ่งถือว่าเป็นการส่งเสริมเรื่องการซื้อขายไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคอีกด้วย

นอกจากนี้ ตลาดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดใหม่ด้าน LNG จะได้รับการช่วยเหลือจากญี่ปุ่น โดย Japan Oil, Gas and Metals National Corporation (JOGMEC) ในการจัด Capacity Building Training Programme on LNG รวมทั้งด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในปี 2561 และประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากกิจกรรมนี้ เพื่อส่งเสริมในเรื่องการเป็นตลาด LNG ของภูมิภาคในอนาคตต่อไป

2.) เวทีด้านการสำรองน้ำมัน
ที่ประชุม ฯ ได้หารือแนวทางการจัดทำยุทธศาสตร์การสำรองน้ำมันในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นในการเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของอาเซียนในอนาคต เนื่องจากระดับการพัฒนาการสำรองน้ำมันในแต่ละประเทศในภูมิภาคนี้มีความแตกต่างกัน ทั้งในเชิงนโยบาย กฎหมายและแนวทางปฏิบัติ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นโดย The Institute of Electrical Engineers of Japan (IEEJ) ได้นำเสนอผลการศึกษาศักยภาพของการสำรองน้ำมัน รวมทั้งหารือแนวทางความร่วมมือในการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ และการพัฒนาขีดความสามารถของสมาชิกอาเซียนต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ ชาติในอาเซียนยังคงต้องการเงินลงทุน และการเสริมสร้างศักยภาพจากประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อพัฒนาการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ โดยญี่ปุ่นได้เสนอแนวทางการศึกษา และพัฒนาขีดความสามารถให้บุคลากรอาเซียน ซึ่งไทยจะได้รับประโยชน์ในการเข้าร่วมดังกล่าวด้วย
3.) เวทีด้านความมั่นคงพลังงาน ที่ประชุม ฯ ได้มีการนำเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาดพลังงานโลกและอาเซียน ซึ่งคาดว่าความต้องการใช้พลังงานในภูมิภาคอาเซียนและบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี) ยังคงเป็นภูมิภาคที่มีความต้องการใช้พลังงานมากที่สุดภูมิภาคหนึ่งของโลก โดยถ่านหินและเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดยังเป็นแหล่งเชื้อเพลิงสำคัญในภูมิภาคนี้ในอนาคต นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีการหารือแนวทางในการส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในมิติของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ในเชิงการสำรองน้ำมันในอาเซียนและการพัฒนาความตกลงอาเซียนว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียม (ASEAN Petroleum Security Agreement : APSA) ให้สามารถนำมาใช้ในเชิงปฏิบัติได้ในอนาคต ตลอดจนหาแนวทางเพิ่มศักยภาพของอาเซียนโดยนำมิติของเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด รวมทั้งสนับสนุนความร่วมมือให้มากขึ้นจากประเทศบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี)

การพัฒนาศูนย์ข้อมูลภาครัฐ Government Data Center Modernization และตอบแบบสารวจการพัฒนาศูนย์ข้อมูล

เอกสารประกอบศูนย์ข้อมูลภาครัฐ Government Data Center Modernization:

แบบสำรวจศูนย์ข้อมูลภาครัฐ Government Data Center Modernization :

สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สรอ.)ได้ดำเนินการสำรวจกับหน่วยงาน ปี 2558 และ 2560 โดยสามารถดาวน์โหลดผลการสำรวจฯ ของหน่วยงาน ได้จาก Link ดังนี้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแบบสอบถาม :

เอกสารอ้างอิง :

วีดีโอการบรรยาย :

ณ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 30 อาคารแคททาวเวอร์ (CAT Tower) เลขที่ 72 ถนนเจริญกรุง แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร

OMNG

The Ministry of Energy, Thailand is honored and privileged to host the 7th ASEAN +3 Oil market and natural gas forum and businesses dialogue/the 6th workshop of the ASEAN+3 oil stockpiling road map/15th ASEAN+3 Energy Security forum from 27-30 March 2018. For your further information, please click on the link below to download the related documents.

Day 1 (27 March 2018)

 

Day 2 (28 March 2018)

 

Day 3 (29 March 2018)

Day 4 (30 March 2018)

 

 

 

 

 

รับสมัครบุคคลขึ้นทะเบียนผู้ทรงคุณวุฒิ ประจำปี 2561

รับสมัครบุคคลขึ้นทะเบียนผู้ทรงคุณวุฒิ ประจำปี 2561 เพื่อเข้ารับกำรพิจารณาเป็น “คณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ” ตามประกำศกระทรวงทรัพยากรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม

รายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่

รายชื่อร้านค้าที่จำหน่ายก๊าซหุงต้ม ที่ได้รับการติดตั้งเครื่อง EDC เรียบร้อยแล้ว

รายชื่อร้านค้าที่จำหน่ายก๊าซหุงต้ม ที่ได้รับการติดตั้งเครื่อง EDC เรียบร้อยแล้ว   คลิกที่นี่

แนวทางการจัดการประชารัฐสวัสดิการ การให้ความช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม) คลิกที่นี่