Home

(พพ.) การพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิงแวดล้อม เรื่อง “เรื่องการติดตั้ง Solar Rooftop อย่างถูกต้องและประโยชน์ที่จะได้รับ”

สืบเนื่องจาก มติ กพช. เมื่อ 16 กรกฎาคม 2559 และ ครม. มีนโยบายเมื่อ 16 สิงหาคม 2559 ให้มีการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar PV Rooftop) ในรูปแบบ Feed in Tariff (FiT) มีระยะเวลาสนับสนุน 25 ปี ปริมาณรับซื้อไฟฟ้ารวม 200 MW แบ่งเป็นบ้านอยู่อาศัย 100 MW และอาคารธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่อีก 100 MW ทำให้ Solar PV Rooftop เป็นที่รู้จักและเกิดกระแสความสนใจ และต้องการในกลุ่มประชาชน และผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก  อ่านเพิ่มเติม

(พพ.) องค์ความรู้มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานขั้นสูง (HEPS) และมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานขั้นต่ำ (MEPS)

ประเทศไทยมีการกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานอยู่ 2 ประเภทคือ 1) มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานขั้นสูง (High Energy Performance Standard: HEPS) และ 2) มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานขั้นต่ำ (Minimum Energy Performance Standard) ตาม พรบ. การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2550 กำหนดให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดค่ามาตรฐานของเครื่องจักร วัสดุ อุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่ง พพ. ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับทางสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพื่อร่วมมือในการจัดทำมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงาน โดยทาง พพ. จะจัดตั้งคณะทำงานวิชาการเพื่อทำการศึกษาหาร่างเกณฑ์ค่าประสิทธิภาพพลังงานขั้นต่ำและขั้นสูง ซึ่งหลังจากได้ผลการศึกษาแล้วทาง พพ. จะนำเสนอเข้าคณะทำงานด้านกฎหมาย เมื่อร่างมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานขั้นต่ำได้รับความเห็นชอบจากทางคณะอนุกรรมการมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานแล้ว พพ. จะนำส่งร่างมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานขั้นต่ำให้ สมอ. เพื่อพิจารณาประกาศใช้ต่อไป ซึ่งในปัจจุบันการกำหนด MEPS มีทั้งภาคบังคับและสมัครใจ ในส่วนของ HEPS จะเป็นภาคสมัครใจเท่านั้น ซึ่งการติดฉลากแสดงค่าประสิทธิภาพพลังงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ส่งเสริมในส่วนของอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยทาง พพ. ส่งเสริมติดฉลากในส่วนของวัสดุ อุปกรณ์ที่ไม่ใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ เครื่องจักรในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งมีการส่งเสริมด้านเงินแก่วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องจักรประสิทธิภาพสูงด้วย  อ่านเพิ่มเติม

(พพ.) “โครงการศึกษา วิจัย ต้นแบบวิสาหกิจชุมชนพลังงานสีเขียวจากพืชพลังงาน”

เป็นโครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่ได้จากการหมักพืชพลังงาน ทั้งนี้ พลังงานไฟฟ้าที่ได้จะจําหน่ายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพภายใต้โครงการวิสาหกิจชุมชนพลังงานสีเขียวจากพืชพลังงานในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สําหรับโครงการที่มีปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 1 เมกะวัตต์ ด้วยอัตรา 4.50 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 20 ปี  อ่านเพิ่มเติม

(พพ.) การส่งเสริมการใช้อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงและวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน

การออกฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง ดำเนินการโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ภายใต้ “โครงการส่งเสริมเครื่องจักรอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง และวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงานโดยการติดฉลาก” กลุ่มเป้าหมายจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม เครื่องยนต์การเกษตร วัสดุก่อสร้าง โครงการฯ เริ่มดำเนินงานครั้งแรกเมื่อปี 2550 โดยติดฉลากเตาหุงต้มในครัวเรือนใช้กับก๊าซปิโตรเลียมเหลว เป็นผลิตภัณฑ์แรก ต่อมาได้เพิ่มผลิตภัณฑ์ขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ครอบคลุมทุกส่วนมากยิ่งขึ้น

ฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง เป็นหนึ่งในมาตรการหลักในการอนุรักษ์พลังงาน โดยการใช้ฉลากเป็นกลไกที่ช่วยให้ประชาชนได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูงได้อย่างถูกต้อง กระตุ้นตลาดผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูง และก่อให้เกิดการประหยัดพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป  อ่านเพิ่มเติม

(พพ.) การรณรงค์สร้างความรู้ ความเข้าใจ เรื่องน้ำมันแก๊สโซฮอล์ (E10 E20 E85)

แก๊สโซฮอล์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการผสมระหว่างเอทานอล (หรือที่เรียกว่า เอทิลแอลกอฮอล์) กับน้ำม้นเนซินไร้สารตะกั่ว แก๊สโซฮอล์เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 จากแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จ  พระเจ้าอยู่หัวให้นำอ้อยมาแปรรูปเป็นแอลกอฮอล์ และได้มีการพัฒนาเรื่อยมาโดยเริ่มทดลองจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์เมื่อปี พ.ศ. 2544 ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล จำนวน 5 สถานีบริการน้ำมัน

          ปี 2556 รัฐบาลได้ยกเลิกการจำหน่ายน้ำมันเบนซิน ออกเทน 91 และได้ดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้แก๊สโซฮอล์มากขึ้น จึงได้จัดตั้งศูนย์บริการปรับแต่งเครื่องยนต์ให้สามารถใช้แก๊สโซฮอลได้ ผ่านสถาบันการศึกษาของรัฐ เพื่อรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากมาตรการ และเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเรื่องเครื่องยนต์ที่ใช้แก๊สโซฮอล อ่านเพิ่มเติม

(พพ.) แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ.2558 - 2579 (AEDP 2015)

แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (Alternative Energy Development Plan : AEDP2015) จะให้ความส าคัญในการส่งเสริมการผลิตพลังงานจากวัตถุดิบพลังงานทดแทนที่มีอยู่ภายในประเทศให้ได้เต็ม ตามศักยภาพ การพัฒนาศักยภาพการผลิตพลังงานทดแทนด้วยเทคโนโลยีที่มีความเหมาะสม และการพัฒนา พลังงานทดแทนเพื่อผลประโยชน์ร่วมในมิติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมแก่ชุมชน อ่านเพิ่มเติม

(พพ.) "พิมพ์เขียวสิ่งแวดล้อม (Environmental Footprint)"

การเพิ่มขึ้นของประชากร กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ทั้งการผลิตและการ ให้บริการ การอุปโภค บริโภคที่ใช้พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ อยางฟุ่มเฟือย  ทรัพยากรธรรมชาติลดลง เกิดขยะและมลพิษเพิ่มมากขึ้นส่งเสริมแนวคิดการประเมินสภาพแวดล้อมแบบองค์รวม การผลิตที่ยั่งยืน เน้นการแก้ไขที่ผู้ผลิต (การผลิตที่ สะอาด-CP และการป้องกันมลพิษ-P2) การบริโภคที่ยั่งยืน ส่งเสริมตลาดสีเขียว ให้มีการใช้ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อ่านเพิ่มเติม

 

(สป.พน.) AEC: เชื่อมโยงพลังงานเพื่อความมั่นคงและโอกาสทางธุรกิจพลังงานไทย

คณะทำงานจัดการความรู้ สป.พน. ร่วมกับ สรป. ได้จัดเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Forum) เรื่อง “AEC: เชื่อมโยงพลังงานเพื่อความมั่นคงและโอกาสทางธุรกิจพลังงานไทย” ในวันพุธที่ 27 สิงหาคม 2557 ณ ห้องประชุม 9 ชั้น 15 ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคารบี โดยปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน วัตถุประสงค์การจัดงานเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจทิศทางความต้องการด้านพลังงานในอนาคต การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ AEC โดยเฉพาะความต้องการด้านน้ำมันเชื้อเพลิง และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในโครงข่ายด้านพลังงาน โครงการระบบสายส่งไฟฟ้าอาเซียน โครงการท่อส่งก๊าซอาเซียน การเพิ่มประสิทธิภาพและการอนุรักษ์พลังงาน การส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน ฯลฯ รวมถึง การเตรียมความพร้อมด้านทักษะ ความชำนาญเฉพาะด้าน และการปรับปรุงสมรรถนะให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติงานด้านพลังงานระหว่างประเทศให้กับบุคลากรของกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม

(สป.พน.) การขับเคลื่อนนโยบายพลังงานชุมชนของกระทรวงพลังงาน

สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน ได้ขับเคลื่อนนโยบายพลังงานชุมชนของกระทรวงพลังงานไม่น้อยกว่า 10 ปี และกำหนดให้เป็นนโยบายหลักที่จะต้องขยายการบริหารจัดการด้านพลังงานสู่ระดับท้องถิ่นผ่านสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้สร้างชื่อเสียง และภาพลักษณ์ที่ดีให้กับกระทรวงพลังงานในด้านการพัฒนาศักยภาพการจัดหาพลังงาน สร้างงาน สร้างอาชีพ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก นำไปสู่การพัฒนาชุมชนต้นแบบพลังงานยั่งยืน อย่างไรก็ตามการส่งเสริมด้านการพัฒนาพลังงานชุมชนยังจำกัดเฉพาะกลุ่มคนทำงานด้านชุมชน ยังไม่มีโอกาสได้เผยแพร่ผลงานและแนวความคิดพลังงานชุมชนพึ่งตนเองให้กับผู้ปฏิบัติงานด้านชุมชนกลุ่มงานอื่น สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงานจึงได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานด้านการจัดการความรู้ ประจำปีงบประมาณ พ .ศ. 2559  ที่มุ่งเน้นการใช้การจัดการความรู้ด้านพลังงานชุมชนพึ่งตนเองเป็นเครื่องมือผลักดันให้บุคลากรทุกคนจัดการความรู้เพื่อพัฒนาคน พัฒนางาน และพัฒนาองค์กร ตลอดจนการเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีจากการนำเสนอของผู้มีประสบการณ์ด้านพลังงานชุมชน โดยสามารถนำมาประยุกต์และปรับใช้กับชีวิตและการทำงานของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อ่านเพิ่มเติม

(สป.พน.) การวางแผนยุทธศาสตร์เชิงรุก ของกระทรวงพลังงาน เพื่อต้อนรับประชาคมอาเซียน ASEAN Economic Community (AEC) 2015

ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 3 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2007 ณ ประเทศสิงคโปร์ ผู้นำอาเซียนได้ลงนามในปฏิญญาว่าด้วยแผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community-AEC) โดยประกอบด้วยแผนการดำเนินงาน (AEC Blueprint) และตารางเวลาดำเนินงาน เพื่อดำเนินการให้อาเซียนมีคุณลักษณะสำคัญด้านเศรษฐกิจประกอบด้วย

  1. เป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว มีการเคลื่อนย้ายเงินทุน สินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือระหว่างประเทศสมาชิกโดยเสรี
  2. ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน
  3. ลดช่องว่างของระดับการพัฒนาของประเทศสมาชิกอาเซียน  
  4. ส่งเสริมให้อาเซียนสามารถรวมกลุ่มเข้ากับประชาคมโลกได้อย่างไม่อยู่ในภาวะที่เสียเปรียบ

ซึ่งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะก่อให้เกิดบรรยากาศที่เอื้อต่อการค้า การลงทุนของประเทศไทย ซึ่งมีภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงด้านคมนาคม การขนส่งพลังงานและสินค้าของอาเซียน นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดการพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มในภูมิภาค (Regional Value Chain) การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน การเพิ่มอำนาจในการต่อรอง และการขยายตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน เพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนที่มีความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนทางเศรษฐกิจ และในอีกด้านหนึ่ง ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนทำให้การแข่งขันทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างเข้มข้นมากขึ้น บรรษัทข้ามชาติ นักธุรกิจจากทั่วโลกสามารถเข้ามาทำการค้า ลงทุน และใช้ทรัพยากรในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น ในภาคพลังงานถ้าประเทศสมาชิกในอาเซียนไม่มีการวางแผนยุทธศาสตร์พลังงานที่ดีจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติได้   อ่านเพิ่มเติม

 

(สป.พน.) การวางแผนยุทธศาสตร์เชิงรุก ของกระทรวงพลังงาน เพื่อต้อนรับประชาคมอาเซียน ASEAN Economic Community (AEC) 2015

ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 3 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2007 ณ ประเทศสิงคโปร์ ผู้นำอาเซียนได้ลงนามในปฏิญญาว่าด้วยแผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community-AEC) โดยประกอบด้วยแผนการดำเนินงาน (AEC Blueprint) และตารางเวลาดำเนินงาน เพื่อดำเนินการให้อาเซียนมีคุณลักษณะสำคัญด้านเศรษฐกิจประกอบด้วย

  1. เป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว มีการเคลื่อนย้ายเงินทุน สินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือระหว่างประเทศสมาชิกโดยเสรี
  2. ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน
  3. ลดช่องว่างของระดับการพัฒนาของประเทศสมาชิกอาเซียน  
  4. ส่งเสริมให้อาเซียนสามารถรวมกลุ่มเข้ากับประชาคมโลกได้อย่างไม่อยู่ในภาวะที่เสียเปรียบ

ซึ่งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะก่อให้เกิดบรรยากาศที่เอื้อต่อการค้า การลงทุนของประเทศไทย ซึ่งมีภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงด้านคมนาคม การขนส่งพลังงานและสินค้าของอาเซียน นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดการพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มในภูมิภาค (Regional Value Chain) การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน การเพิ่มอำนาจในการต่อรอง และการขยายตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน เพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนที่มีความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนทางเศรษฐกิจ และในอีกด้านหนึ่ง ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนทำให้การแข่งขันทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างเข้มข้นมากขึ้น บรรษัทข้ามชาติ นักธุรกิจจากทั่วโลกสามารถเข้ามาทำการค้า ลงทุน และใช้ทรัพยากรในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น ในภาคพลังงานถ้าประเทศสมาชิกในอาเซียนไม่มีการวางแผนยุทธศาสตร์พลังงานที่ดีจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติได้   อ่านเพิ่มเติม

 

(ชธ.) การเตรียมความพร้อมในการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม ครั้งที่ 21

    จากสถานการณ์ด้านพลังงานในปัจจุบัน พบว่าประเทศไทยมีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นทุกปี และต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ เนื่องจากแหล่งพลังงานในประเทศที่จัดหาได้ยังมีปริมาณน้อย   ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ประกอบกับแหล่งปิโตรเลียมที่ได้มีการผลิตแล้วเริ่มมีปริมาณการผลิตที่ลดลง กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในฐานะที่เป็นหน่วยงานของรัฐในการกำกับดูแลด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จึงได้เปิดให้สิทธิและสำรวจปิโตรเลียม ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันรวม 20 รอบ และกำลังเตรียมการเพื่อประกาศเชิญชวนให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบ 21

    การประกาศเชิญชวนเพื่อการให้สัมปทานปิโตรเลียมดังกล่าว มีกระบวนการในการเตรียมการและการพิจารณาในแต่ละรอบที่แตกต่างกัน ดังจะนำมาเป็นตัวอย่างในการศึกษาคือ รอบที่ 18 19 และ 20

อ่านเพิ่มเติม

(ชธ.) อะไร ทำไม อย่างไร : ข้อเท็จจริงด้านพลังงานที่ถูกบิดเบือน

               เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบัน กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติถูกต่อต้านในหลายพื้นที่ และมีการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงในบางกลุ่มสังคม เช่น การสำรวจ การผลิต และรายได้ที่ได้จากการประกอบกิจการปิโตรเลียม แม้ว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้พยายามให้ข้อมูลผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจต่อประชาชนและองค์กรที่สอบถามข้อมูล และประชาชนในพื้นที่แล้ว แต่ปัญหาความไม่เข้าใจและไม่ยอมรับในข้อมูลของรัฐก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การบรรยายในหัวข้อดังกล่าว จึงเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับบุคลากรในกระทรวง เพื่อให้สามารถเป็นกระบอกเสียงในการสร้างความรู้ ความเข้าใจกับบุคคลรอบข้างได้ ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวจะประกอบไปด้วย

  1. ข้อเท็จจริงของการให้สัมปทานและการสำรวจปิโตรเลียม
  2. ข้อเท็จจริงของการผลิตปิโตรเลียม
  3. รายได้ที่ประเทศจะได้รับจากการประกอบกิจการปิโตรเลียม

อ่านเพิ่มเติม

(ชธ.) กว่าจะใช้คำว่า “เรา” (องค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย)

          องค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย (Malaysia-Thailand Joint Authority) เป็นหน่วยงานที่เป็นความร่วมมือของสองประเทศในการประกอบธุรกิจร่วมกันและเป็นธุรกิจที่สร้างความมั่นคงด้านพลังงานและสร้างรายได้ให้กับทั้งสองประเทศ ซึ่งกว่าจะมาถึงวันนี้ได้มีรายละเอียดของการดำเนินงานที่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถของบุคลากรจากทั้งสองประเทศ ที่ต้องใช้ความรู้ทั้งด้านการเจรจาต่อรอง ความรู้ในการประกอบธุรกิจ ความรู้ด้านกฎหมาย ความรู้ทางด้านวิชาการและเทคโนโลยี  การปรับตัวเพื่อการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในความแตกต่างของวัฒนธรรมทั้งสองประเทศ

อ่านเพิ่มเติม

(ชธ.) การสำรวจและผลิตปิโตรเลียม

          กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ถือเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการส่งเสริมและกำกับดูแลด้านการให้สิทธิการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการสร้างและรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงพลังงาน ทั้งนี้ การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเป็นภารกิจที่มีข้อมูลเชิงเทคนิคที่ซับซ้อน จึงทำให้ยากต่อความเข้าใจ จึงขอนำกล่าวเพื่อเป็นความรู้เบื้องต้นในขั้นตอนการดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ดังนี้
1. ความรู้เบื้องต้นของการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม
2. ขั้นตอนของการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม
3. มาตรการดูแลด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในการการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม
4. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
5. การพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม

อ่านเพิ่มเติม

(ชธ.) รายได้รัฐจากการประกอบกิจการปิโตรเลียม ตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม

          รายได้รัฐจากการประกอบกิจการปิโตรเลียม จะจัดเก็บตามข้อกำหนดของสัมปทานที่บริษัทผู้รับสัมปทานได้รับสิทธิในช่วงนั้นๆ  ซึ่งในปัจจุบันมีผู้รับสัมปทาน 2 กลุ่ม คือ ผู้รับสัมปทานกลุ่มที่ 1 (ผู้รับสัมปทานที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 หรือที่เรียกว่า Thailand I) และ ผู้รับสัมปทานกลุ่มที่ 2 (ผู้รับสัมปทานที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2532 หรือที่เรียกว่า Thailand III) ซึ่งจะจัดเก็บเมื่อมีการผลิตปิโตรเลียม ดังนี้

 ผู้รับสัมปทานกลุ่มที่ 1 ( Thailand I ) ประกอบด้วย
           1. ค่าภาคหลวง (Royalty ) จัดเก็บในอัตราคงที่ 12.5 % ของมูลค่าปิโตรเลียมที่ขาย เป็นรายไตรมาส
           2. ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (PITA) จัดเก็บในอัตราร้อยละ 50 จากกําไรสุทธิที่ผู้รับสัมปทาน ได้รับจากการประกอบกิจการปิโตรเลียมเป็นรายปี เมื่อบริษัทมีกําไรหลังจากหักค่าใช้จ่ายตามกฎหมายแล้ว จัดเก็บโดยกรมสรรพากร

ผู้รับสัมปทานกลุ่มที่ 2 ( Thailand III ) ประกอบด้วย
           1. ค่าภาคหลวง (Royalty ) จัดเก็บแบบขั้นบันไดตามระดับการผลิตในอัตราร้อยละ 5 - 15 ของมูลค่าปิโตรเลียมที่ขายเป็นรายปี
           2. ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ (Special Remuneration Benefit, SRB) จัดเก็บเมื่อผู้รับสัมปทานมีกําไรส่วนเกินมาก จึงต้องจ่ายเงินผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษให้แก่รัฐ ซึ่งคํานวณจากอัตราจัดเก็บ 0 - 75% ของกําไรปิโตรเลียมรายปี
           3. ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (PITA) จัดเก็บในอัตราร้อยละ 50 จากกําไรสุทธิที่ผู้รับสัมปทานได้รับจากการประกอบกิจการปิโตรเลียม เมื่อบริษัทมีกําไรหลังจากหักค่าใช้จ่ายตามกฎหมายแล้ว ซึ่งผู้รับสัมปทาน ยื่นแบบปีละ 2 ครั้งต่อกรมสรรพากร

           ทั้งนี้ รายได้จากค่าภาคหลวงได้มีการจัดสรรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยแยกออกเป็นค่าภาคหลวง ในอัตราร้อยละ 40 ส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ร้อยละ 60 แบ่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ร้อยละ 20 แบ่งให้องค์การบริหารส่วนตำบล/เทศบาลที่มีพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่ตามสัมปทาน ร้อยละ 10 แบ่งให้องค์การบริหารส่วนตำบล/เทศบาลอื่นที่อยู่ในจังหวัดที่มีพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่ตามสัมปทาน ร้อยละ 10 แบ่งให้ องค์การบริหารส่วนตำบล/เทศบาล ทั่วประเทศ และร้อยละ 20 แบ่งให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่มีพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่ตามสัมปทาน)

(สป.พน.) การสร้างความยั่งยืน ระบบโซล่าเซล์ ในชุมชนที่ไฟฟ้าสายส่งเข้าไม่ถึง

Download (PDF, 1.9MB)

จัดการอบรมโครงการจัดการความรู้สู่ชุมชน “การสร้างความยั่งยืนระบบโซล่าเซล์ ในชุมชนที่ไฟฟ้าสายส่งเข้าไม่ถึง” ณ บ้านป่าเด็ง ตำบลป่าเด็ง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการความรู้สู่ชุมชนให้มีการให้แบตเตอรี่อย่างถูกวิธี มีความปลอดภัย เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ก่อนจะนำคืนบริษัทฯ และสร้างบทบาทในการเป็นหน่วยกลางในการประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในการดำเนินโครงการพัฒนาพลังงานยั่งยืนระดับชุมชน 

อ่านต่อ